นิทานพื้นบ้านเรื่อง
   จำปาสี่ต้น
 

                เมืองจักขินมีความเจริญรุ่งเรืองมาก  มีพ่อค้าวาณิชไปมาค้าขายอย่างเนืองแน่น  อยู่ต่อมามีพญาฮุ้ง(เหยี่ยวรุ้ง)มาจับคนในเมืองกินทุกวัน เจ้าเมืองไม่อาจจะต่อกรกับพญาฮุ้งได้ มีผู้วิเศษอาสาต่อกรกับพญาฮุ้ง ก็ถูกจับกินจนหมดสิ้น เจ้าเมืองจึงนำพระธิดาชื่อนางปทุมา ซ่อนไว้ในกลองยักษ์กลางเมือง พญาฮุ้งได้มาจับผู้คนกินจนกลายเป็นเมืองร้าง ประชาชนที่เหลืออยู่ต่างก็หนีไปอยู่เมืองอื่น

              ท้าวจุลละนีครองเมืองปัญจานครออกประพาสป่าล่าสัตว์ ได้หลงเข้ามายังเมืองร้าง จึงพาเสนาสำรวจบ้านเมืองพบกลองใบใหญ่อยู่กลางเมือง จึงได้ตีกลองเพื่อจะเป็นสัญญาณให้รู้ว่ามีคนมา ครั้นตีกลองได้ยินเสียงหญิงสาวร้องอยู่ในกลองจึงใช้พระขรรค์ผ่าหนังหน้ากลองพบนางปทุมาเมื่อนำออกมาถามไถ่ได้ความว่าพญาฮุ้งจะมากินคนเมื่อได้ยินเสียงกลอง  พระบิดานำนางมาไว้ในกลองเพราะโหรได้ทำนายว่าจะมีผู้วิเศษมาปราบพญาฮุ้งได้  เมื่อพญาฮุ้งบินมา  ท้าวจุลละนีก็ฆ่าตายต่อหน้านางปทุมา

                ท้าวจุลละนีจึงรับนางปทุมาเป็นชายาพากลับเมืองปัญจานคร  ท้าวจุลละนีมีมเหสีฝ่ายขวาก่อนแล้วชื่อว่า  นางอัคคี  ทั้งสองก็รักใคร่ปรองดองกันดี  ครั้งเมื่อนางปทุมาตั้งครรภ์  ฝันว่าพระอินทร์เอาแก้วมาให้ ๔  ดวง  โหรทำนายว่าจะได้โอรสมีบุญบารมีมาก  นางอัคคีอิจฉาเพราะนางไม่มีโอรส  แต่กระนั้นก็ตามนางก็ยังทำดีต่อนางปทุมาเสมอต้นเสมอปลาย

                ครั้งเมื่อนางปทุมา  จะประสูติโอรส  นางอัคคีก็ออกอุบายเอาผ้าปิดตาปิดหูนางปทุมา  โดยอ้างว่าเป็นพระราชประเพณีของเมืองปัญจานคร  นางก็เอาลูกสุนัขมาเปลี่ยนลูกนางปทุมา  แล้วให้นางทาสีนำกุมารทั้งสี่ไปลอยแพทิ้งน้ำไป  เมื่อท้าวจุลละนีทราบว่านางปทุมาคลอดบุตรเป็นสุนัขก็กริ้ว  กล่าวหาว่านางสมสู่กับสุนัขจึงขับไล่ไปจากเมือง  นางปทุมาอุ้มลูกสุนัขโดยเข้าใจว่าเป็นลูกของตนไปอาศัยอยู่กับหญิงม่ายซึ่งเป็นคนใจร้าย  ใช้นางทำงานหนักจนซูบผอม

                กล่าวถึงกุมารทั้งสี่ถูกลอยแพ  แพได้ลอยไปติดอยู่ที่ท่าน้ำบ้านตายาย  ตายายเห็นเป็นกุมารหน้าตาดีจึงเลี้ยงไว้ด้วยไว้ด้วยความเอ็นดู  ความทราบถึงนางอัคคีว่ากุมารที่สี่ยังไม่ตาย  จึงให้นางทาสีนำอาหารใส่ยาพิษมาให้กุมาร  ตายายกลับจากนาเห็นกุมารทั้งสี่นอนตายกอดกันกลมก็โศกเศร้าสงสารจึงนำไปฝังเรียงกันทั้ง    ศพ

                กาลเวลาผ่านไปไม่นานก็เกิดเป็นต้นจำปาสี่ต้น   ตายายดีใจที่ยังเห็นหลานทั้งสี่มีชีวิตอยู่จึง หมั่นรดน้ำพรวนดินต้นจำปาจนงอกงาม  นางอัคคีทราบความอีกจึงสั่งให้เสนามาโค่นต้นจำปานำไปทิ้งน้ำเสีย  ต้นจำปาลอยน้ำไปติดอยู่หน้าอาศรมฤาษี  ฤาษีใช้มีดตัดต้นจำปาเห็นมีเลือดออกจึงรู้ว่าไม่ใช่ต้นจำปาทั่วไป  พระฤาษีจึงเสกให้เป็นคนเหมือนเดิม  ส่วนเจ้าคนเล็กนิ้วขาดเพราะพระฤาษีตัดตอนเป็นต้นจำปา  พระฤาษีจึงต่อนิ้วเพชรมีอิทธิฤทธิ์  ชี้ตายชี้เป็น  พระฤาษีสอนวิชาอาคมต่างๆ  แก่กุมารทั้งสี่  ตั้งชื่อว่า  จำปาทอง  จำปาเงิน  จำปานิล  และคนเล็กชื่อเจ้านล

                พระอินทร์ทราบว่านางปทุมาได้รับความลำบากมาก  จึงปลอมเป็นชีปะขาวเล่าเรื่องให้กุมารทั้งสี่ฟัง  กุมารทั้งสี่จึงขอลาพระฤาษีติดตามมารดา  ระหว่างทางเดินเข้าเมืองยักษ์  เจ้านลได้ชี้นิ้วเพชรปราบยักษ์และชุบชีวิตยักษ์จนยักษ์ยกเมืองและธิดาให้  เจ้านลก็ให้พี่ๆ  ได้ครองเมืองได้พระธิดาเป็นชายาทั้งสามเมืองที่ผ่านมา  แต่ก็ได้พำนักอยู่แต่ละเมืองไม่นานก็ลาไปติดตามมารดา

                พระอินทร์ชีปะขาวมาส่งถึงเมืองปัญจานคร  และบอกให้สี่กุมารปลอมตัวเป็นยาจกไปอาศัยอยู่กับยายเฒ่าเฝ้าสวน  และสืบหามารดาจนพบว่าเป็นทาสีซูบผอม  เมื่อทราบที่อยู่ของมารดาแล้วก็แต่งเครื่องทรงกษัตริย์สั่งให้ยายเฒ่าเฝ้าสวนพาไปพบมารดา  เมื่อแม่ลูกพบกันและเล่าเรื่องแต่หนหลังก็โศกเศร้าอาดรู สี่กุมารให้ทรัพย์สินตอบแทนยายเฒ่าเฝ้าสวนจำนวนมาก  และลงโทษหญิงม่ายใจร้ายที่ทารุณกรรมมารดาอย่างสาสม

                เจ้านลคิดแค้นนางอัคคีมาก  จึงชวนพี่ทั้งสามเหาะไปยังปราสาทแล้วเขียนสารถึงบิดาไว้ที่แท่นบรรทม  ให้ส่งตัวนางอัคคีและนางทาสีคนสนิทไปลงโทษและบอกความจริงทุกประการ

                ท้าวจุลละนีทราบดังนั้นก็ดีพระทัยที่โอรสทั้งสี่ยังมีชีวิตอยู่  วันรุ่งขึ้นจึงจับนางอัคคีและนางทาสีไปให้กุมารลงโทษ  สี่กุมารจึงตัดสินให้ลอยแพนางอัคคีและนางทาสีไปในทะเลตามยถากรรม  หลังจากนั้นพระองค์ก็นำราชรถไปรับนางปทุมากลับนคร

                สี่กุมารก็พาพระมารดาเข้าเมืองพร้อมกับท้าวจุลละนีและให้ไปรับตายายที่เลี้ยงดูตนมาอยู่ในวัง  ส่วนพี่ทั้งสามก็ขอลาไปปกครองบ้านเมืองกับพระชายาส่วนเจ้านลก็ครองเมืองปัญจานครแทนบิดาสืบไป

 

กรมศิลปากร  ๒๕๓๑ : ๕๑