สำคัญ

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่สถานเอกอัครราชทูต ได้มาจากพุทธคยาเมื่อ 52 ปีก่อน

เสียงธรรมจากเดลี

 

 

ตามบันทึกที่ 287  จึงบันทึกไว้...ในโลกอินเตอร์เน็ต"ชมรมสุขด้วยธรรม"  แจ้งว่าในระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2552 ถึง 1 เมษายน 2552 พระอาจารย์อารยะวังโส แห่งวัดป่าพุทธพจน์ หริภุญชัย จังหวัดลำพูน จะเดินทางไปอินเดียโดยจะแวะไปเดลีก่อนจะกลับประเทศไทย และจะแสดงธรรมเทศนาและสอนปฏิบัติธรรมแก่คนไทยในเดลีนั้น บัดนี้การเยือนเดลีของพระอาจารยือารยะวังโสและคณะเสร็จสิ้นแล้ว เป็นการเยือนที่ต้องบอกว่าตลอดระยะเวลา  3 คืน 4 วัน ที่พระอาจารย์และคณะพำนักอยู่ที่นครเดลี เป็นความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น (สำหรับผม) เป็นอย่างมาก 

 

เมื่อย้อนเวลาไปยังอดีต ผมจำได้ว่าได้บันทึกเอาไว้ในบล็อก www.gotoknow.org/blog/poldejwถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง โดยยังไม่รู้ว่าจะนำไปสู่อะไรในอนาคตเป็นบันทึกลำดับที่ 222 ชื่อบันทึก วันอัศจรรย์ที่ต้องบันทึก :การพบกันของจิตและกัลยาณมิตรทางธรรม มีข้อความดังนี้

20 มิถุนายน 2551 ต้องเป็นวันที่ผมต้องจดบันทึกเอาไว้

เป็นวันที่ผมนำภาพพระสยามเทวาธิราช ที่ผมบูชามากว่า 25 ปีมาเผยแพร่แด่กัลยาณมิตร G2K (หากมีโอกาสได้แวะกลับไปเมืองไทยเมื่อใด จะมอบของดีเหล่าให้พวกเรา....บังเอิญว่าผมมีภาพพระสยามเทวาธิราชที่เก็บรักษาไว้ 25 ปีเช่นกันอีกหลายสิบภาพ แต่อยู่ที่บ้านที่เมืองไทย)

เป็นวันที่มีชาวอินเดียที่เป็นชาวพุทธโดยกำเนิด บอกว่าตระกูลตนสืบทอดมาจากศากกยะวงศ์ เป็นนักวิชาการพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงของอินเดียคนหนึ่งและเป็นผู้ที่กำลังจะฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดีย ชื่อ Dr.Arvind Alok มาพบผมที่ทำงาน(โดยมิได้นัดหมาย)

เป็นวันที่คนไทยเชื้อสายอินเดียอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในเรื่องการสร้างคุณธรรมของเยาวชน ที่ผมเคยพบในงานสัมมนาที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อปีที่แล้วที่เมืองไทย และกำลังมีโครงการฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กับเยาวชนไทยในอินเดีย ได้มาพบผมที่ทำงานที่อินเดียโดยมิได้นัดหมายมาก่อนเช่นกัน

เป็นวันที่ผมได้มีโอกาสสนทนาทางโทรศัพท์เป็นครั้งแรกกับพระอาจารย์อารยะวังโส วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน (ซึ้งผมไม่เคยรู้จักมาก่อน) ซึ่งกำลังจะไปฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดียและเนปาล

หัวข้อสนทนาของจิตในวันดังกล่าวคือความสัมพันธ์ทางจิตวิญญานระหว่างอินเดียกับไทยและธรรมะจัดสรร

กาลเวลาเท่านั้นที่จะตอบได้ว่า วันนี้มีความหมายเพียงใด ในอนาคต

จึงขอบันทึกเอาไว้ ณ ที่นี้

ด้วยความปรารถนาดี 

 

ณ วันนี้ ได้พบพระอาจารย์แล้ว ขอนำความประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

พระสงฆ์ที่เคร่งในวินัย......มาก

ครั้งแรกที่พบพระอาจารย์ ผมพบว่าท่านเป็นพระที่เคร่งในวินัยสงฆ์มาก เริ่มจาก ผมเตรียมห้องพักสำหรับท่านที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ซึ่งก็จะมีลูกศิษย์ผู้หญิงพักด้วย อย่างไรก็ดีหลวงพ่อประสงค์จะจำวัดนอกทำเนียบที่กุฏิหลังเล็กติดลานต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่อยู่ทางด้านซ้ายของทำเนียบซึ่งก็เหมือนจะบังเอิญอีกที่มีอดีตทูตท่านหนึ่ง (ทูตธวัชชัย ทวีศรี) สร้างไว้นานแล้ว  ท่านบอกว่าเนื่องจากว่า ตามพระธรรมวินัยแล้วภิกษุมิอาจพักอยู่ในชายคาเดียวกันมาตุคามแม้เพียง 1 ราตรี  ท่านจึงขอจำวัดองค์เดียวที่กุฏินอกทำเนียบจะเหมาะสมกว่าและท่านก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะพักภายใต้ร่มเงาของต้นพระศรีมหาโพธิ์

*อันว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่กล่าวถึงนี้ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของทำเนียบเอกอัครราชทูต ตามประวัติที่บอกต่อกันมาคือในโอกาสที่อินเดียฉลองกึ่งพุทธกาล 2499 (เร็วกว่าประเทศไทย 1 ปีซึ่งไทยเราฉลองในปี 2500 และได้สร้างพุทธมณฑลเพื่อฉลองในโอกาสนี้)  ได้เชิญประเทศไทยร่วมฉลองที่พุทธคยาด้วย สถานเอกอัครราชทูตไทยโดยอัครราชทูตในสมัยนั้นจึงได้นำหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์จากพุทธคยามาปลูกที่สถานเอกอัครราชทูตซึ่งก็ได้บูชากันมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา 52 ปีแล้ว

 

อีกเรื่องคือน้ำปานะ ภรรยาจัดถวายน้ำปานะ ก็มีน้ำผลไม้ น้ำส้มถวาย ปรากฏว่าใช้ไม่ได้ พระอาจารย์สอนเรื่องน้ำปานะจนทำให้เราทราบถึงความละเอียดของวินัยสงฆ์และสามารถทำให้ถูกต้องในเวลาต่อมา นอกจากนั้นยังมีอีกหลายเรื่องที่พระอาจารย์ได้สอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประเคนของ การรับของถวาย การปฏิบัติต่อพระสงฆ์อย่างไรไม่ให้เกิดบาปทั้งต่อพระและฆราวาส

 

พระอาจารย์ได้แสดงให้เห็นตลอดเวลาที่อยู่ที่เดลีว่าการรักษาวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัดมีความสำคัญอย่างไรต่อความเป็นพระ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าพระธรรมของพระพุทธเจ้ายังคงมีความปรารณีต มีคุณค่าและปฏิบัติได้จริงเสมอไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเพียงใดก็ตาม ท่านบอกว่านี่เป็นวิธีสอนที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติให้ดู  ปฏิบัติได้จริง

 

ภารกิจสำคัญระดับโลก

ผมพบว่าสิ่งที่พระอาจารย์อารยะวังโสกำลังดำเนินการนั้นมีความยิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์กับคนทั้งโลก ไม่ว่าชาวพุทธหรืออื่นๆ โดยเฉพาะโครงการจัดวันมาฆะบูชาโลกในปี 2010 ที่อินเดียและเนปาล มีความมุ่งหมายให้ชาวพุทธทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของวันดังกล่าวและบูชาวันดังกล่าวในฐานะ วันแห่งสันติภาพโลก นี่คือคุณค่าของพุทธศาสนาที่สามารถช่วยเหลือชาวโลกได้และก็เป็นที่น่าภูมิใจว่าพระสงฆ์ไทยจะเป็นผู้ที่จะเป็นกลไกสำคัญให้สิ่งนี้เกิดขึ้น

 

 

ความอัศจรรย์คือการได้สนทนากับพระอาจารย์

การได้สนทนากับพระอาจารย์ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่เดลีแม้เพียง 3 วัน  ถือเป็นความอัศจรรย์ประการหนึ่งที่ผมสัมผัสได้เพราะพระอาจารย์ สนทนาไป หรือเทศน์ไป ก็ตาม ก็เป็นคำที่เป็นองค์ความรู้ จากพระธรรมทั้งสาระและแนวการปฏิบัติอย่างละเอียด ตรงจุดตรงประเด็น ตอบคำถามต่างๆ ในใจมากมายที่หลายเรื่องผมไม่เคยได้ยินมุมมองนี้หรือเหตุผลนี้จากพระองค์ใดมาก่อน

ยกตัวอย่าง สถานที่พระพุทธเจ้ามาแสดงพระสุตรมหาสติปัฏฐาน 4 ซึ่งในปัจจุบันตั้งอยู่ ณ บริเวณทางใต้ของนครเดลี Greater Kailash (บันทึกที่ผมเคยเขียนเอาไว้  http://gotoknow.org/blog/poldejw/179864 ) พระอาจารย์บอกว่ามีความสำคัญเพราะการเสด็จมาโปรดชาวแค้วนกุรุนี้ไม่ใช่ธรรมดา ทุกอย่างต้องมีความพร้อม คนที่นี่ต้องมีความดีงาม มีสัมมาทิฐิ มีบุญบารมีและมีปัญญาพร้อมพระพุทธเจ้าจึงจะเสด็จมาโปรด และไม่เฉพาะมนุษย์ แต่เทพเทวดาที่อยู่ในที่นี้ด้วย ย่อมได้รับฟังด้วย ซึ่งเทพเทวดาเหล่านี้ มีอายุเป็นปีทิพย์ดังนั้นจึงเชื่อว่าพลังเหล่านี้ยังคงมีอยู่ในสถานที่ดังกล่าวเพราะปีทิพย์ของเทพเทวดายาวกว่ามนุษย์ มากนัก การได้ไปตามสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จจึงเป็นเรื่องดีที่จะไปรับและสัมผัสกับสิ่งดีๆ นี้ที่ยังคงมีพลังงานทิพย์อยู่

 

ถ้าเป็นคำอธิบายทั่วไป ผมก็คงจะได้ฟังเพียงว่าสถานที่สำคัญเพราะพระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาและเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พลังนั้นก็ยังอยู่............ แต่น้อยรายที่จะพูดถึงพลังของจิตที่เป็นเทพเทวดาที่เป็นทิพย์และมีอายุเป็นปีทิพย์ที่ยาวกว่าอายุมนุษย์ ประเด็นนี้จึงน่าสนใจยิ่งว่า ถ้าพลังงานเหล่านี้มีจริง ก็แสดงว่าเป็นพลังที่เคยอยู่ร่วมในสมัยพระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่และก็ยังอยู่มาถึงแม้ในสมัยนี้  ถ้ามองในแง่วิทยาศาสตร์ พลังงานดังกล่าวน่าสนใจมาก

 

พระอาจารย์บอกด้วยว่าพระสูตรมหาสติปัฏฐาน 4 นี้เป็นพระสูตรที่สูงสุด ยากสุด เปรียบเสมือนมงกุฏประดับพระราชา ทำให้ความเป็นพระราชาสมบูรณ์ และสง่างาม ถือเป็นยอดพระสูตรที่ผู้จะรับได้ต้องมีความพร้อมของการสั่งสมด้วยบุญและปัญญาบารมีชาวพุทธผู้ปฏิบัติมาทางสายบุญนี้จึงควรศึกษามหาสติปัฏฐาน 4 นี้ให้ดี

 

พระอาจารย์บอกว่าสถานที่นี้ (กัมมาสธัมมะนิคม) มีพลังที่ยังคงอยู่ด้วยเหตุฉะนี้ท่านกล่าวเป็นนัยๆ ว่า ด้วยศรัทธาของชาวพุทธในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากอินเดียหรือไทยจะสามารถทำให้เกิดสิ่งดีงาม เกิดมงกุฏครอบจารึกหินที่ปรากฏเป็นหลักฐาน ณ ยอดเนินโขดหินแห่งนี้ได้  ไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังสำหรับชาวพุทธ หากทุกอย่างมีความพอดีและลงตัวและสถานที่แห่งนี้จะสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ทางพุทธศาสนาที่สำคัญต่อไปโดยเฉพาะเรื่องสติ

ความอัศจรรย์ตรงนี้ก็คือพระอาจารย์เห็นความสำคัญของสถานที่นี้และได้ปรารภแนวทางสำหรับอนาคตเอาไว้แล้วหากจะต้องเป็นไปเช่นนั้น ผมย้อนระลึกถึงวันที่พระอาจารย์และคณะไปบูชาสถานที่พระพุทธเจ้าแสดงมหาสติ บรรยากาศเป็นใจยิ่งนัก ฟ้าโปร่ง อากาศดีมาก ระหว่างที่พระอาจารย์กล่าวถึงความสำคัญของสถานที่ มีลมพัดเย็นสบาย

 

ผมพบด้วยว่าพระอาจารย์เป็นพระสงฆ์ที่มีความองอาจในการแสดงธรรมมากๆ แสดงธรรมได้โดยมิเหน็ดเหนื่อย แสดงได้รวดเร็วไม่มีติดขัด ไม่มีความคลุมเครือ ชี้แจงได้ชัดเจนในทุกเรื่อง แสดงให้เห็นว่าเป็นความรู้ที่มาจากการปฏิบัติจริงของท่าน จึงแสดงได้อย่างแจ่มชัดขนาดนี้ท่านบอกด้วยว่าการปฏิบัติธรรมต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ

 

แม้ในเรื่องการสวดมนต์ของพระอาจารย์ก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะท่านสวดได้ชัดเจนทุกคำ ดูเผินๆ ประเด็นนี้เหมือนกับไม่มีความสำคัญอะไร แต่ผมเห็นว่าการสวดแบบพระอาจารย์นี้มีความหมายสำคัญน่าสนใจดี แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร ทุกคำบาลีที่สวดถ้าจะเปรียบเหมือนสร้อยลูกประคำ  พระอาจารย์ก็สวดได้ทุกลูกปัด ชัดทุกคำ มิมีตกหล่นเลย ถ้าเป็นสร้ยอลูกประคำ 108 ลูกปัด ก็ชัดเจนทั้ง 108 ลูกปัด นี่เป็นความต่างที่ผมไม่ค่อยได้ยินการสวดแบบนี้นัก ถ้ามองให้ลึกแล้ว มีความหมายมาก

 

สำหรับผม พระอาจารย์เทศน์ในทุกครั้ง สิ่งที่ท่านอธิบายเป็นคำตอบที่ให้ความกระจ่างในการปฏิบัติธรรมได้ดีและละเอียดมาก เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญอธิบายแผนที่นำทางจนผู้ฟังแม้ยังไม่ได้เดินทางหรือเพิ่งเริ่มจะเดินทางก็เห็นภาพและเข้าใจเส้นทางการเดินทางที่ยิ่งใหญ่นี้ชัดเจนขึ้น แต่การจะเดินไปได้ไกลเพียงใดเป็นเรื่องที่ผู้เดินทางต้องลงมือทำเองและที่สำคัญที่ผมเห็นว่าดีมากๆ ก็คือพระอาจารย์จะบอกแต่ทางที่ถูกต้อง ทางที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนเอาไว้อย่างไร ท่านก็บอกทางนั้นตรงๆ ไม่มีการปรับแต่งหรือเพื่อประโยชน์ของผู้ใด ถ้าไปทางนี้ก็จะไม่หลง ถ้าไม่ใช่ทางนี้ก็หลง เมื่อหลงแล้วจะถึงที่หมายที่ถูกต้องได้อย่างไร

 

ผมพบอีกด้วยว่าพระอาจารย์เป็นผู้ที่มีพลังในการแสดงธรรมอย่างล้นเหลือ ที่เรียกกันว่าร่าเริงในธรรม มีความนิ่งในจิตในกาย แต่ขณะเดียวกันก็มั่นคง เสียงของท่านนุ่มนวลแต่ก็มีพลังและกังวานเข้าไปถึงในจิต คำชี้แนะในทุกข้อธรรมจะมีคำอธิบายประกอบเหตุประกอบผลเสมอ เหมือนกับเปิดสิ่งที่ถูกปิดอยู่ให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้คนฟังที่คิดตามจะเข้าใจโดยง่ายโดยเฉพาะหากมีพื้นฐานดีอยู่เป็นทุน

 

เกี่ยวกับอินเดีย พระอาจารย์มองอินเดียเป็นห้องเรียนทางจิตวิญญานที่ยิ่งใหญ่ เป็นห้องเรียนที่มีคุณค่าสำหรับชาวพุทธทุกคนจะได้มาผ่านมาเรียนสักครั้ง ก็จะได้ปัญญากลับไป ท่านบอกว่าการนำพุทธศาสนากลับมาไม่ใช่จะมายัดเยียดพุทธให้คนอินเดีย (ซึ่งเคยเป็นพุทธมาแล้วในอดีต) แต่นำวิธีการคิดและปฏิบัติที่ถูกต้องของพุทธศาสนามาให้คนอินเดียได้เรียนรู้มากกว่า มาสอนให้คนอินเดียรู้ว่าพุทธแท้เป็นอย่างไรมากกว่าที่จะมาประกาศความเป็นพุทธไทย เพราะในคตวามเป็นจริง ความเป็นพุทธก็คือเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีแยกว่าพุทธไทยพุทธแขก ถ้าไปแยกก็ไม่ใช่พุทธแท้ สำหรับผม ประเด็นนี้น่าคิดมาก พระอาจารย์จึงไม่มุ่งที่จะมาสร้างวัดไทย แต่จะมาสร้างพุทธะในจิตใจคนอินเดียมากกว่า ให้เขาสามารถพัฒนาความเป็นพุทธที่ถูกต้องได้ด้วยตนเอง

 

พระอาจารย์บอกว่าการได้มาจำวัดในกุฏิใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ประดิษฐานที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีนั้น ท่านรู้สึกถึงพลังที่มีอยู่มากมายและทำให้มีท่านพลังในธรรมมาก เจริญสมาธิได้ดีมาก

ผมคงไม่สามารถนำความกระจ่างในใจผมที่เกิดจากการฟังเทศน์ของพระอาจารย์มาเล่าให้ฟังได้ทุกเรื่อง ซึ่งมีมากมาย เพราะ ณ เวลาที่เขียนบันทึกนี้ บันทึกโดยฉับพลันและทันทีในวันที่ 2 เมษายน  2552 แต่บอกได้ว่าทุกเรื่องมีประโยชน์กับการพัฒนาจิต เป็นข้อเท็จจริงของสังคม ที่ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก นี่คือของแท้และพระแท้

 

สรุปว่าสำหรับผมถือเป็นความอัศจรรย์ในสิ่งที่เกิดขึ้นที่เดลี เป็นเสียงธรรมจากเดลี เป็นเสียงธรรมจากพระอาจารย์อารยะวังโสที่ผมได้สัมผัส ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเดลี  

จึงขอบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ณ ที่นี้

หากมีโอกาส จะนำไฟล์เสียงธรรมจากเดลี มาเผยแพร่ต่อไปครับ

เจริญสุขครับ