กกร.ชี้3เดือนส่งออกฟื้น รับอานิสงส์แผนปลุกศก.จี20 เสนอรัฐบาลเร่งไขแก้4ปัญหา
แบงก์แจง3สาเหตุทำสินเชื่อลด
กกร.เตรียม 4 เรื่อง เสนอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)พิจารณา เชื่ออานิสงส์มาตการกระตุ้นเศรษฐของกลุ่มประเทศจี 20 ช่วยเศรษฐกิจไทยฟื้นปลายไตรมาส 2 ชี้ "ประมนต์" ชี้ส่งออกเริ่ม เห็นสัญญาณบวกอีก 3 เดือนข้างหน้า ประธานสมาคมธนาคารไทย ยอมรับสินเชื่อทั้งระบบลดลง เผยมี 3 สาเหตุหลัก เผยหารือหอการค้า คัดชื่อผู้ประกอบการที่มีฐานะแข็งแกร่ง ส่งให้แบงก์ เพื่อปล่อนสินเชื่อ ส่งพวกที่ร้องว่าขาดสภาพคล่องเป้นกลุ่มที่แบงก์ไม่อาจปล่อยกู้ให้ได้จริงๆ
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)กล่าวหลังการประชุม กกร.ว่าในวันที่ 8 เมษายน 2552 จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยประเด็นที่ กกร.จะเสนอให้รัฐบาล คือ 1.ความร่วมมือของรัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง 2.การแก้ปัญหาและอุปสรรคในการนำเข้าเหล็กตามกรอบข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) 3.การเร่งรัดใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำไว้กับหลายประเทศ 4.ผลกระทบจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 11/1 หารือการแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ที่ล้าสมัย เป็นต้น
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจขณะนี้ ประธาน กกร. กล่าวว่า หลังประชุมกลุ่มจี 20 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าที่คาด และจีนใช้เงินจำนวนมากกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นหากประเทศขนาดใหญ่ในโลกมีเศรษฐกิจดีขึ้น เศรษฐกิจไทยก็คงจะดีตาม คาดว่าจะเริ่มเห็นเศรษฐกิจดีขึ้นปลายไตรมาส 2 และ 3 และจากการหารือกับผู้ส่งออกพบว่าคำสั่งซื้อจากต่างประเทศไม่ลดลงมากนัก และเริ่มมีการต่อรองราคาแล้ว ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นกว่าช่วงต้นปี เพราะต่างชาติระบายสต๊อกสินค้าเก่าเกือบหมด และเมื่อเงินอัดฉีดเศรษฐกิจได้ผลก็จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น ซึ่งไทย ก็จะได้รับอานิสงส์
ด้านนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวหลังการประชุมกลุ่มจี 20 ที่มีข้อตกลงจะอัดฉีดเงินสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐด้วยการลงขันของกลุ่มประเทศชั้นนำร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไป โดยการส่งออกของไทยจะได้รับผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจี 20 ในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยมีความเห็นว่า น่าจะเห็นเศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดและเริ่มดีขึ้นเร็วๆ นี้
ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวยอมรับว่า ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ลดลง เนื่องจากคำขอสินเชื่อลดลง โดยมาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ 1. เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การใช้กำลังการผลิตจากที่เคยใช้ 70-80 % เหลือแค่ 50% ส่งผลให้ความต้องการเงินเพื่อสร้างกำลังการผลิตไม่มี 2.ราคาสินค้าต่างๆ ลดลง ส่งผลให้ความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการลดลง ทำให้เงินจำนวนมากถูกนำมาชำระคืนธนาคาร ส่งผลให้ยอดสินเชื่อลดลง และ 3.ยอดการขอแพคกิ้งเครดิต หรือสินเชื่อเพื่อการส่งออกลดลงตามยอดคำสั่งซื้อสินค้า
นายอภิศักดิ์ กล่าวถึงการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการว่า สมาคมธนาคารไทยได้ทำงานร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยคัดเลือกผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง แต่ยังมีศักยภาพให้ได้รับสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยส่งข้อมูลให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์) ปล่อยสินเชื่อ พร้อมกับพิจารณาคัดผู้ประกอบการที่มีปัญหาไม่สามารถให้สินเชื่อออกไป ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวสามารถดำเนินไปด้วยดี และที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าค่อนข้างมาก
ส่วนผู้ที่ออกมาระบุว่าขาดสภาพคล่องนั้น น่าจะอยู่ในกลุ่มที่ธนาคารพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถให้สินเชื่อได้ เพราะส่งออกลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้จะผ่านพ้นไปในช่วง 1-2 ปี ส่วนปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพหรือเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นเหมือนกันทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ระดับที่ธนาคารทุกแห่งสามารถบริหารจัดการได้ และขณะนี้แต่ละธนาคารมีระบบบริหารจัดการที่รัดกุมอยู่แล้ว
หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 8/4/2009