อายะผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดีและสู้ชีวิต พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดอย่างไม่ท้อ

เคยดูหนังบันทึกน้ำตา 1 ลิตร จำนวน  11 แผ่น ต่อเนื่องจนจบ เพราะดูสนุก  ร้องให้จนตาบวม แดง

เป็นเรื่องราว ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ที่ป่วยด้วยโรค   สไปโนซีรีเบลลาร์  ดีเจอเนเรชั่น

 (  spinocerebellar degeneration) ชื่อ  คิโต๊ะ  อายะ  เป็นเด็กสาวที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่าเริง สดใส เรียนเก่ง กีฬาก็เก่ง  ตั้งใจเรียนจนสอบติดโรงเรียนมัธยมดังในญี่ปุ่น  ต่อมาป่วยด้วยโรคสไปโนซีรีเบลลาร์  ดีเจอเนเรชั่น   ช่วงที่ป่วยขณะเรียนเธอยังไปเรียน  ไม่ท้อ ไม่อายใครๆที่เดินลากขา  และยังไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตลอด   ต่อมาผลจากโรคทำให้ควบคุมร่างกายไม่ได้ไปทีละอย่าง เริ่มจากเสียการเดินมากขึ้น  การพูด  เขียน  กลืน  หายใจ

 ในบันทึกไดอารี่  46 เล่ม  ของคิโต๊ะ  อายะ  การดำเนินเนื้อเรื่อง จะเเสดงให้เห็นถึงเด็กหญิงที่คิดดี  พยายามทำทุกอย่างที่คิดว่าตัวเองทำได้และ  ต่อสู้กับโรคร้ายเพื่อให้มีชีวิตอยู่ 

มีมุมหลายมุมจากเรื่อง .............เช่น ครอบครัว เพื่อนๆ

โดยมีครอบครัวที่เข้าใจ ทั้งพ่อแม่ น้องสาว น้องชายและเพื่อนๆ  ทำให้แต่ละฉากจะเห็นความเข้มเเข็งของเธอที่สู้ชีวิตและทำเพื่อคนรอบข้างที่รักเธอและเธอรัก  ดูแล้วจะรู้สึกสงสารเด็กผู้หญิงคนนี้มาก  และเข้าใจความรู้สึกของคนเริ่มพิการ  จากเดินได้ เดินเป๋ เดินช้า  ต่อมาคลานและจนสุดท้ายนั่งรถเข็น 

จากที่เคยพูดสื่อสารได้  พูดช้าๆ  ช้าลง จนไม่สามารถพูดได้

ใช้การเขียนแทนการสื่อสารกับบุคคลอื่น   และจากที่เคยเขียนหนังสือได้ เขียนไม่ได้  จนกระทั่งไม่สามารถเขียนได้ต้องใช้แผ่นตัวอักษรมาให้ชี้สะกดคำในการสื่อสารกับบุคคลอื่น

ต่อมามีอาการหนักมากขึ้น  มีปัญหาการกลืนร่วมกับมีปัญหาการหายใจต้องนอนโรงพยาบาล  ชีวิตช่วงที่อยู่โรงพยาบาลจะเห็นถึงความพยายามของเธอในการที่อยากมีชีวิตอยู่  จนคนรอบข้างแอบร้องให้เพราะสงสารเธอ  น่าสงสารมาก

แต่จากบันทึกจริงแม่ของอายะ  บอกว่าลูกสาวเคยถามว่า  หนูจะแต่งงานได้ไหม เพราะอายะยังไม่มีแฟน  อายะป่วยและเสียชีวิตก่อน  ดังนั้นในเรื่องเค้าจึงแต่งให้อายะมีความรัก  ทั้งๆที่เรื่องจริงอายะยังไม่เคยมีความรักแต่ก็อยากมีเพราะอายะอยู่ในวัยรุ่น 

จวบจนอายะเสียชีวิต ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างเธอมีความมุมานะในทางชีวิตของแต่ละคน  เพราะอายะสู้ชีวิตมาก  ขณะป่วยอายะมองหาสิ่งที่อายะสามารถทำได้  ทำทุกอย่างเพื่อให้อาการไม่ทรุดลง ทั้งกายภาพทำทุกวัน ทำทุกท่า   ช่วยเหลือตนเองทั้งๆที่อายะมีความสามารถที่จะทำได้น้อย แต่ก็พยายามทำให้ถึงที่สุด

โรค  Spinocerebellar Degeneration   ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 

เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งทำให้สมองน้อย (cerebellum) ไขสันหลัง (spinal cord) และระบบประสาทส่วนปลาย (peripheral nervous system) ซึ่งอยู่บริเวณไขสันหลังของผู้ป่วยทำงานผิดปรกติเนื่องจากมีการฝ่อลีบลง โรคนี้จะปรากฏโดยช้าและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่สามารถยับยั้งได้

สำหรับสมองน้อยของมนุษย์นั้นทำหน้าที่ร่วมกับระบบประสาททั้งส่วนกลาง (central nervous system) และส่วนปลาย (peripheral nervous system) ในการควบคุมการทรงตัวและการเคลื่อนไหวของมนุษย์ โดยอาศัยไขสันหลังในการส่งผ่านกระแสประสาท
          
          โรค Spinocerebellar Degeneration คือ โรคที่ยังไม่สามารถรักษาได้ อาการของโรคจะทำให้สมองส่วนการรับรู้ จะยังทำงานเป็นปกติ แต่จะค่อยๆ เสื่อมลง และควบคุมร่างกายไม่ได้ไปทีละอย่าง ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้แต่ละคนจะแตกต่างกันไป

          บางคนเมื่อเริ่มเป็นโรคนี้อาการจะค่อยๆเป็นหนักขึ้นอย่างช้าๆ แต่สำหรับบางคนอาการของโรคทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มทำให้ขาเดินได้ลำบาก จนต่อมาจะเดินไม่ได้ แขนและมือที่เคยจับเขียนได้ก็จะค่อยๆ จับและเขียนลำบาก จนสุดท้ายก็จะเขียนไม่ได้

          การรับประทานอาหารก็จะลำบากขึ้นและจะสำลักบ่อยครั้ง บางคนอาจถึงตายได้เนื่องจากอาหารติดคอ ผู้ป่วยจะต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ เพราะยิ่งอาการหนักขึ้นเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เองมากขึ้นเท่านั้น เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร และยังไม่สามารถรักษาจนถึงปัจจุบัน ทำได้เพียงพยายามชลอให้อาการทรุดหนักช้าลง เท่านั้น

ถ้ามีเวลาว่างหามาดูนะคะ  แล้วคุณจะชอบ

ปล. ดูนานแล้วค่ะ  วันนี้มีโอกาสหยิบมาดูอีก  ยังร้องให้เหมือนเดิมค่ะ  รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีๆอีกเรื่องหนึ่ง