| |
![]() |
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานฐานข้อมูล เว็บศูนย์รวม "สถาบันโยคะวิชาการ" (เข้าสู่หน้าเว็บไซด์ที่นี่ค่ะ) |
บทที่ ๔ (๒)
"ออกไปสัมผัสผู้คนด้วยวิชาชีวิตและความตาย"
ดล เกตน์วิมุต (ครูดล)
(เข้าอ่านงานเขียนทั้งหมดของครูดลได้ที่นี่)
โยคะสารัตถะ ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๒
สัมมนาชีวิตและความตายร่วมสมัย
Seminar on Contemporary Life and Death
สัมมนาประเด็นปัญหา แนวคิด ทฤษฎี วิธีการเกี่ยวกับชีวิตและความตายในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นให้นิสิตมีส่วนร่วมในการอภิปราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นวิเคราะห์รวมทั้งแนวทางในการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ ซึ่งพวกเราได้จัดงานสัมมนาขึ้นมาโดยได้รับการตอบรับอย่างดี่เยี่ยมและทำให้สาขาฯ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยหัวข้อสัมมนาที่ท้าทายว่า "วิธีชนะความตาย" สร้างความกังขาแก่ผู้มาร่วมงานว่าจะชนะอย่างไร ชนะได้หรือ ซึ่งหลังจากได้เข้าร่วมแล้ว เครื่องหมายคำถามโค้ง ๆ งอ ๆ ก็ถูกยืดออกกลายเป็นเส้นตรง แล้วก็ชัดเจนกับวิธีชนะความตายว่า ต้องไม่เกิด เมื่อไม่มีเกิดก็ไม่มีตาย เมื่อไม่มีตายก็คือการชนะความตาย จากนั้นในช่วงบ่ายเป็นหัวข้อสัมมนาย่อยอีก ๖ ห้องที่พวกเราคำนึงถึงวิถีทางแห่งการดำรงอยู่ของชีวิตในปัจจุบันก่อนจะไปถึงจุดสุดท้ายของชีวิตย่อมต้องการการหล่อเลี้ยงบำรุงอย่างเป็นองค์รวมในหัวข้อต่าง ๆ คือ
กลุ่มที่ ๑ เรื่อง "แด่เธอผู้รู้สึกตัวกับโยคะวิถีและเกมส์แห่งสติ"
กลุ่มที่ ๒ เรื่อง "การให้คำปรึกษาทางสุขภาพตามแนวธรรมชาติบำบัด"
กลุ่มที่ ๓ เรื่อง "จิตวิวัฒน์"
กลุ่มที่ ๔ เรื่อง "ประสบการณ์ชนะความตาย"
กลุ่มที่ ๕ เรื่อง "ชีวิต-สังคมกับทางเลือกใหม่" (มูลนิธิพุทธฉือจี้ )
กลุ่มที่ ๖ เรื่อง "ถอดรหัสวิถีสุขภาพองค์รวมเพื่อชนะความตาย" (หมอเขียว ใจเพชร)
กลุ่มที่ ๗ เรื่อง "ช่วยคนเจ็บ เก็บคนตาย" (มูลนิธิปอเต็กตึ้ง)
ส่วนกิจกรรมพิเศษในภาคนี้พวกเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมการทำงานด้วยหัวใจแห่งพระโพธิสัตว์ มูลนิธิฉือจี้ (ประเทศไทย) ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการให้ความช่วยเหลือด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ การให้อย่างไม่มีเงื่อนไข และถือเป็นการปลูกฝังบ่มเพาะความงอกงามแห่งความเป็นจิตอาสาทุกดวง
และยังได้มีโอกาสเข้าร่วมปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานที่ปากช่องตามข้อกำหนดของทางมหาวิทยาลัยที่ต้องปฏิบัติให้ได้ครบ ๓๐ วัน ซึ่งสามารถเลือกได้ตามเหตุปัจจัย จะทำทีเดียว หรือจะค่อย ๆ เก็บสะสมหลาย ๆ ครั้งจนครบก็ได้ ในเทอมนี้ข้าพเจ้าเลือกแบบสะสม ๗ วันก่อนตามเหตุปัจจัย
เทอมสุดท้ายของ Course Work มีเรียน ๓ รายวิชาด้วยกัน
บาลี ๒
Bali 2
เมื่อเริ่มรู้สึกคุ้นชิน ประกอบกับเป็นการศึกษาธรรมบทที่ได้ความรู้ต่าง ๆ มากมายก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าบาลีเป็นวิชาที่ยากอีกต่อไปและตระหนักถึงคุณค่าของบาลีมากยิ่งขึ้นในการที่พระพุทธองค์เลือกใช้ภาษานี้เพื่อเปิดโอกาสให้คนหมู่มากได้สัมผัสในครั้งสมัยพุทธกาล
ความเครียดและสุขภาพจิต
Stress and Mental Health
ศึกษาความหมาย แนวคิด ทฤษฎี ระบบทางกายภาพ องค์ประกอบที่ทำให้เกิดความเครียด และสุขภาพจิต หลักการพื้นฐานและขั้นตอนในภาวะความเครียด การปรับพฤติกรรม การเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงและธรรมดาของชีวิต การแสวงหาแนวทางป้องกันและแก้ไขรวมทั้งการวิเคราะห์ และพัฒนาสุขภาพจิต ทั้งด้านปัจเจกชนและสังคมแบบบูรณาการ
การฝึกปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมเชิงพุทธ
Buddhist Hospice Care in Practice
ศึกษาในรูปแบบของการฝึกปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยระยะต่าง ๆ โดยเน้นการประยุกต์หลักพุทธธรรมเกี่ยวกับชีวิตและความตายทางพระพุทธศาสนา ไปฝึกปฏิบัติจริงในการดูแลผู้ป่วย ทำรายงานประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยในสาระอันเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมต่อไป
ซึ่งพวกเราได้รับโอกาสลงพื้นที่ฝึกในโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งภาครัฐฯ และเอกชน หลายแห่ง อาทิ ศิริราช วชิรพยาบาล สถาบันสุขภาพเด็กมหาราชินีแห่งชาติ และนครธน รวมถึงบ้านของผู้ป่วยก็เป็นโอกาสที่พวกเราได้นำความรู้ทั้งหมดที่ร่ำเรียนมาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติตั้งแต่ต้นมาประมวลและประยุกต์ใช้ เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยไม่มีสูตรตายตัว หนึ่งคนก็หนึ่งแบบ ต้องเรียกว่าเป็นศิลปะระดับปัจเจกกันเลยทีเดียว
กิจกรรมพิเศษในเทอมสุดท้ายคือการที่เราได้ไปเยี่ยมเยียน ทำกิจกรรมกับผู้ป่วยสูงอายุที่วัดวังขนาย จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่สูงอายุ เหงา อ้างว้าง พิการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เกือบ ๘๐ ท่าน
จากนี้ไปก็คือการได้มีโอกาสทำงานวิจัยที่สนใจเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
สิ่งที่คนทั่วไปได้มีโอกาสร่ำเรียนมาไม่ว่าจะสาขาใด ระดับใด ล้วนตั้งหน้าตั้งตาเรียน เพื่อเป้าหมายคือการได้รับปริญญา แล้ววันนั้นจะมีความสุข โดยไม่สนใจถึงอารมณ์ จิตใจ ความเครียด ความทุกข์ทางจิตใจทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง ตั้งใจ ขมักเขม้น ๔ ปี ๒ ปี เดี๋ยววันแห่งความสุขที่อยู่ข้างหน้าก็จะมาถึงแล้ว แล้วความสุขที่รอคอยมาตั้งนานก็อยู่กับเรานิดเดียว เพราะเรียนจบก็ต้องไปทำงานต่อ เข้าสู่กระบวนการทุกข์อีกท่ามกลางกระแสแห่งการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น บริโภคนิยม วัตถุนิยม แต่ก็ยังมีกำลังใจตั้งหน้าตั้งตารอคอยความสุขที่จะได้ปรับเงินเดือน ปรับตำแหน่ง รับโบนัส ปีละครั้ง สองครั้ง แล้วความสุขก็อยู่กับเราแวบเดียว แล้วกลับเข้าสู่กระแสแห่งความหลงวนเวียนเหมือนมดแดงไต่ขอบกระด้ง ไม่พบทางออกสักที
วิชาชีวิตและความตาย ที่ข้าพเจ้าศึกษาเป็นการเรียนรู้ทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าชีวิตตัวเองให้ได้ก่อน ก่อนที่จะเกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าในชีวิตของผู้อื่น ดังนั้นการเรียนรู้ตัวเองคือการได้อยู่กับปัจจุบันขณะทีขณะไป เพื่อการสังเกตและรู้เท่าทันตัวเองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นตำแหน่งที่วางของใจกับสถานการณ์แห่งความปิติ หรือความสุข ความทุกข์ ความพลัดพราก สูญเสีย การครอบครอง ฯลฯ เมื่อการสังเกตอย่างรู้เท่าทันเกิดขึ้น ทำให้เราหลุดออกจากสถานะของผู้เป็น ผู้เสวยอารมณ์ต่าง ๆ ไปเป็นผู้รู้บ้าง ผู้ดูบ้าง เลยได้ความอิสระแห่งใจ มองเห็นความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น ค่อย ๆ น้อมนำไปสู่การคลายจากความยึดมั่น ถือมั่น ถ้าอย่างนั้นปริญญาทางโลกใดใด ก็ไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับปริญญาทางจิตทางใจที่ได้รับต่อหน้าต่อตา เห็นผลได้ทันที
ดังนั้นวิชาที่ดีที่สุดในวิชาชีวิตและความตายคือทุกรายวิชาที่เราได้เรียนเพื่อเรียนจริง ๆ ไม่ได้คาดหวัง เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเห็นความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลางทุกขณะ และในที่สุด เรียนรู้ตามความเป็นจริงลงที่กายที่ใจของเราไปนั่นแหละคือวิชาที่ดีที่สุดในการเรียนชีวิตและความตาย
![]() |
|



เป็นอะไรที่น่าสนใจมากมากค่ะ..น่าติดตามนะคะ
ขอบพระคุณ
ครู add มากค่ะ
มีข้อสงสัยอะไร ฝากถึงครูดล ได้นะคะ
พี่แตง...เม้นพอลล่าหายไปไหนคะ แงๆๆ
สวัสดีค่ะ
คุณน้อง พรหล้า
น้องเข้าไปที่ บทที่ ๔.๑ (เข้าที่นี่จ๊ะ)
คุณน้องเม้มไว้ที่นั่นจ๊ะ
บันทึกนี้ บทที่ ๔.๒ จ้า
ขี้งอน...จังนิ...ผู้สาวคนนี้