เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ"

 

 

สถิรํ สุขํ อาสนํ (๑)*

ธีรเดช อุทัยวิทยรัตน์ (ครูเละ) ; 
(ดูงานเขียนทั้งหมดที่นี่) 

อ้างอิงข้อมูลจาก ; โยคะสารัตถะ ฉ.ต.ค., พ.ย., ธ.ค.'๕๒


          ผู้ที่เป็นคออาสนะคงจะทราบดีว่า "สถิรํ สุขํ อาสนํ" คือโศลกที่ว่าด้วยคุณสมบัติของอาสนะซึ่งปตัญชลีจารึกไว้ในคัมภีร์โยคสูตร(บทที่ 2 โศลกที่ 46) โศลกบทดังกล่าวถอดความเป็นภาษาไทยว่า อาสนะควรจะนิ่งหรือมั่นคง(สถิระ)และสบาย(สุขะ)
          นอกจากนี้โยคาจารย์บางท่านยังแปลความหมายของโศลกเดียวกันนี้ว่า อาสนะควรจะตื่นตัวและผ่อนคลาย เนื่องจากว่าคำว่า "สถิระ" นอกจากจะแปลว่านิ่งหรือมั่นคงแล้ว ยังแปลว่าตื่นตัวก็ได้ ส่วนคำว่า "สุขะ" นอกจากแปลว่าสบายแล้ว ยังแปลว่าผ่อนคลายได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งอันที่จริงความสบายกับการผ่อนคลายนั้นดูจะไม่แตกต่างกันเท่าไร
          คำว่าสุขะนั้น ครูอายุรเวทคนหนึ่งของผมเคยอธิบายให้ฟังว่า มาจากคำว่า "สุ" ซึ่งแปลว่า ดี ง่าย เคลื่อนไหว และคำว่า "ขะ" ซึ่งแปลว่า "ที่ว่าง"
          ความหมายเต็มๆ ของคำว่าสุขะก็น่าจะเป็นประมาณว่า คือการดำรงอยู่หรือเคลื่อนไหวไปในที่ว่างได้อย่างเป็นอิสระ
          ซึ่งเป็นความหมายที่ช่วยขยายภาพของคำว่าสุขะที่แปลคร่าวๆ ว่า "สบาย" หรือ "ผ่อนคลาย" ได้ชัดเจนขึ้น
          อย่างเช่นในกรณีของการทำอาสนะ น่าจะกล่าวได้ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายไปสู่อาสนะหนึ่งๆ รวมทั้งการดำรงอยู่ในอาสนะนั้นๆ ก็คือการเคลื่อนไปสู่และดำรงอยู่ในที่ว่างที่ห้อมล้อมตัวเรา
          การที่เราสามารถเคลื่อนไปสู่และค้างอยู่ในท่วงท่าได้อย่างสบายหรือผ่อนคลาย โดยไม่รู้สึกปวดหรือต้องฝืนเกร็งร่างกาย กล่าวอีกอย่างก็คือการเคลื่อนไปสู่และดำรงอยู่ในที่ว่าง ณ ขณะนั้นอย่างเป็นอิสระหรือสุขะนั่นเอง
          เมื่อร่างกายรู้สึกสบายหรือผ่อนคลาย ทั้งกายและจิตย่อมสามารถมั่นคงอยู่ในอาสนะได้ ในทางกลับกัน คนที่ทำอาสนะแล้วรู้สึกปวดเจ็บหรือตึงเกร็งถึงขนาดกล้ามเนื้อสั่นกระเพื่อม ไหนเลยจะเกิดความมั่นคงหรือนิ่งได้ ไม่ว่าจะในทางกายหรือจิตก็ตาม
          ในทำนองเดียวกัน ความมั่นคงหรือนิ่ง(สถิระ)ที่เหมาะสมกลมกลืน ก็ส่งผลเป็นความสบายหรือผ่อนคลาย(สุขะ)เช่นกัน อย่างเช่น คนที่ทำอาสนะโดยเน้นที่ความสมบูรณ์ของท่วงท่า ด้วยการกระชับกล้ามเนื้อเข้ามาจนเกร็งแน่นเกินไป ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งก็คือเป็นความมั่นคงที่สุดโต่งเกินไป ย่อมยากที่จะรู้สึกสบายหรือผ่อนคลายได้ - อย่างน้อยๆ ก็ในทางจิตใจ(ที่มุ่งมั่นเกินไป)
          สรุปแล้วคุณสมบัติของอาสนะคือสถิระและสุขะ เป็นคุณสมบัติที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ซึ่งผู้ที่ฝึกอาสนะจะต้องค้นให้พบความกลมกลืนระหว่างคุณสมบัติทั้งสอง
          การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสถิระและสุขะหรือมั่นคงและสบายในลักษณะที่กล่าวมา ทำให้ช่วงหลายปีหลังนี้ ผมมักเปรียบเทียบคุณสมบัติทั้งสองนี้ว่าเป็นประดุจปีกสองข้างของนก
          นกโบกบินไปบนท้องฟ้าด้วยปีกสองข้างฉันใด การทำอาสนะก็ต้องอาศัยคุณสมบัติของสถิระและสุขะฉันนั้น
          กระทั่งเช้าวันหนึ่งของปีก่อน ระหว่างฝึกอาสนะ ความหมายของสถิระสุขะคือมั่นคงและสบาย หรืออีกนัยหนึ่ง - นิ่งและเคลื่อนไหวอย่างอิสระ - ก็ผุดลอยขึ้นมาในห้วงคิด จากนั้นจู่ๆ ผมพลันรู้สึกว่า เอาเข้าจริงแล้วสถิระและสุขะหาใช่คุณสมบัติหรือสภาวะสองสภาวะที่แยกขาดจากกันไม่
          หากบอกว่าความร้อนและความเย็นคือความรู้สึกหรือคุณสมบัติที่เป็นคู่ตรงกันข้ามซึ่งอยู่บนระนาบเดียวกันคืออุณหภูมิ ก็อาจกล่าวได้ว่าสถิระและสุขะคือสภาวะของตัวเราที่สัมพันธ์กับมิติของสถานที่ ณ ห้วงเวลาหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะหรือขั้วตรงกันข้ามสองแบบ
          ขั้วหนึ่งคือการนิ่งหรือค้างอยู่ในอิริยาบถหรือท่วงท่าหนึ่งๆ ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือการเคลื่อนไหวไปมา(อย่างอิสระหรือสบาย) หรือจะบอกว่าขั้วหนึ่งคือความตื่นตัว(สถิระ)ส่วนอีกขั้วหนึ่งคือการผ่อนคลาย(สุขะ)ก็ได้
          การประจักษ์ว่า มองในอีกแง่หนึ่งสถิระกับสุขะหาใช่คุณสมบัติคนละอย่าง หากเป็นเสมือนสองขั้วของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสถานที่ดังที่กล่าวมานี้ ทำให้ผมตระหนักต่อไปอีกว่าคุณสมบัติที่เรียกว่าสถิระและสุขะนั้น(ไม่ว่าเราจะแปลว่าตื่นตัวและผ่อนคลาย หรือนิ่งและสบายก็ตาม) หาใช่สภาวะที่หยุดนิ่งตายตัวในตัวมันเอง ทว่าเปลี่ยนแปลงไปตามอิริยาบถและท่วงท่าหรืออาสนะที่เราฝึก
          กล่าวอีกอย่างว่าอิริยาบถแต่ละอิริยาบถหรืออาสนะแต่ละอาสนะ ล้วนมีธรรมชาติของสถิระและสุขะแตกต่างกัน บางอิริยาบถหรือบางอาสนะจะมีธรรมชาติที่เป็นสถิระมากกว่า ในขณะที่บางอิริยาบถจะมีธรรมชาติของสุขะมากกว่า
          เหมือนกับของบางอย่างหนักไปทางร้อน เช่น พริก ตะไคร้ ข่า ฯลฯ ในขณะที่ของบางอย่างมีธรรมชาติที่ค่อนไปทางเย็น เช่น บัวบก อ้อย เป็นต้น
          ตัวอย่างเช่น ท่ายืนโดยตัวมันเองเป็นท่าที่เรียกร้องให้ร่างกายตื่นตัว หรือเป็นท่าที่ร่างกายต้องรักษาความมั่นคงให้ได้ในสภาวะที่มีเพียงสองเท้าเท่านั้นที่หยัดยืนอยู่บนพื้น
          เพราะฉะนั้นเราอาจกล่าวได้ว่าท่ายืนเป็นท่าที่มีธรรมชาติหรือคุณสมบัติหนักไปทางสถิระ(ตื่นตัว-มั่นคง)
          การฝึกอาสนะในอิริยาบถยืน เราจึงอาจต้องค้นหาความสบายหรือสุขะในภาวะที่ต้องหยัดยืนอย่างมั่นคงและตื่นตัวนั้น
          ในทางตรงกันข้าม ท่านอนเป็นอิริยาบถที่ค่อนข้างสบายหรือสุขะโดยตัวมันเอง การอยู่ในท่าที่สบายหรือผ่อนคลายมากๆ อาจทำให้เราสูญเสียความตื่นตัวได้ จึงมักเกิดกรณีที่คนที่ทำท่าศพซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นท่าที่ผ่อนคลายและสบายที่สุดแล้วผล็อยหลับไป นั่นก็คืออยู่ ณ ปลายสุดของขั้วแห่งความสบายจนไม่เหลือความตื่นตัวและมั่นคง โดยเฉพาะในทางจิตใจ
          น่าจะเป็นด้วยเหตุนี้เองโยคาจารย์หลายท่านจึงกล่าวว่า ท่าศพหรือศวาสนะนั้นดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วเป็นท่าที่ยาก
          เพราะผู้ฝึกจะต้องค้นหาหรือรักษาความตื่นตัวให้ได้ในท่ามกลางความสบาย
สำหรับในส่วนของอาสนะ เราอาจกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า "อุตตานาสนะหรือท่ายืนก้มตัว" เป็นท่าที่มีธรรมชาติของสถิระหรือตื่นตัวมากกว่า "ศวาสนะหรือท่าศพ" ซึ่งจะมีธรรมชาติที่สุขะหรือสบายกว่า นั่นก็หมายความว่าในการฝึกท่ายืนก้มตัว เราต้องค้นหาความสบายให้พบ ส่วนในท่าศพเราต้องค้นหาความตื่นตัว
          ธรรมชาติของสถิระและสุขะ นอกจากจะเปลี่ยนแปลงไปตามอิริยาบถและอาสนะแต่ละอาสนะดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว ผมคิดว่ายัง(ควรจะ)เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยอื่นๆ ได้อีก เช่น วัยของผู้ฝึก
          การฝึกท่าต่อเนื่องอย่างสูรยนมัสการหรือ(ชุด)ท่าไหว้พระอาทิตย์ สำหรับคนในวัยยี่สิบต้นๆ อาจเป็นเรื่องสบายๆ (สุขะ) แต่สำหรับคนที่เลยวัยเกษียณไปแล้ว อาจจะเป็นการเคี่ยวกรำที่หนักหน่วงรุนแรงเกินไป
          ในทางตรงกันข้าม การจับให้เด็กวัยอนุบาลจนถึงชั้นประถมนั่งนิ่งๆ (สถิระ)ในท่าดอกบัวหรือปัทมาสนะ อาจเป็นการฝึกฝนที่ชวนให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูกทรมาน ในขณะที่ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าครึ่งศตวรรษสามารถนั่งได้อย่างเป็นสุข หากไม่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า
          นอกจากนี้ผมคิดว่าสถิระและสุขะซึ่ง(ดูเผินๆ เหมือน)เป็นคุณสมบัติของอาสนะหรือมิติทางร่างกาย ยังเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับกับคุณสมบัติของจิตใจ ๓ แบบที่เรียกว่าตรีคุณะด้วย
คุณสมบัติ ๓ แบบที่ว่าก็คือ เฉื่อย(ตมัส) เคลื่อนไหวหรือกระเพื่อม(รชัส) และกระจ่างชัดเจน(สัตตวะ)
          การอยู่ในอิริยาบถหรืออาสนะที่สบาย(สุขะ)มากๆ อาจทำให้จิตใจของเราเกิดความเฉื่อย(ตมัส)จนสูญเสียหรือไม่เข้าถึงความกระจ่างชัดเจน(สัตตวะ)ได้ ในทางตรงกันข้ามหากเราฝึกอาสนะหรืออยู่ในอิริยาบถที่สถิระหรือตื่นตัวมากๆ จิตใจอาจกระเพื่อมไหวไม่สงบนิ่ง(รชัส)
          สิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้ฝึกอาสนะก็คือ ในอาสนะหรืออิริยาบถที่มีธรรมชาติหนักไปทางสถิระ เราจะต้องสร้างหรือธำรงสุขะเพื่อไม่ให้จิตใจกระเพื่อมหรือแส่ส่าย ในทางกลับกันในอาสนะหรืออิริยาบถที่มีธรรมชาติค่อนไปทางสุขะ เราจะต้องสร้าง ปลุกเร้าหรือธำรงความเป็นสถิระเพื่อไม่ให้จิตใจเกิดความเฉื่อย
          เมื่อเร็วๆ นี้ ผมแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องสถิระสุขะในมุมมองที่กล่าวมานี้ให้มิตรรุ่นน้องคนหนึ่งที่สนใจอาสนะอย่างจริงจังฟัง ฟังจบเธอถามผมว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรจะวางตำแหน่งแห่งที่ของท่าศพไว้ตรงไหน
          พูดง่ายๆ คือเราควรจะฝึกท่าศพในตอนไหนดี สำนักโยคะบางแห่งก็ฝึกท่าศพในตอนสุดท้ายเลย คือหลังจากฝึกอาสนะ ฝึกหายใจ นั่งสำรวมจิตแล้วจึงทำท่าศพ ในขณะที่บางสำนักก็จะเริ่มจากท่าศพหรือนอนผ่อนคลายในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะเริ่มอุ่นเครื่องร่างกายและฝึกอาสนะ
บางแห่งหลังจากฝึกอาสนะเสร็จจะพักด้วยท่าศพก่อน จึงจะฝึกการหายใจ แล้วตามด้วยการสำรวมจิต เป็นต้น
          ผมแลกเปลี่ยนกับเธอว่า หากมองจากมุมมองเรื่องของการหาความสมดุลระหว่างสถิระกับสุขะอย่างที่ว่ามาตอนต้น คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าจะต้องฝึกท่าศพตอนไหน แต่น่าจะขึ้นอยู่กับสภาวะของร่างกายและจิตใจของเราในตอนนั้น
          เช่น ถ้าเราฝึกอาสนะที่ค่อนข้างหนักหน่วง ซึ่งน่าจะส่งผลให้ร่างกายและจิตใจตื่นตัว(สถิระ + รชัส) การฝึกหายใจหรือสำรวมจิตในทันทีอาจเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก ในกรณีนี้อาจจะเหมาะกว่าหากได้นอนพัก(ท่าศพ) ช่วงสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายสบายและจิตใจที่ตื่นตัวเกินไปค่อยสงบนิ่งลง(สุขะ + ตมัส)แล้วจึงฝึกหายใจและตามด้วยสำรวมจิตเพื่อไปสู่ความกระจ่างหรือตื่นรู้(สัตตวะ)
          แต่ถ้าเราฝึกอาสนะที่ค่อนข้างสบายไม่ได้หนักหน่วงหรือออกแรงอะไรมากนัก การนอนพักท่าศพ - โดยเฉพาะถ้าพักนานเกินไป อาจทำให้เกิดความเฉื่อย(ตมัส)เนื่องจากสบาย(สุขะ)เกินไปได้ จนอาจไม่อยากลุกขึ้นมาฝึกอะไรอย่างอื่นต่อ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้หลังจากฝึกอาสนะเสร็จ เราอาจนั่งนิ่งๆ สักพัก ก่อนจะฝึกหายใจ และสำรวมจิต จากนั้นจึงนอนพักในท่าศพเป็นลำดับสุดท้าย
          สรุปรวมความแล้ว สถิระและสุขะหาใช่คุณสมบัติคนละอย่าง หากเป็นเสมือนคู่ตรงข้ามของระนาบของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสถานที่ที่เราอยู่ นอกจากนี้คุณสมบัติทั้งสองนี้ไม่ได้หยุดนิ่งตายตัวหรือต้องอยู่ตรงกลางเสมอไปในอาสนะและอิริยาบถต่างๆ
          สิ่งสำคัญและท้าทายผู้ฝึกอาสนะอยู่ที่การค้นหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างสถิระกับสุขะให้พบ เพื่อเข้าถึงและเป็นหนึ่งเดียวกับทุกอาสนะที่เราฝึก
          หรือจะกล่าวว่าเป็นการค้นพบและเข้าถึงโยคะในอาสนะก็คงไม่ผิดนัก


* ออกเสียงว่า "สะ ถิ รัม - สุ ขัม - อา สะ นัม"

 

 

 


 


ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  
เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com

 .....