เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ"

(๑)การปรุงแต่งของจิตในโยคะสูตร
(๒)โยคะสูตรว่าด้วย 
     การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ 

(๓)โยคะสูตรว่าด้วย 
    การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ

(๔)โยคะสูตรว่าด้วย 
    การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ

(๕)โยคะสูตรว่าด้วย 
     การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ

(๖) โยคะสูตรว่าด้วย 
     การปรุงแต่งจิต ๕ ประการ (ตอนจบ) 
     และการบรรลุถึงการดับการปรุงแต่งของจิต
-(๖.๑)- ; -(๖.๒)- -(๖.๓)-


โยคะสูตรว่าด้วย
การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๒)

วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
โยคะสารัตถะ ฉ.; ต.ค.,พ.ย.,ธ.ค.'๕๑

          บทความคอลัมน์ตำราโยคะดั้งเดิมในฉบับนี้คงต้องบอกว่ามีความพิเศษอยู่สัก 2 อย่าง คือ อันแรกเป็นช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีบรรยากาศของการสนุกรื่นเริง มีสีสัน รวมถึงการพักผ่อน และที่สำคัญก็คือหลายคนถือโอกาสใช้ช่วงเวลาของบรรยากาศเช่นนี้เป็นเวลาแห่งการทบทวนตนเองในรอบปีที่ผ่านมา ทบทวนยังไง... ก็ทบทวนว่า ปีที่ผ่านมาเราดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และถูกทางหรือไม่ เพียงใด ซึ่งก็คงมีสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมกันบ้างตามสติปัญญาที่แต่ละคนมีอยู่ แล้วปีใหม่นี้เราตั้งใจว่าจะจัดการกับความไม่ลงตัวต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นอย่างไร ก็หวังใจเพียงว่าผู้อ่านทุกท่านคงมีความก้าวหน้าในการ "รู้จักและพัฒนาตนเอง" กันไม่มากก็น้อยในปีนี้ (๒๕๕๑) จากตามประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ของผู้เขียนพบว่า "ก่อนที่จะพัฒนาตนเองได้นั้น ต้องรู้จักในสิ่งที่ตนเองกำลังเป็นอยู่เสียก่อน แล้วจึงพัฒนาต่อไปได้" เช่น รู้ว่าสิ่งที่เป็นอกุศลอันใดยังมีอยู่ในตัวเราก็พยายามละทิ้งไปเสีย รู้ว่าสิ่งที่เป็นอกุศลอันใดที่ยังไม่เกิดขึ้นในตัวเราก็พยายามระวังป้องกันไว้อย่าให้เกิด รู้ว่ากุศลอันใดยังไม่มีในตัวเราก็พยายามเร่งสร้างขึ้นมา และรู้ว่ากุศลอันใดที่มีอยู่แล้วในตัวเราก็พยายามรักษาไว้หรือทำให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น ฯลฯ ตัวอย่างของอกุศล เช่น ความใจลอย คิดฟุ้งซ่าน วิตกกังวล ซึมเศร้า โกรธ ขี้เกียจ อิจฉา ฯลฯ ตัวอย่างของกุศล เช่น การระลึกได้ (สติ) ใจตั้งมั่น (สมาธิ) ความเมตตา ให้อภัย ความเพียร วางใจเป็นกลาง ฯลฯ เมื่อตระหนักรู้ชัดบ่อยๆ เนืองๆ ในสิ่งเหล่านี้ที่ตนกำลังประสบอยู่ เราจะค่อยๆ รู้เห็นว่า สิ่งใดควรจะละทิ้ง สิ่งใดควรจะระวังป้องกัน สิ่งใดควรจะเร่งสร้าง และสิ่งใดควรจะรักษาไว้ เชื่อแน่ว่า...ชีวิตเราคงจะดีวันดีคืนขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนอย่างที่สองนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่แพ้อย่างแรกโดยเฉพาะสำหรับผู้เขียนอย่างเราที่มีผู้อ่านซึ่งทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร คอยแนะนำ ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนความรู้ให้เกิดความเข้าใจที่ดีและแตกฉานกับเรื่องราวของชีวิตมากยิ่งขึ้น

          เรื่องก็มีอยู่ว่า มีผู้อ่านท่านหนึ่งขออนุญาตเอ่ยนามคือ ครูอ๊อด (วรรณวิภา) ได้เขียนอีเมล์มาแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความในฉบับที่แล้วซึ่งพูดถึงเรื่องการปรุงแต่งของจิต ในโยคะสูตรบทที่ ๑ ประโยคที่ ๕ ที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในฉบับที่แล้วว่า

 

"วฤตตยะห์ ปัญจตัยยะห์ กลิษฏากลิษฏาห์ ซึ่งแปลความหมายอย่างสั้นๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงหน้าที่หรือพฤติกรรมของจิตตะมีอยู่ ๕ อย่าง บางอย่างนั้นเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ขณะที่บางอย่างไม่ก่อให้เกิดกิเลส"

 

          ซึ่งครูอ๊อดมีความเห็นและแปลอีกอย่างหนึ่งว่า "พฤติกรรมของจิตตะ ๕ อย่างนั้น บ้างก็ประกอบไปด้วยกิเลสซึ่งขจัดออกไปได้ยาก บ้างก็ประกอบด้วยกิเลสซึ่งขจัดออกจากจิตได้ง่าย" โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า เพราะมีคำอธิบายหนึ่งที่กล่าวว่ากิเลสนั้นมีมาแต่กำเนิด กิเลสในโยคะมี ๕ อย่างคือ อวิทยา อัสมิตา ราคะ ทเวษะ และ อภินิเวศะ คือติดมาโดยกรรม(ในอดีตชาติ) พฤติกรรมของจิตตะเองนั้นไม่ใช่จะเป็นเหตุให้เกิดหรือไม่ก่อให้เกิดกิเลสได้ แต่กิเลสก็ทางหนึ่ง พฤติกรรมของจิตตะก็ทางหนึ่ง เมื่อมันมาเกิดพร้อมกันเข้า เช่น เมื่อพฤติกรรมของจิตตะในแบบที่รู้สิ่งที่ถูกต้องก็จริง แต่ถ้าไปประกอบด้วยกิเลสที่เป็นอวิทยา(อวิชชา) มันจึงเกิดเป็นพฤติกรรมของจิตตะที่ประกอบด้วยกิเลส หากว่าพฤติกรรมของจิตตะที่รู้สิ่งที่ถูกต้อง(อย่างเดียวกันนั้น) แต่เป็นไปด้วยวิทยา(วิชชา) ก็จะเป็นพฤติกรรมของจิตตะที่ไม่ประกอบด้วยกิเลส ดังนั้น พฤติกรรมของจิตตะทั้ง ๕ อย่างที่จะกล่าวในโยคะสูตร ๑.๖ ถัดไปนั้น ก็อาจจะไปรวมกับกิเลสตัวใดตัวหนึ่งใน ๕ ก็ได้ ผลก็คือ การปรุงแต่งของจิตที่กอปรไปด้วยกิเลส หากประกอบด้วยกิเลสอย่างทเวษะ (โทสะ) ก็จะขจัดออกไปได้ง่าย หากไปประกอบด้วยกิเลสอย่างอภินิเวศะ(ความกลัวตาย) หรืออัสมิตา (ความมีตัวตน) ก็จะขจัดออกไปได้ยาก ครูอ๊อดยังตีความเอาไว้ว่า พฤติกรรมของจิตตะของปตัญชลี ก็คือ การกระทบของจิตกับวัตถุหรือสิ่งภายนอก ซึ่งหากว่าเป็นไปด้วยอวิชชา การกระทบเช่นนั้นก็เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหาที่จะสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นต่อไป 0812 17

          จากข้อแลกเปลี่ยนของครูอ๊อดที่เรียบเรียงมาข้างต้นนั้น เราได้ตอบแลกเปลี่ยนกับครูอ๊อดไปมีใจความดังนี้

          ขอบคุณครูอ๊อดมากครับที่ตั้งใจอ่านบทความของเรา(ผู้เขียน) และยังช่วยทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรโดยตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในส่วนที่ไม่ตรงกับความเข้าใจ จึงขออนุญาตชี้แจงทั้งเนื้อหาและความในใจดังนี้ เราแปล เรียบเรียง และบางครั้งก็เขียนเพิ่มเติมบทความในคอลัมน์นี้โดยอาศัยหนังสือปตัญชลีโยคะสูตรที่อรรถาธิบายโดยสถาบันโยคะไกวัลยธรรม เป็นเล่มหลัก และใช้เล่มอรรถาธิบายโดยสวามีสัตยานันทปุรี เป็นเล่มรอง (ในกรณีที่เล่มหลักไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ หรือใช้เป็นข้อมูลเสริมเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น) และในบางครั้งก็อาจจะค้นคว้าจากในเว็บบ้างถ้าจำเป็น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ประสบในหลายครั้งที่ทำคอลัมน์นี้มาก็คือ หนังสือทั้งเล่มหลักและเล่มรองมีคำอธิบายในเรื่องเดียวกันที่แตกต่างกัน และบางครั้งก็ไม่ได้อธิบายให้กระจ่างชัดมากนัก (ทั้งเล่มหลักและเล่มรองในบางประโยค) ดังนั้นเพื่อจัดการกับข้อจำกัดดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ทางพุทธศาสนาอยู่บ้างเพื่อมาอธิบายให้ผู้อ่านได้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากงานชิ้นนี้เป็นเรื่องของโยคะสูตร จึงพยายามคงเนื้อหาใจความตามแนวคิดของโยคะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเห็นว่าการทำเช่นนี้จะช่วย 1) เป็นการเคารพศาสตร์แห่งโยคะและโยคีในอดีตที่พยายามศึกษา ฝึกฝน และถ่ายทอดภูมิปัญญาอันมีคุณค่ายิ่งนี้มาถึงคนรุ่นเรา และ 2) ไม่ต้องการให้ผู้อ่านซึ่งเป็นชาวพุทธที่มีวิถีความเข้าใจเชิงพุทธอยู่แล้วต้องสับสนปนเปกับคำอธิบายเรื่องจิตบางประเด็นในสองแนวทาง(คือ พุทธ กับ โยคะ) นอกจากนี้ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นไทย รวมถึงการถอดความคำศัพท์สันสกฤตเป็นไทยด้วยในบางครั้ง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทั้ง ๒ ภาษานี้ไม่ใช่ภาษาแม่ของเราที่จะสามารถเข้าใจหรือหาคำอธิบายในภาษาไทยที่เหมาะสมจริงๆ มาแทนที่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เราก็คงต้องเรียนรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในฐานะที่ยังเป็นนักเรียนโยคะและนักเรียนทางภาษา

          มาถึงเนื้อหาที่ครูอ๊อดนำเสนอมาก็เช่นเดียวกันซึ่งจะขอแลกเปลี่ยนว่า ในส่วนที่เราเขียนลงในบทความว่า "พฤติกรรมของจิตตะมีอยู่ ๕ อย่าง บางอย่างนั้นเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ขณะที่บางอย่างไม่ก่อให้เกิดกิเลส" ตรงนี้เป็นความเข้าใจและการใช้คำที่คลาดเคลื่อนไป (ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณครูอ๊อดและขออภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย) ดังนั้นที่ครูอ๊อดใช้ข้อความว่า "พฤติกรรมของจิตตะ ๕ อย่างนั้น บ้างก็ประกอบไปด้วยกิเลสซึ่งขจัดออกไปได้ยาก บ้างก็ประกอบด้วยกิเลสซึ่งขจัดออกจากจิตได้ง่าย" ก็น่าจะเหมาะสมมากกว่า

 

(ติดตามต่อฉบับหน้า โยคะสูตรบทที่ ๑ ประโยคที่ ๖)

          ฝากคำกลอนที่เรียบเรียงมาจากแนวคำสอนตามวิถีของเซ็นเป็นพรปีใหม่ให้กับผู้อ่านทุกท่าน...

  ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของคนเรา      ก็คือ ตัวเราเอง  
  โรคที่ร้ายแรงที่สุดของเรา       ก็คือ ความเห็นแก่ตัว
  สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดของคนเรา     ก็คือ ความไม่รู้ (ความจริง) 
  ความล้มละลายหนักที่สุดของคนเรา     ก็คือความสิ้นหวัง
  ความยากจนที่สุดของคนเรา     ก็คือ ความไม่รู้จักพอ
  ความร่ำรวยที่มั่งคั่งที่สุดของคนเรา     ก็คือ สุขภาพแข็งแรง
  ของขวัญล้ำค่าที่สุดต่อผู้อื่น     ก็คือ การให้อภัย
  ความสุขที่มากที่สุดของคนเรา     ก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่น


ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  
เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com

 .....