ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่สถานเอกอัครราชทูต ได้มาจากพุทธคยาเมื่อ 52 ปีก่อน
เสียงธรรมจากเดลี
ตามบันทึกที่ 287 จึงบันทึกไว้...ในโลกอินเตอร์เน็ต"ชมรมสุขด้วยธรรม" แจ้งว่าในระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2552 ถึง 1 เมษายน 2552 พระอาจารย์อารยะวังโส แห่งวัดป่าพุทธพจน์ หริภุญชัย จังหวัดลำพูน จะเดินทางไปอินเดียโดยจะแวะไปเดลีก่อนจะกลับประเทศไทย และจะแสดงธรรมเทศนาและสอนปฏิบัติธรรมแก่คนไทยในเดลีนั้น บัดนี้การเยือนเดลีของพระอาจารยือารยะวังโสและคณะเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการเยือนที่ต้องบอกว่าตลอดระยะเวลา 3 คืน 4 วัน ที่พระอาจารย์และคณะพำนักอยู่ที่นครเดลี เป็นความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น (สำหรับผม) เป็นอย่างมาก
เมื่อย้อนเวลาไปยังอดีต ผมจำได้ว่าได้บันทึกเอาไว้ในบล็อก www.gotoknow.org/blog/poldejwถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง โดยยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไรในอนาคตเป็นบันทึกลำดับที่ 222 ชื่อบันทึก “วันอัศจรรย์ที่ต้องบันทึก :การพบกันของจิตและกัลยาณมิตรทางธรรม” มีข้อความดังนี้
20 มิถุนายน 2551 ต้องเป็นวันที่ผมต้องจดบันทึกเอาไว้
เป็นวันที่ผมนำภาพพระสยามเทวาธิราช ที่ผมบูชามากว่า 25 ปีมาเผยแพร่แด่กัลยาณมิตร G2K (หากมีโอกาสได้แวะกลับไปเมืองไทยเมื่อใด จะมอบของดีเหล่าให้พวกเรา....บังเอิญว่าผมมีภาพพระสยามเทวาธิราชที่เก็บรักษาไว้ 25 ปีเช่นกันอีกหลายสิบภาพ แต่อยู่ที่บ้านที่เมืองไทย)
เป็นวันที่มีชาวอินเดียที่เป็นชาวพุทธโดยกำเนิด บอกว่าตระกูลตนสืบทอดมาจากศากกยะวงศ์ เป็นนักวิชาการพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงของอินเดียคนหนึ่งและเป็นผู้ที่กำลังจะฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดีย ชื่อ Dr.Arvind Alok มาพบผมที่ทำงาน(โดยมิได้นัดหมาย)
เป็นวันที่คนไทยเชื้อสายอินเดียอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในเรื่องการสร้างคุณธรรมของเยาวชน ที่ผมเคยพบในงานสัมมนาที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อปีที่แล้วที่เมืองไทย และกำลังมีโครงการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กับเยาวชนไทยในอินเดีย ได้มาพบผมที่ทำงานที่อินเดียโดยมิได้นัดหมายมาก่อนเช่นกัน
เป็นวันที่ผมได้มีโอกาสสนทนาทางโทรศัพท์เป็นครั้งแรกกับพระอาจารย์อารยะวังโส วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน (ซึ้งผมไม่เคยรู้จักมาก่อน) ซึ่งกำลังจะไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียและเนปาล
หัวข้อสนทนาของจิตในวันดังกล่าวคือความสัมพันธ์ทางจิตวิญญานระหว่างอินเดียกับไทยและธรรมะจัดสรร
กาลเวลาเท่านั้นที่จะตอบได้ว่า วันนี้มีความหมายเพียงใด ในอนาคต
จึงขอบันทึกเอาไว้ ณ ที่นี้
ด้วยความปรารถนาดี
ณ วันนี้ ได้พบพระอาจารย์แล้ว ขอนำความประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้
พระสงฆ์ที่เคร่งในวินัย......มาก
ครั้งแรกที่พบพระอาจารย์ ผมพบว่าท่านเป็นพระที่เคร่งในวินัยสงฆ์มาก เริ่มจาก ผมเตรียมห้องพักสำหรับท่านที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งก็จะมีลูกศิษย์ผู้หญิงพักด้วย อย่างไรก็ดีหลวงพ่อประสงค์จะจำวัดนอกทำเนียบที่กุฏิหลังเล็กติดลานต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่อยู่ทางด้านซ้ายของทำเนียบซึ่งก็เหมือนจะบังเอิญอีกที่มีอดีตทูตท่านหนึ่ง (ทูตธวัชชัย ทวีศรี) สร้างไว้นานแล้ว ท่านบอกว่าเนื่องจากว่า ตามพระธรรมวินัยแล้วภิกษุมิอาจพักอยู่ในชายคาเดียวกันมาตุคามแม้เพียง 1 ราตรี ท่านจึงขอจำวัดองค์เดียวที่กุฏินอกทำเนียบจะเหมาะสมกว่าและท่านก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะพักภายใต้ร่มเงาของต้นพระศรีมหาโพธิ์
*อันว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่กล่าวถึงนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของทำเนียบเอกอัครราชทูต ตามประวัติที่บอกต่อกันมาคือในโอกาสที่อินเดียฉลองกึ่งพุทธกาล 2499 (เร็วกว่าประเทศไทย 1 ปีซึ่งไทยเราฉลองในปี 2500 และได้สร้างพุทธมณฑลเพื่อฉลองในโอกาสนี้) ได้เชิญประเทศไทยร่วมฉลองที่พุทธคยาด้วย สถานเอกอัครราชทูตไทยโดยอัครราชทูตในสมัยนั้นจึงได้นำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยามาปลูกที่สถานเอกอัครราชทูตซึ่งก็ได้บูชากันมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 52 ปีแล้ว
อีกเรื่องคือน้ำปานะ ภรรยาจัดถวายน้ำปานะ ก็มีน้ำผลไม้ น้ำส้มถวาย ปรากฏว่าใช้ไม่ได้ พระอาจารย์สอนเรื่องน้ำปานะจนทำให้เราทราบถึงความละเอียดของวินัยสงฆ์และสามารถทำให้ถูกต้องในเวลาต่อมา นอกจากนั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่พระอาจารย์ได้สอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประเคนของ การรับของถวาย การปฏิบัติต่อพระสงฆ์อย่างไรไม่ให้เกิดบาปทั้งต่อพระและฆราวาส
พระอาจารย์ได้แสดงให้เห็นตลอดเวลาที่อยู่ที่เดลีว่าการรักษาวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัดมีความสำคัญอย่างไรต่อความเป็นพระ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าพระธรรมของพระพุทธเจ้ายังคงมีความปรารณีต มีคุณค่าและปฏิบัติได้จริงเสมอไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเพียงใดก็ตาม ท่านบอกว่านี่เป็นวิธีสอนที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติให้ดู ปฏิบัติได้จริง
ภารกิจสำคัญระดับโลก
ผมพบว่าสิ่งที่พระอาจารย์อารยะวังโสกำลังดำเนินการนั้นมีความยิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์กับคนทั้งโลก ไม่ว่าชาวพุทธหรืออื่นๆ โดยเฉพาะโครงการจัดวันมาฆะบูชาโลกในปี 2010 ที่อินเดียและเนปาล มีความมุ่งหมายให้ชาวพุทธทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของวันดังกล่าวและบูชาวันดังกล่าวในฐานะ “วันแห่งสันติภาพโลก” นี่คือคุณค่าของพุทธศาสนาที่สามารถช่วยเหลือชาวโลกได้และก็เป็นที่น่าภูมิใจว่าพระสงฆ์ไทยจะเป็นผู้ที่จะเป็นกลไกสำคัญให้สิ่งนี้เกิดขึ้น
ความอัศจรรย์คือการได้สนทนากับพระอาจารย์
การได้สนทนากับพระอาจารย์ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่เดลีแม้เพียง 3 วัน ถือเป็นความอัศจรรย์ประการหนึ่งที่ผมสัมผัสได้เพราะพระอาจารย์ สนทนาไป หรือเทศน์ไป ก็ตาม ก็เป็นคำที่เป็นองค์ความรู้ จากพระธรรมทั้งสาระและแนวการปฏิบัติอย่างละเอียด ตรงจุดตรงประเด็น ตอบคำถามต่างๆ ในใจมากมายที่หลายเรื่องผมไม่เคยได้ยินมุมมองนี้หรือเหตุผลนี้จากพระองค์ใดมาก่อน
ยกตัวอย่าง สถานที่พระพุทธเจ้ามาแสดงพระสุตรมหาสติปัฏฐาน 4 ซึ่งในปัจจุบันตั้งอยู่ ณ บริเวณทางใต้ของนครเดลี Greater Kailash (บันทึกที่ผมเคยเขียนเอาไว้ http://gotoknow.org/blog/poldejw/179864 ) พระอาจารย์บอกว่ามีความสำคัญเพราะการเสด็จมาโปรดชาวแค้วนกุรุนี้ไม่ใช่ธรรมดา ทุกอย่างต้องมีความพร้อม คนที่นี่ต้องมีความดีงาม มีสัมมาทิฐิ มีบุญบารมีและมีปัญญาพร้อมพระพุทธเจ้าจึงจะเสด็จมาโปรด และไม่เฉพาะมนุษย์ แต่เทพเทวดาที่อยู่ในที่นี้ด้วย ย่อมได้รับฟังด้วย ซึ่งเทพเทวดาเหล่านี้ มีอายุเป็นปีทิพย์ดังนั้นจึงเชื่อว่าพลังเหล่านี้ยังคงมีอยู่ในสถานที่ดังกล่าวเพราะปีทิพย์ของเทพเทวดายาวกว่ามนุษย์ มากนัก การได้ไปตามสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จจึงเป็นเรื่องดีที่จะไปรับและสัมผัสกับสิ่งดีๆ นี้ที่ยังคงมีพลังงานทิพย์อยู่
ถ้าเป็นคำอธิบายทั่วไป ผมก็คงจะได้ฟังเพียงว่าสถานที่สำคัญเพราะพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาและเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พลังนั้นก็ยังอยู่............ แต่น้อยรายที่จะพูดถึงพลังของจิตที่เป็นเทพเทวดาที่เป็นทิพย์และมีอายุเป็นปีทิพย์ที่ยาวกว่าอายุมนุษย์ ประเด็นนี้จึงน่าสนใจยิ่งว่า ถ้าพลังงานเหล่านี้มีจริง ก็แสดงว่าเป็นพลังที่เคยอยู่ร่วมในสมัยพระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่และก็ยังอยู่มาถึงแม้ในสมัยนี้ ถ้ามองในแง่วิทยาศาสตร์ พลังงานดังกล่าวน่าสนใจมาก
พระอาจารย์บอกด้วยว่าพระสูตรมหาสติปัฏฐาน 4 นี้เป็นพระสูตรที่สูงสุด ยากสุด เปรียบเสมือนมงกุฏประดับพระราชา ทำให้ความเป็นพระราชาสมบูรณ์ และสง่างาม ถือเป็นยอดพระสูตรที่ผู้จะรับได้ต้องมีความพร้อมของการสั่งสมด้วยบุญและปัญญาบารมีชาวพุทธผู้ปฏิบัติมาทางสายบุญนี้จึงควรศึกษามหาสติปัฏฐาน 4 นี้ให้ดี
พระอาจารย์บอกว่าสถานที่นี้ (กัมมาสธัมมะนิคม) มีพลังที่ยังคงอยู่ด้วยเหตุฉะนี้ท่านกล่าวเป็นนัยๆ ว่า ด้วยศรัทธาของชาวพุทธในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากอินเดียหรือไทยจะสามารถทำให้เกิดสิ่งดีงาม เกิดมงกุฏครอบจารึกหินที่ปรากฏเป็นหลักฐาน ณ ยอดเนินโขดหินแห่งนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังสำหรับชาวพุทธ หากทุกอย่างมีความพอดีและลงตัวและสถานที่แห่งนี้จะสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ทางพุทธศาสนาที่สำคัญต่อไปโดยเฉพาะเรื่องสติ
ความอัศจรรย์ตรงนี้ก็คือพระอาจารย์เห็นความสำคัญของสถานที่นี้และได้ปรารภแนวทางสำหรับอนาคตเอาไว้แล้วหากจะต้องเป็นไปเช่นนั้น ผมย้อนระลึกถึงวันที่พระอาจารย์และคณะไปบูชาสถานที่พระพุทธเจ้าแสดงมหาสติ บรรยากาศเป็นใจยิ่งนัก ฟ้าโปร่ง อากาศดีมาก ระหว่างที่พระอาจารย์กล่าวถึงความสำคัญของสถานที่ มีลมพัดเย็นสบาย
ผมพบด้วยว่าพระอาจารย์เป็นพระสงฆ์ที่มีความองอาจในการแสดงธรรมมากๆ แสดงธรรมได้โดยมิเหน็ดเหนื่อย แสดงได้รวดเร็วไม่มีติดขัด ไม่มีความคลุมเครือ ชี้แจงได้ชัดเจนในทุกเรื่อง แสดงให้เห็นว่าเป็นความรู้ที่มาจากการปฏิบัติจริงของท่าน จึงแสดงได้อย่างแจ่มชัดขนาดนี้ท่านบอกด้วยว่าการปฏิบัติธรรมต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ
แม้ในเรื่องการสวดมนต์ของพระอาจารย์ก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะท่านสวดได้ชัดเจนทุกคำ ดูเผินๆ ประเด็นนี้เหมือนกับไม่มีความสำคัญอะไร แต่ผมเห็นว่าการสวดแบบพระอาจารย์นี้มีความหมายสำคัญน่าสนใจดี แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร ทุกคำบาลีที่สวดถ้าจะเปรียบเหมือนสร้อยลูกประคำ พระอาจารย์ก็สวดได้ทุกลูกปัด ชัดทุกคำ มิมีตกหล่นเลย ถ้าเป็นสร้ยอลูกประคำ 108 ลูกปัด ก็ชัดเจนทั้ง 108 ลูกปัด นี่เป็นความต่างที่ผมไม่ค่อยได้ยินการสวดแบบนี้นัก ถ้ามองให้ลึกแล้ว มีความหมายมาก
สำหรับผม พระอาจารย์เทศน์ในทุกครั้ง สิ่งที่ท่านอธิบายเป็นคำตอบที่ให้ความกระจ่างในการปฏิบัติธรรมได้ดีและละเอียดมาก เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญอธิบายแผนที่นำทางจนผู้ฟังแม้ยังไม่ได้เดินทางหรือเพิ่งเริ่มจะเดินทางก็เห็นภาพและเข้าใจเส้นทางการเดินทางที่ยิ่งใหญ่นี้ชัดเจนขึ้น แต่การจะเดินไปได้ไกลเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้เดินทางต้องลงมือทำเองและที่สำคัญที่ผมเห็นว่าดีมากๆ ก็คือพระอาจารย์จะบอกแต่ทางที่ถูกต้อง ทางที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนเอาไว้อย่างไร ท่านก็บอกทางนั้นตรงๆ ไม่มีการปรับแต่งหรือเพื่อประโยชน์ของผู้ใด ถ้าไปทางนี้ก็จะไม่หลง ถ้าไม่ใช่ทางนี้ก็หลง เมื่อหลงแล้วจะถึงที่หมายที่ถูกต้องได้อย่างไร
ผมพบอีกด้วยว่าพระอาจารย์เป็นผู้ที่มีพลังในการแสดงธรรมอย่างล้นเหลือ ที่เรียกกันว่าร่าเริงในธรรม มีความนิ่งในจิตในกาย แต่ขณะเดียวกันก็มั่นคง เสียงของท่านนุ่มนวลแต่ก็มีพลังและกังวานเข้าไปถึงในจิต คำชี้แนะในทุกข้อธรรมจะมีคำอธิบายประกอบเหตุประกอบผลเสมอ เหมือนกับเปิดสิ่งที่ถูกปิดอยู่ให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้คนฟังที่คิดตามจะเข้าใจโดยง่ายโดยเฉพาะหากมีพื้นฐานดีอยู่เป็นทุน
เกี่ยวกับอินเดีย พระอาจารย์มองอินเดียเป็นห้องเรียนทางจิตวิญญานที่ยิ่งใหญ่ เป็นห้องเรียนที่มีคุณค่าสำหรับชาวพุทธทุกคนจะได้มาผ่านมาเรียนสักครั้ง ก็จะได้ปัญญากลับไป ท่านบอกว่าการนำพุทธศาสนากลับมาไม่ใช่จะมายัดเยียดพุทธให้คนอินเดีย (ซึ่งเคยเป็นพุทธมาแล้วในอดีต) แต่นำวิธีการคิดและปฏิบัติที่ถูกต้องของพุทธศาสนามาให้คนอินเดียได้เรียนรู้มากกว่า มาสอนให้คนอินเดียรู้ว่าพุทธแท้เป็นอย่างไรมากกว่าที่จะมาประกาศความเป็นพุทธไทย เพราะในคตวามเป็นจริง ความเป็นพุทธก็คือเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีแยกว่าพุทธไทยพุทธแขก ถ้าไปแยกก็ไม่ใช่พุทธแท้ สำหรับผม ประเด็นนี้น่าคิดมาก พระอาจารย์จึงไม่มุ่งที่จะมาสร้างวัดไทย แต่จะมาสร้างพุทธะในจิตใจคนอินเดียมากกว่า ให้เขาสามารถพัฒนาความเป็นพุทธที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง
พระอาจารย์บอกว่าการได้มาจำวัดในกุฏิใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ประดิษฐานที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีนั้น ท่านรู้สึกถึงพลังที่มีอยู่มากมายและทำให้มีท่านพลังในธรรมมาก เจริญสมาธิได้ดีมาก
ผมคงไม่สามารถนำความกระจ่างในใจผมที่เกิดจากการฟังเทศน์ของพระอาจารย์มาเล่าให้ฟังได้ทุกเรื่อง ซึ่งมีมากมาย เพราะ ณ เวลาที่เขียนบันทึกนี้ บันทึกโดยฉับพลันและทันทีในวันที่ 2 เมษายน 2552 แต่บอกได้ว่าทุกเรื่องมีประโยชน์กับการพัฒนาจิต เป็นข้อเท็จจริงของสังคม ที่ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก นี่คือของแท้และพระแท้
สรุปว่าสำหรับผมถือเป็นความอัศจรรย์ในสิ่งที่เกิดขึ้นที่เดลี เป็นเสียงธรรมจากเดลี เป็นเสียงธรรมจากพระอาจารย์อารยะวังโสที่ผมได้สัมผัส ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเดลี
จึงขอบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ณ ที่นี้
หากมีโอกาส จะนำไฟล์เสียงธรรมจากเดลี มาเผยแพร่ต่อไปครับ
เจริญสุขครับ
อยากได้ยินเสียงบทสวด เสียงธรรมที่แสดง เมื่อไรจะเผยแผ่คะ อยากได้เห็นภาพมากๆค่ะ
สวัสดีค่ะ
ทานเป็นคนมีบุญนะคะ
ทุกอย่างเหมือนเป็นเรืองบังเอิญ
แต่ เท่าที่ได้อ่าน the secrete
แล้วไม่แปลกใจเลย
อยากได้รูป พระสยามเทวาธิราชไว้บูชา ค่ะ
คุณจันทิมาครับ
"เสียงธรรมจากเดลี" ชื่อนี้หลวงพ่อท่านอนุโมทนาแล้วครับ สำหรับเสียงเทศนาและสวด กำลังจัดทำครับ
รวมทั้งภาพถ่าย
จะเผยแพร่แน่นอนครับ
รอฟังข่าวนะครับ
อนุโมทนาบุญครับ
คุณแดงครับ
สาธุครับ
ตามที่หลวงพ่ออารยะวังโสบอก ทุกอย่างไม่บังเอิญครับ
เรามีหน้าที่ทำ"ของเรา"ให้ดีที่สุด
หัวใจพุทธศาสนา
อย่าทำชั่ว
ทำแต่ดี
ทำใจให้บริสุทธิ์
แล้วอะไรจะเกิด ก็ต้องเกิดครับ
ภาพพระสยามเทวาธิราช คงต้องรอผมกลับเมืองไทยครับ
จะแจกแน่ๆ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
อยากมาขอพรวันปีใหม่ค่ะ
เมืองไทยตอนนี้...น่าสงสารคนไทยนะ...
เครียดมากๆ...สงสารทหาร ตำรวจ...
ถ้ามีบุญวาสนา...ภาพพระสยามเทวาธิราช
คงจะได้มาบูชานะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
คุณ แดง
ให้รักษาคุณงามความดีตามหลักพุทธศาสนาให้ดีที่สุด
เป็นเรื่องเฉพาะคน หากเราทำได้ ก็จะได้รับคุณค่านั้น
ผมเห็นว่าเป็นเรื่องวินัยในใจตนครับ ดังที่หลวงพ่อพระอารยะวังโสได้แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาพระวินัยได้อย่างเคร่งครัด
ใครทำใครได้ครับ
สำหรับภาพพระสยามเทวาธิราชนั้น เป็นภาพสีขนาด สุง 9.30 นิ้ว คูณ 3.30 นิ้ว ตั้งใจจะแจกครับ แต่คงต้องรอให้กลับประเทศไทยก่อน
จะบันทึกเอาไว้ครับ รับว่าจองแล้ว 1 คน
เจริญสุขครับ
ทราบจากหลวงพ่อพระอ.อารยวังโส ว่าได้ edit ธรรมเทศนาและเสียงสวดมนต์ที่ท่านแสดงไว้ที่เดลลี ตามแนวการปฏิบัติมหาสติปัฏฐานที่ถูกต้องตรงตามพระสูตรทุกประการ และอัดลงแผ่นเรียบร้อยแล้ว เป็นบทธรรมทีมีคุณค่ายิ่งจากแค้วนกุรุ เดลลี ใครได้ฟังก็จะซาบซึ้งใจมาก สามารถเปิดและปฏิบัติตามได้เหมือนได้นั่งปฏิบัติต่อหน้าท่าน เพราะมีพลังมาก ตอนนี้ที่เมืองไทยได้ฟังกันแล้วและชื่นชมมาก ควรแก่การเผยแผ่ พระอ.อารยวังโส ได้มอบสิทธิการเผยแผ่เป็นธรรมทานให้แก่ท่านอุปทูตพลเดช เพื่อเผยแผ่ให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาเยือนแคว้นกุรุ ถ้าอย่างไรจะมอบให้คุณเพียงออจัดส่งแผ่นmaster มาให้นะคะ
คุณเอื้องอุมาครับ
กราบขอบพระคุณกับข่าวดีนี้จริงๆ ครับ
ผมยังซาบซึ้งต่อการเคร่งครัดวินัยยิ่งชีวิตของหลวงพ่ออารยวังโวยิ่งนัก
มีความหมายต่อผม ต่อญาติโยมและสังคมมนุษย์มากครับ
ความดีงามในเรื่องนี้ ยังมีคุณค่าต่อประเทศชาติและชาวโลกด้วย
เพราะเป็นธรรมาภิบาลซึ่งหากใครปฏิบัติ ก็จะไม่ทำให้สังคมโลกเสื่อมลงครับ
เสียงธรรมจากเดลี เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เกิดขึ้นเหมาะสมกับเวลา เพื่อสร้างประโยชน์ให้ผู้สนใจ
ผมจะได้เผยแพร่และจะนำไปใช้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะที่คุณเอื้องบอกว่าสามารถเปิดและปฏิบัติตามได้เหมือนนั่งปฏิบัติต่อหน้า.....กำลังคิดว่าทุกวันพระจะชวนผู้สนใจมาปฏิบติกันต่อไปครับ
แจ้งให้คุณเอื้องทราบด้วยว่าผมได้ยกประเด็นเรื่องกัมมาสธัมมะนิคมกับคุณอรุณ และดร.อโลกแล้ว ทั้งสองท่านกำลังพิจารณาหาแนวทางที่จะดำเนินการต่อไปครับ
หากมีความคืบหน้าเมื่อใดจะรีบแจ้งให้ทราบครับ
กราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่มีเมตตาต่อคนไทยในเดลี
ขอบพระคุณคณะลูกศิษย์ทุกท่านครับ สำหรับผม พวกท่านเป็นผู้กล้าหาญที่คอยสนับสนุนการอนุรักษ์พระธรรมวินัยที่แท้จริง สืบต่อพระพุทธศาสนาได้อย่างน่าชมเชย
คุณเอื้องเองก็เป็นกำลังสำคัญยิ่งนัก ผมได้อ่านข้อเขียนทุกเรื่องของคุณเอื้องที่มีอยู่ในหนังสือธรรมะของหลวงพ่อแล้วครับ ขอชื่นชมด้วยความจริงใจครับ(ขออภัย หากคำพูดไม่เหมาะสม....กับฐานะ)
ผมได้แต่เพียงหวังว่า วันหนึ่งผมคงได้มีโอกาสมาร่วมงานที่น่าชื่นชมนี้ด้วยคนนะครับ
เส้นทางข้างหน้ายังยาวไกล ยังไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรในอนาคต
แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า จะทำความดีให้กับสังคมได้ตามกำลังความสามารถที่มี เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาต่อไปครับ
ด้วยความเคารพ
พลเดช
ขออัญเชิญลิขิตธรรมคำกลอนของพระอาจารย์อารยวังโส
มาเผยแผ่ ณ ที่นี้ เพื่อให้ทุกท่านได้บูชา
อนุสติธรรม...จากเดลลี
โดย พระอ.อารยวังโส
เสียงธรรมจากเดลลีแผ่ทั่วทิศ
ธรรมนิมิตผุดปรากฏน่าเลื่อมใส
มหาสติ-ปัฏฐานสูตรตรึงตราใจ
พระน้อมนำสู่ภายในบูชาธรรม
เสียงธรรมก้องแผ่กังวาลจากดวงจิต
เทพสถิตสาธุการทุกชั้นฟ้า
สัตว์รอคอยบูชาธรรมองค์พุทธา
กาลเวลาพุทธบุตรเปล่งเสียงธรรม
มหาสติมงกุฏธรรมยอดคำสอน
จิตอมรหากรู้แจ้งในความหมาย
จิตพิสุทธิเมื่อแจ้งธรรมในใจ-กาย
จิตเคลื่อนคลายละยึดมั่นเหนี่ยวนำตน
เมื่อรูปดับนามดับสังโยชน์เกิด
ธรรมบรรเจิดปหานะละขาดหาย
สังโยชน์ดับรู้แจ้งจบในใจ-กาย
จิตรู้หมายแจ้งในธรรมพระพุทธองค์...
๑๕ เมษายน ๒๕๕๒
ณ วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย
คุณหญิงครับ
สาธุ สาธุ สาธุ
อนุโมทามิ
:)
ปีติ หนอ
ขออนุญาตครับ
วันนี้เป็นวันพระผมจึงใช้เวลาที่ว่างศึกษาธรรมะทาง internet และได้มาพบ blog นี้
จึงขออนุโมทนาบุญ กับ ท่านทั้งสอง ที่ได้นำธรรมะอันประเสริฐ
มาเผยแผ่ให้กับสาธุชนได้รับทราบครับ สาธุ สาธุ สาธุ
นิพันธ์ ร่วมกุลกิจ
คุณนิพันธ์ครับ
สาธุครับ
เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับที่ศึกษาธรรมะทางอินเตอร์เน็ต
ขออนุโมทนาด้วยครับ
มหาสติเป็นเสมือนมงกุฏธรรมที่เป็นยอดของคำสอนจริงๆ ครับ ดังที่หลวงพ่ออารยวังโสท่านบอกไว้
ยากสุด สูงสุดแต่ก็ไม่เกินเอื้อม หากตั้งใจจริง
ยิ่งนึกก็ยิ่งเห็นคุณค่าของการปฏิบัติที่ถูกต้องครับ
จากพื้นฐาน ศีล สมาธิและปัญญา
กัมมาสธัมมะนิคมจึงมีความหมายมากสำหรับผู้ที่มุ่งหลุดพ้นด้วยปัญญา
ผมถือว่าเป็นความโชคดีของชาวพุทธที่หลวงพ่อท่านไปชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสถานที่นี้......ดังที่กล่าวมาแล้ว
รอฟังข่าวนะครับ หากมีการแจกหนังสือและซีดี "เสียงธรรมจากเดลี" เชิญขอมาได้ครับ
สาธุค่ะท่าน
อนุโมทนาบุญด้วยคนนะคะ
ถ้าแพรมีบุญคงจะได้อ่านหนังสือ "เสียงธรรมจากเดลี" ที่จัดทำนะคะ
ขอบคุณนะคะท่านที่เมตตา กรุณาแพร แนะนำให้มาอ่านที่บล็อกของท่าน
แพรจะได้เอาข้อมูล รายละเอียดเพิ่มเติมที่มีในบล็อกของท่านไปบอกเล่าในบล็อก
ตามรอยพระอารยะวังโส
http://gotoknow.org/blog/arayawangso
แนะนำเพิ่มเติมได้นะคะท่าน
ถ้าแพรเขียนอะไรผิดพลาดหรือบกพร่องไป
ขอบพระคุณค่ะท่าน
บุญรักษา ธรรมคุ้มครองนะคะ
คุณ แพรภัทร ครับ
ยินดีครับ เข้าใจว่ากำลังจัดทำครับ จะได้แจ้งข่าวกันต่อไปนะครับ
ขอบคุณเช่นกันครับที่จัดทำบล๊อคพระอาจารย์ ซึ่งเป็นพระที่หายากมากๆๆองค์หนึ่งในปัจจุบัน
พระอาจารย์เคยบอกผมว่า "อะไรที่เป็นความดี ทำไปเถอะ......" ผมว่าเราทำตามที่พระอาจารย์สอนนะครับ สักวันหนึ่ง เมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะต่อและเชื่อมโยงกันเอง ก็จะเห็นว่า ทุกอย่างไม่มีบังเอิญครับ ล้วนมีเหตุ มีปัจจัย.......อิทัปปจยตาครับ
สาธุกับความดีที่ได้ทำมาทั้งหมดครับ
เจริญสุขครับ