ปราชญ์ชาวบ้านและสมาชิกเครือข่ายได้มีการทำงานวิจัยอย่างเข้มข้น เอาเป็นเอาตายอยู่แล้ว อันเนื่องจากว่า การทำงานวิจัยของคนเหล่านี้เป็นการวิจัยเพื่อชีวิต ต้องทำจนสำเร็จ จึงจะทำให้ชีวิตรอดได้

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ทำงานด้านการพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อสนับสนุนแผนงานพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน อบต. อบจ. หน่วยงานราชการต่างๆ สถาบันการศึกษา และโรงเรียนในท้องถิ่น

โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นเบื้องต้น และมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก

อบจ. โดยท่านนายกฯ ดร.พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์  และท่าน สจ.บุรินทร์ ศรีตรัย  โดยการประสานงานของคุณจรัล  ดาวสวย นักวิชาการเกษตร แห่งสำนักงานเกษตรอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

และยังมีการสนับสนุนจากภาคเอกชนด้านธุรกิจการค้าข้าว และพลังงานทดแทน จึงทำให้มีมุมมองของการทำงานหลายด้าน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มีการประสานงานร่วมกับศูนย์เรียนรู้ของเครือข่ายปราชญ์ และเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษ ยิ่งทำให้มีความชัดเจนด้านแผนปฏิบัติและการทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารและพลังงานทดแทนในระดับครัวเรือนและชุมชน ที่มีการปฏิบัติกันอยู่มากมายในระดับครัวเรือน ระดับศูนย์เรียนรู้ และระดับธุรกิจชุมชน

         แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในการพัฒนาชุมชนต้นแบบที่ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ได้แก่

·       อาศรมพลังงาน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี อาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากร เป็นผู้อำนวยการ

·       ศูนย์เรียนรู้ละโว้ธานี อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โดยมี อาจารย์เชาว์วัช  หนูทอง เป็นเจ้าของธุรกิจ (ที่มีธุรกิจครอบคลุมทุกด้าน) ที่เกี่ยวข้องกับระบบเกษตรยั่งยืน  และพลังงานทดแทนด้านต่างๆ

·       ศูนย์เรียนรู้น้ำมันบนดิน ที่วัดพยัคฆาราม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี หลวงตาทวี วีรพะโล  เป็นวิทยากรหลัก

·       ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ของพ่อทองเหมาะ แจ่มแจ้ง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เน้นการทำนาแบบประหยัดและกิจกรรมทางด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องทุกด้าน

ลักษณะของการเรียนรู้ดูงาน ประสานกับการชมวีดิทัศน์ ประวัติการพัฒนาของปราชญ์อีสาน เช่น พ่อคำเดื่อง ภาษี  พ่อผาย สร้อยสระกลาง และปราชญ์ท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างขึ้นบนรถ ระหว่างการเดินทางและการบรรยายประกอบการดูงานในพื้นที่ที่หลากหลาย ทำให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมกิจกรรมเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อมีการสรุปบทเรียนเป็นขั้นๆ ยิ่งทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีการตกผลึกทางความคิด วิเคราะห์และประเมินความพร้อมของตนเองได้เป็นลำดับ จนทำให้ผลการประชุม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูงานในสถานที่ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปประเด็นออกมาเป็นแผนงานของชุมชนได้ในเบื้องต้น สามารถกำหนดได้ว่า ในชุมชนของตนนั้น จะมีเกษตรกรต้นแบบเกิดขึ้นในด้านใดบ้าง ประมาณกี่ครัวเรือน ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จในเบื้องต้นเป็นอย่างดี

 

งานในขั้นต่อไป จึงเป็นการประชุมกำหนดแผนการปฏิบัติ และแผนการสนับสนุน ซึ่งคาดว่า จะมีงบประมาณสนับสนุนจากสายงานต่างๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมการสร้างชุมชนต้นแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนงานของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ซึ่งจะสร้างความร่วมมือระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมในระดับชุมชน เพิ่มจำนวนนักวิจัยตามเป้าหมายที่วางไว้

จากัจจุบันมีจำนวน 5.9 ต่อ 10,000 เป็น 10 ต่อ 10,000 ภายในปี 2554

ต่จากการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานพัฒนาชุมชนต้นแบบที่ศูนย์ประชุมอิมแพคเมืองทองธานี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 นั้น กระผมได้เสนอว่า ถ้าอยากจะให้มีนักวิจัยเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็น่าจะนับนักวิจัยในชุมชนรวมไว้ด้วย  ด้วยเหตุผลที่ว่า ปราชญ์ชาวบ้านและสมาชิกเครือข่ายได้มีการทำงานวิจัยอย่างเข้มข้น เอาเป็นเอาตายอยู่แล้ว อันเนื่องจากว่า การทำงานวิจัยของคนเหล่านี้เป็นการวิจัยเพื่อชีวิต ต้องทำจนสำเร็จ จึงจะทำให้ชีวิตรอดได้ แตกต่างไปจากนักวิจัยในสถาบันต่างๆ ที่แม้จะล้มเหลวก็ยังได้รับการเลื่อนขั้นและผลตอบแทน จากการหารือกับท่านรองเลขาธิการ วช. ท่านก็มีความเห็นชอบว่า ควรจะนับนักวิจัยในชุมชนด้วย แต่ก็ติดขัดอยู่ด้วยเกณฑ์ที่รับมาจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะมีการพิจารณาปรับปรุงใหม่ เพื่อให้นักวิจัยในชุมชนมีโอกาสและศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับนักวิจัยในสถาบันการวิจัยต่างๆ

ฉะนั้น ถ้ามีการขยายเครือข่ายนักวิจัย และปรับรูปแบบการประเมิน เน้นการวิจัยเชิงประจักษ์ การวิจัยเพื่อการใช้งานจริง และการวิจัยเพื่อชีวิต เข้าไปอยู่ในระบบการวิจัยแล้ว ผมเชื่อว่า เราจะมีนักวิจัยทั่วประเทศไทย อาจจะถึง 100 หรือ 1,000 ต่อ 10,000 ก็เป็นไปได้

ี่คือ แนวทางการพัฒนาชุมชนต้นแบบที่น่าจะเป็นไปได้จริง เนื่องจากเมื่อทุกชุมชนมีนักวิจัย ก็จะมีชุมชนแห่งการเรียนรู้ และชุมชนแห่งการเรียนรู้นี่เองก็จะมีความเข้มแข็ง สามารถกำหนดแผนการพัฒนาและการใช้งบประมาณจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปสู่การพัฒนาการพึ่งตนเอง ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้เต็มตามความหวังที่ตั้งไว้

ผมคาดว่า กิจกรรมที่ทำอยู่ในปัจจุบัน น่าจะเป็นต้นแบบและแนวทางในการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ที่ผมคาดว่า มีแต่ความหวังดีกับชุมชน เพียงแต่ยังอาจขาดความรู้ความเข้าใจ ว่า ควรจะทำอย่างไร จึงจะได้ผลดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด ประหยัดที่สุด และมีความสุข สงบในชุมชนดีที่สุด เท่าที่จะทำได้

นี่คือ ความฝันของผมครับ และหวังว่า ความฝันของผมจะเป็นจริง ใครอยากจะฝันเช่นนี้ หรือมีแนวฝันแบบอื่นๆ กรุณาเสนอแนะด้วยครับ