ผมก็แค่นักบริหารที่ยังไม่มีโอกาสเป็นผู้บริหาร

   ออกจากรถเก๋ง อากาศมันแตกต่างกันลิบ พวกเราก็ชวนกันไปกินข้าวและร่ำสุรา ตามประสาผู้ชาย มีรุ่นพี่คนหนึ่งเพิ่งจบโทและกลับจากอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับต้น(ผบต)มาหมาดๆร้อนๆ พอเหล้าเข้าปากเขาก็พุดไม่หยุด เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้พวกเราฟังทั้งที่มีสาระและไร้สาระ มีคนสนใจฟัง ไม่ฟังช่างมัน บางคำเป็นภาษาของคนผมสีทองที่ผมและบางคนฟังไม่รู้เรื่องแต่พอจะเดาว่ามันเป็นเรื่องอะไร ตะวันบ่ายๆคนเริ่มทยอยเข้าร้านอาหารริมทุ่งแห่งนี้อย่างหนาตาจนไม่มีโต๊ะเหลือ เขาเมามากแล้วก็เป็นทีผมบ้างเมื่อเพื่อนรุ่นพี่ถามว่า "วันนี้มีอะไรบ้าง"เขาคงหมายถึงเรื่องเล่าอะไรก็ได้ที่พอจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ "ชีวิตนี้ ผมอยากชนะ 3 อย่าง"ผมพูดก่อนกระดกแก้วเหล้าจรดริมฝีปาก มีคน คนหนึ่งถามทันทีว่า "อะไรบ้าง"ผมกวาดสายตาทั่ว กะว่าคนสนใจมีเท่าไหร่ "อยากชนะใจตนเอง" "ทำไม"คนเดิมถามต่อ "คนอย่างผม ต้องทำได้ ทำเป็น ทุกอย่างที่ผมอยากทำ"ตอบด้วยความหนักแน่น "แล้วไงต่อ" "คนสาธารณะอย่างเรานะ 1.ต้องมีความสามารถรอบด้าน 2.มีความรู้หลากหลาย 3.รู้จักและเข้าใจเชื่อมโยงสถานการณ์ 4.คิดนอกกรอบสร้างนวัตกรรมใหม่ 5.ไม่เอาน้ำมันไปดับไฟ"และบรรยายขยายความซะยาวเหยียด คนที่นั่งโต๊ะอื่นๆมีท่าทีไม่อยากลุกไปไหน คน คนหนึ่งลุกไปลดเสียงทีวี "หัวหน้าผม สั่งให้ผมทำโน่นทำนี่ทำเอง ไม่หยุด แต่ผมไม่เบื่อหรอกเพราะเข้าใจว่าท่านคงฝึกให้ผมชำนาญงาน" "ใช่ๆๆๆ"มากคนขันรับความคิด "ทั้งหมดนี้เป็น หนทางสู่ศรัทธา"สรุปข้อนี้ง่ายๆ "ผมอยากชนะทศกัณฐ์"บังอาจท้ารบเชียวเรา "เฮ้ย นายจะไปหาทศกัณฐ์ที่ไหน นี่มันยุคโลกาภิวัฒน์แล้วนี่นา" "ใช่ ไม่ได้เถียงนี่" "แล้วต้องการชนะมันหาหอกอะไร บ้ารึป่าว" "ผมไม่ได้บ้า แต่ฟังก่อน ทศกัณฐ์นะ มันมีสิบหัว ยี่สิบมือ  ข้อเสียของมัน สิบหัว ยี่สิบมือมันอยู่ในร่างเดียวกัน มันเกะกะเปล่าๆ ผมต้องมีหัวมากกว่า สิบหัว มีมือมากว่ายี่สิบมือ มาช่วยผมทำงาน ทำงานเป็นทีม  ทำงานเป็นทีมไง"คนฟังไม่มีใครเถียง บ้างก็อ้าปากค้างอยากฟังต่อ"แบบนี้ เรียกว่า รู้จักใช้คนอื่นทำงานให้ตัวเอง" "ใช่"มีคนสนับสนุนด้วยนี่ "แต่ก่อนใช้เขาทำงานต้องนึกถึงคำพูดของขงเบ้งก่อนนะ" "ชักจะบ้าไปใหญ่แล้ว มันเกี่ยวอะไรกับขงเบ้งอีกวะ"เขางง จึงถามดังๆหยาบๆ "ไม่เกี่ยวหรอก แต่ขงเบ้งบอกว่า ใช้คนต้องไว้ใจ ใช้ใครต้องให้โอกาส" "แล้วอยากชนะอะไรอีกเล่า"คนโต๊ะข้างๆยื่นหน้ามาถามแทรก ผมเห็นบางคน จดๆๆอะไรไม่รู้ในสมุดบ้างกระดาษบ้าง "อยากชนะเทวดา"มากคนหันมามองผม คงมีใครบางคนด่าในใจว่า"บังอาจมาก"แต่ผมรีบชิงขยายความว่า"เทวดา นะ มีความวิเศษ ที่มีหูทิพย์ตาทิพย์ ผมทำงานในชุมชน ผมต้องรู้ว่าคนที่อยู่รอบข้างผม ใครมีความเป็นเลิศด้านไหน แล้วนำส่วนดีของแต่ละคนมาเป็นศักยภาพพัฒนาองค์กร"พุดจบก็ถอนใจเฮือกใหญ่แบบเหนื่อยเต็มที ไม่รู้ตอนไหน คนรอบข้างปรบมือให้ ใครคนหนึ่งผมไม่รู้จักยกมือไหว้แล้วถามว่า "ขอบคุณมากครับ อาจารย์สอนอยู่คณะไหน มหา,ลัยไหนครับ สิ่งที่อาจารย์พูดมันเป็นหลักสูตร ป.โท ชัดๆ ครับ"ผมงง พอได้สติจึงตอบไปว่า "ไม่ได้เป็นอาจารย์หรอก เอาเป็นว่า มหาวิทยาลัยประสบการณ์ชีวิต ก็แล้วกันนะ" คนเดิมว่าต่อ "ขอบคุณมากครับ ผมเพิ่งเข้าใจ เข้าใจว่า สิ่งที่ท่านเล่ามานี้ เป็นเคล็ดลับของ สุดยอดนักบริหาร ที่ผมเคยศึกษาเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษล้วนๆแต่ไม่เคยเข้าใจถ่องแท้อย่างท่านสอนเป็นภาษาไทย ง่ายๆแบบนี้เลย"  "ก็คงมีส่วนบ้างแต่ไม่ทั้งหมดนะ ผมก็แค่นักบริหาร ที่ยังไม่มีโอกาสเป็นผู้บริหาร"บอกไปโดยที่ยังงงตัวเองว่าได้เป็นอาจารย์ชั่วคราวโดยไม่รู้ตัว