สกว. กับความเป็นองค์กรเคออร์ดิค (๔๕)
การจัดการระบบอุดมศึกษาไทยแบบ เคออร์ดิค

ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
www.kmi.or.th
http://gotoknow.org/blog/thaikm

อ่านบทความย้อนหลังได้ที่ http://rescom.trf.or.th

แนวคิด หลักการ วิธีการ แบบ เคออร์ดิค เหมาะสมต่อสิ่งที่มีธรรมชาติซับซ้อน มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน มีทั้งความไม่แน่นอน และความแน่นอนหรือกฎเกณฑ์กติกาของธรรมชาติ อยู่ด้วยกัน แนวคิด หลักการ วิธีการ แบบ เคออร์ดิค จึงเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการนำมาใช้ในการจัดการระบบต่างๆ ระบบที่ยิ่งซับซ้อน ยิ่งเหมาะต่อการใช้ แนวคิด หลักการ วิธีการ แบบ เคออร์ดิค ดังนั้นการใช้ในการจัดการระบบอุดมศึกษาจึงน่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

แต่ที่ผ่านมา การจัดการระบบอุดมศึกษา (และระบบอื่นๆ ของประเทศไทย) ใช้แนวคิด หลักการ และวิธีการแบบควบคุมและสั่งการ (Command and Control) เน้นการควบคุมและสั่งการแบบรวมศูนย์ ผ่านการออกข้อบังคับหรือกฎระเบียบ และการควบคุมให้เป็นไปตามข้อบังคับเหล่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเกิดข้อบังคับเดียว ใช้กับทุกสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐ ในลักษณะที่เรียกว่า “ทุกคนสวมรองเท้าเบอร์เดียวกันหมด” (One size fits all.) ทั้งๆ ที่แต่ละคนมีขนาดเท้าไม่เท่ากัน และในความเป็นจริงของสถาบันอุดมศึกษา ประเด็นสำคัญมีหลากหลาย ซับซ้อนกว่าขนาดรองเท้ามากมายนัก

ที่จริง ระเบียบข้อบังคับที่ใช้ควบคุมสถาบันอุดมศึกษามี ๒ ชุด ชุดหนึ่งใช้กับสถาบันของรัฐ อีกชุดหนึ่งใช้กับสถาบันเอกชน มีความเคร่งครัดแตกต่างกัน

เห็นได้ชัด ว่าการจัดการระบบอุดมศึกษาแบบควบคุมและสั่งการ สามารถดำเนินการได้เฉพาะที่ต้นทาง คือควบคุมหลักสูตร ทรัพยากรที่ใช้ (เช่นสัดส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา อาคารสถานที่ ฯลฯ) แต่ไม่สามารถควบคุมคุณภาพที่ผลผลิต คือบัณฑิตที่จบการศึกษา อุดมศึกษาไทยจึงตกอยู่ในสภาพปริญญาเฟ้อ และคุณภาพแตกต่างหลากหลายมากเกินไป สภาพที่เกิดขึ้นคือ คุณภาพของอุดมศึกษาไทยในภาพเฉลี่ยต่ำ และจะไม่สามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนทางปัญญาให้แก่สังคมได้ หากทิ้งไว้ในสภาพนี้ คนที่มีกำลังทางเศรษฐกิจจะส่งลูกหลานไปศึกษาต่างประเทศมากขึ้น สถาบันในต่างประเทศจะรุกเข้ามาจัดบริการในประเทศไทยมากขึ้น เด็กสมองดีจะถูกดึงดูดไปศึกษาในสถาบันของต่างประเทศมากขึ้น (Brain drain) ทำให้การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านกระบวนการทางสติปัญญา ที่ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูง โดยใช้คนที่มีสติปัญญาสูง ทำได้ยาก

การจัดการระบบอุดมศึกษา จึงควรหันมาเน้นจัดการที่ปลายทาง คือจัดการที่ผลลัพธ์สุดท้ายของระบบ จัดการคุณค่าของระบบ จัดการปัจจัยต่างๆ ของระบบอุดมศึกษาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลายทางต่อสังคมตามเป้าหมายที่กำหนด การจัดการตามแนวนี้ คือการจัดการแบบ เคออร์ดิค

หากจะใช้หลักการ แนวทาง และแนวปฏิบัติ แบบ เคออร์ดิค ต่อการจัดการระบบอุดมศึกษา ควรพิจารณาองค์ประกอบหลักทั้ง ๖ ประการ ดังนี้


ปณิธานความมุ่งมั่น (Purpose) ของระบบอุดมศึกษา

ปณิธานความมุ่งมั่นของระบบอุดมศึกษา เป็นสิ่งที่คนในสังคมต้องร่วมกันกำหนด เพราะระบบอุดมศึกษาไทยเป็นของสังคมไทย เป็นของคนไทยทุกคน และการกำหนดปณิธานความมุ่งมั่นของระบบอุดมศึกษาต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด มีการทบทวนใหญ่เป็นระยะๆ ว่าตัวระบบเดินไปตรงตามปณิธานความมุ่งมั่นที่กำหนดไว้หรือไม่

หน้าที่หรือปณิธานความมุ่งมั่นของระบบอุดมศึกษาโดยทั่วไปรวมถึง


• การผลิตกำลังคนระดับสูงให้แก่ประเทศ
• การทำหน้าที่สมองหรือเป็นสติปัญญาให้แก่สังคมในหลากหลายด้าน ทั้งด้านการการเปิดพรมแดนแห่งความรู้และเทคโนโลยี การชี้ทิศทางของสังคม การเตือนสติสังคม การเป็นที่พึ่งด้านคุณธรรมจริยธรรม
• การเป็นกลไกขับเคลื่อนสังคม ร่วมกับภาคส่วน (sector) ต่างๆ ของสังคม ให้สังคมไทยสามารถมีความรักความปรองดอง และอยู่ร่วมกับสังคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจในความเป็นไทย
• การเป็นกลไกแลกเปลี่ยน เชื่อมโยง สัมพันธ์ กับนานาประเทศ ในด้านอุดมศึกษา วิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา ศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา และอื่นๆ
• การเป็นกลไกนำเอา talent และ intellectual assets ของสังคมไทย มาพัฒนาให้เต็มศักยภาพ และทำหน้าที่สร้างสรรค์ให้แก่สังคมไทย

ปณิธานความมุ่งมั่นของระบบอุดมศึกษาเป็นเข็มทิศ เป็นพลัง เป็นแรงดึงดูดความร่วมมือร่วมใจจากภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม และเป็นตัวกำหนดคุณค่า คุณธรรม ศีลธรรม กฎเกณฑ์กติกา และพฤติกรรม ขององค์ประกอบ หรือผู้มีส่วนลงมือดำเนินการกิจกรรมอุดมศึกษาทั้งหมด

ปณิธานความมุ่งมั่น (Purpose) เป็นตัวเชื่อมร้อยความแตกต่างหลากหลายของระบบอุดมศึกษาเข้าหากัน เป็นกลไกของความเป็นเอกภาพในท่ามกลางความหลากหลาย (Unity within diversity) ของระบบ


หลักการหรือหลักชี้นำ (Guiding Principle) ของการจัดการระบบอุดมศึกษา

หลักการโดยทั่วไปของ แนวคิด หลักการ วิธีการ แบบ เคออร์ดิค ได้แก่
หลักเปิดกว้าง (inclusive) คือเปิดกว้างให้แก่ผู้คนที่หลากหลายในสังคม เข้ามามีส่วนขับเคลื่อนระบบ ไม่ใช้หลักการแบบจำกัดบทบาท (exclusive) เฉพาะคนในวงการศึกษาเท่านั้น
หลักการ ไวต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งหมายถึงเข้าใจสภาพแวดล้อมในมิติที่ลึก และตอบสนองหรือชี้นำสังคมในมิติที่ลึกนั้น ตีความได้ว่า มีการดำเนินการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมเชิงระบบ ด้วยการวิจัยระบบ (Systems Research) ทำให้เกิดความรู้เชิงระบบ (Systems Knowledge) ของปัจจัยภายนอก สำหรับนำมากำหนดนโยบาย มาตรการ และวิธีปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนระบบ ทำให้กระบวนการขับเคลื่อนระบบมีลักษณะ Research-based หรือ Knowledge-based
หลักการ เข้าใจตนเอง ซึ่งก็คือเข้าใจระบบอุดมศึกษาเองในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง รวมทั้งในมิติที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง (dynamic) ความเข้าใจดังกล่าวได้จากการวิจัยระบบอุดมศึกษาเอง ทำให้การจัดการระบบอุดมศึกษา มีลักษณะ Knowledge-based ทั้งที่เป็นความรู้เชิงระบบของสภาพแวดล้อม และความรู้เชิงระบบของระบบอุดมศึกษา และที่สำคัญที่สุด ความรู้เชิงระบบของระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่างๆ กับระบบอุดมศึกษา
หลักการ เอกภาพในท่ามกลางความหลากหลาย เอกภาพในปณิธานความมุ่งมั่น แต่หลากหลายในวิธีปฏิบัติ


ผู้ร่วมกิจกรรม (Participants) ของระบบอุดมศึกษา

โดยยึดตาม “หลักเปิดกว้าง” ที่กล่าวแล้วข้างบน ผู้ร่วมกิจกรรม (participants) หรือผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) ของระบบอุดมศึกษาคือทุกคน หรือทุกภาคส่วน (sector) ในสังคม ดังนั้น การจัดการระบบอุดมศึกษาจะต้องส่งเสริมให้ทุกคน ทุกภาคส่วนของสังคม มีส่วนเข้ามาแสดงบทบาท ต้องไม่จำกัดบทบาทเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น

ผู้แสดงบทบาท ต่อการจัดการระบบอุดมศึกษา น่าจะมีหลายวง วงในสุดคือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือ สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) รับผิดชอบด้านการจัดการ (management) ระบบ กกอ. (คณะกรรมการการอุดมศึกษา) รับผิดชอบด้านการกำกับดูแล (governance) ระบบ วงถัดออกมา คือ “ภาคชีวิตจริงของสังคม” (real sector) ที่ต้องสัมผัสกับส่วนต่างๆ ของระบบอุดมศึกษาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จะมีบทบาทร่วมมือ ใช้งาน และให้ข้อมูล/ความเห็น เชิงป้อนกลับ (feedback) ต่อระบบอุดมศึกษาอยู่ตลอดเวลา โดยระบบอุดมศึกษาต้องพัฒนาขีดความสามารถในการรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับให้เป็นสารสนเทศเชิงระบบ (Systems Information) สำหรับใช้ในการปรับตัวของระบบอุดมศึกษา

เนื่องจากอุดมศึกษาได้กลายเป็น “สินค้า” (commodity) ในลักษณะหนึ่งไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีระบบคุ้มครองผู้บริโภค เข้ามาแสดงบทบาทด้วย

จะต้องร่วมกันทำความเข้าใจ ว่า ผู้ร่วมกิจกรรมของระบบอุดมศึกษามีฝ่ายใดอีกบ้าง แสดงบทบาทในฐานะใด อย่างไร ผู้เขียนไม่มีความรู้เพียงพอที่จะระบุให้ครบถ้วนได้


แนวทางจัดองค์กร (Organizational Concept) ขององค์กรจัดการระบบอุดมศึกษา

หากยึดตามหลักการ เคออร์ดิค การจัดองค์กร หรือโครงสร้างองค์กร ต้องมาทีหลัง หรือรับใช้ 3P แรก คือ Purpose, Principle และ Participants คือใช้หลักการ PPPO ใช้ O สนองหรือรับใช้ PPP แต่ในราชการไทย เรายึดแนวทางตรงกันข้าม คือกำหนดโครงสร้างองค์กรไว้ในกฎหมาย ทำให้การจัดการแบบ เคออร์ดิค เป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ถึงกับทำไม่ได้เลย

หากยึดตามหลักการจัดการระบบแนว Knowledge-based / Research-based ก็ต้องมีการจัดองค์กรให้มีกลไกการวิจัยเชิงระบบ ซึ่งต่อไปอาจมี สวรอ. (สถาบันวิจัยระบบอุดมศึกษา - Higher Education Systems Research Insitute) เกิดขึ้น ในช่วงแรกอาจมีคณะอนุกรรมการวิจัยระบบอุดมศึกษา

จะต้องมีการจัดองค์กรเพื่อใช้พลังที่หลากหลายมาขับเคลื่อนระบบ เช่นอาจต้องมีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคด้านอุดมศึกษา เป็นต้น


ธรรมนูญ (Constitution) หรือกติกา ในการดำเนินการจัดการระบบอุดมศึกษา

ดังกล่าวแล้วว่า ในระบบราชการไทยเราอยู่ภายใต้กระบวนทัศน์เชิงอำนาจควบคุมสั่งการ เราจึงมีกฎหมายระบุกติกาในการจัดการระบบอุดมศึกษามาแล้ว เป็น “ธรรมนูญ” ภายใต้แนวคิดเชิงควบคุมสั่งการ เป็นข้อจำกัดของการประยุกต์ใช้หลักการ เคออร์ดิค ในการจัดการระบบอุดมศึกษาไทย

แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีช่องทางที่ กกอ. และ สกอ. จะร่วมกันประยุกต์ใช้หลักการ เคออร์ดิค และกำหนดข้อบังคับ หรือระเบียบปฏิบัติ เพื่อใช้พลัง เคออร์ดิค ตามหลักการ PPP ข้างต้น


วิธีปฏิบัติ (Practice) ในการจัดการระบบอุดมศึกษาไทย

วิธีปฏิบัติตามหลัก เคออร์ดิค PPPOC ข้างต้น จะใช้ทั้งการกำหนดกฎข้อบังคับ ซึ่งต้องทำตามที่กำหนดไว้ใน พรบ. การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ และกฏหมายอื่นๆ โดยทำคู่ขนานไปกับกิจกรรมจัดการระบบตาม PPPOC ข้างต้น คือทำด้านบังคับ คู่ไปกับทำด้านส่งเสริม ส่งเสริมให้เกิดวิวัฒนาการของระบบ โดยทุกภาคส่วนของสังคมไทยเข้ามาแสดงบทบาทในการพัฒนาระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้เฉพาะคนในวงการอุดมศึกษา เป็นผู้ผูกขาดการพัฒนาระบบ

          ข้อเขียนนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน   ที่ไม่รับรองว่าจะถูกต้องหรือนำไปใช้แล้วจะได้ผลดี
และไม่ได้เขียนในฐานะตัวแทนขององค์กรใดๆ ทั้งสิ้น
ตีพิมพ์ใน ประชาคมวิจัย ปีที่ ๑๔  ฉบับที่ ๘๓  มกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
            ---------------------------------------------