ผมได้เปิด Blog I read you share เพื่อแบ่งปันความรู้จากหนังสือที่ผมสนใจ

สวัสดีครับชาว Blog ทุกท่าน
วันนี้ผมเปิด Blog I read, you share ซึ่งผมจะวิเคราะห์หนังสือต่าง ๆ ที่น่าสนใจ จากสำนักพิมพ์ McGraw hill และร้านหนังสือ Kinokuniya ซึ่งมีหนังสือให้เลือกอ่านมากมาย ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านของทั้ง 2 ที่ ทำให้เกิด Idea ใหม่ ๆ และได้เขียนเป็น Book Review ให้สำหรับคนที่ไม่เวลาได้อ่านกันครับ ผมจึงขอนำมา Share กันที่นี่ด้วย
จีระ หงส์ลดารมภ์
EYEWITNESS TRAVELGuide to THAILAND
ผมได้เลือกหนังสือเล่มนี้มาวิจารณ์เพราะผมชอบการท่องเที่ยวที่มีความรู้ หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลครบถ้วน มีรูปภาพที่สวยงาม พร้อมทำให้เราอยากเรียนรู้ก่อนจะไปท่องเที่ยว
หลายคนอาจจะคิดว่า ดร.จีระ คงบ้าคลั่งเฉพาะเรื่อง วิชาการ แต่หลายคนไม่รู้หรอกว่า ผมมีความสนใจในหลาย ๆ ด้าน และผมชอบท่องเที่ยวแบบมีความสุข คิดไปด้วย หาความรู้ไปด้วย
น่าเสียดายตอนที่ผมเป็นหนุ่ม ผมเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศมาก แต่ไม่ได้เหลียวมองว่า เมืองหรือประเทศที่เราไปนั้น น่าสนใจในมุมไหนบ้าง เช่น วิถีชีวิต ธรรมชาติ หรือศิลปวัฒนธรรม และแหล่งธุรกิจใหม่ ๆ
หนังสือเล่มนี้เน้นประเทศไทย ข้อดีคือมี ทีมทำวิจัย มีทั้งศาสตร์และศิลป์ คือมีข้อมูลที่ครบถ้วน แต่ขณะเดียวกันนำเสนอได้อย่างน่าอ่านโดยเน้นรูปภาพที่สวยงามทั้งในประเทศของเราเอง ที่บางภาพผมไม่เคยเห็น
ผมซื้อหนังสือ EYEWITNESS หลายเล่มแล้ว มีอเมริกา มีออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ล่าสุดอินเดีย แล้วจึงมาดูเล่มเกี่ยวกับเมืองไทย
อย่างผมไป Sydney ผมได้เรียนรู้มากเกี่ยวกับข้อมูลที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ของ Sydney อ่านแล้วอยากไปชมเมือง Sydney หลาย ๆ จุด
กลับมาเรื่องเมืองไทย ใครจะรู้ไหมว่าเมืองไทยก็มีอะไรน่าสนใจเกือบจะทุกจุดของประเทศ และบางเรื่องเราเป็นคนไทยเรายังไม่รู้เลย ถ้ามีโอกาสซื้อไว้สักเล่มให้ลูกหลานได้อ่านและ Explore สิ่งที่เรายังไม่เคยไป
คนไทย โดยใช้ Eyewitness น่าจะเป็นประโยชน์เพราะฝรั่งเขาใช้มานานแล้ว ผมจะเก็บไว้เพราะมีความสุขที่ได้ท่องเที่ยวแบบฉลาด และเรียนรู้ หาความรู้ไปด้วยและบางครั้งถึงยังไม่ได้ไปก็ได้อ่านและมีความรู้ วันหนึ่งอาจจะไปเที่ยวก็ได้
จีระ หงส์ลดารมภ์
Book Review
EYEWITNESS TRAVELGuide to THAILAND
*Available at Kinokuniya
แนะนำหนังสือโดย จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินทางหรือไม่ก็ตาม หนังสือเล่มนี้คงเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในฐานะไกด์บุ๊ค หรือหนังสือแนะนำการเดินทางที่ได้รับการยอมรับและถูกเผยแพร่จำหน่ายไปทั่วโลก จัดทำโดยสำนักพิมพ์ Dorling Kindersley (DK) ประเทศอังกฤษซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการทำหนังสืออ้างอิงประกอบภาพสำหรับผู้ใหญ่และเยาวชนระดับโลก มีจุดเด่นที่การนำเสนอข้อมูลการเดินทางด้วยภาพถ่ายที่สวยงามและแผนภาพที่เพียงมองดูก็สามารถเข้าใจได้ง่าย ข้อมูลของจุดหมายปลายทางสำคัญเกือบร้อยเมืองทั่วโลกถูกนำมารวบรวมและเรียบเรียงอย่างมีระบบ นับเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับนักเดินทางและผู้ที่สนใจเรื่องราวของเมืองนั้นๆ
สำหรับฉบับของประเทศไทยเองนั้น อาจจะดูแปลกไปสักนิดที่คนไทยเองจะหยิบหรือจะซื้อมาอ่านหรือสำรวจข้อมูลเพื่ออัพเดตตัวเอง แต่ถ้ามองลงไปอย่างลึกซึ้งผมกลับได้คุณค่าจากหนังสือเล่มนี้มากมายจริงๆ ต้องยกขอขอบคุณอาจารย์ของผมที่กรุณาเปิดมุมมองใหม่ๆด้วยหนังสือเล่มนี้ จนต้องบอกกับตัวเองว่าต่อไปนี้อย่ามองข้ามหนังสือบางเล่มโดยเฉพาะเล่มที่เราคิดว่าเรารู้ดีที่สุดอยู่แล้ว
ใช่ครับ ผมกำลังบอกทุกท่านว่า เมื่อคนไทยจะต้องอ่านหนังสือแนะนำการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองไทยของเราเอง เราจะรู้สึกอย่างไรกันบ้าง และยิ่งได้เห็นสถานที่ๆหนังสือเล่มนี้ได้แนะนำว่าควรไปเที่ยวที่นี่สำรวจที่นั่น ผมยิ่งมีความรู้สึกว่าสายตาของชาวต่างประเทศนั้นจับจ้องไปคนละแบบกับสายตาของพวกเราที่ “คุ้นชิน” กับหลายสถานที่ ซึ่งกลับกลายเป็นที่ๆเต็มไปด้วยความรู้และคุณค่ามากมาย ประกอบกับจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ที่มีภาพประกอบอันสวยงามและง่ายต่อการเข้าใจอันเป็นเอกลักษณ์ของหนังสือในกลุ่ม EYEWITNESS อยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการ “ชม” หนังสือเล่มนี้ให้มากกว่าการ “อ่าน” หนังสือไกด์ บุ๊คเล่มอื่นๆเป็นทวีคูณ
แม้ว่าเราคนไทยอาจจะรู้สึกว่าข้อมูลบางอย่างในเล่มอาจจะไม่ “เก๋” หรือ “ฮิพ” เท่าที่ควร แต่ในทางกลับกันผมกลับคิดว่า แล้วทำไมคนไทยถึงไม่ทำหนังสือไกด์บุ๊คที่มัน “เก๋” หรือ “ฮิพ” เพื่อชาวต่างประเทศบ้างในเมื่อเรารู้จักบ้านเมืองและตรอกซอกซอยของเราดีที่สุดอยู่แล้ว จัดทำดีๆออกแบบรูปเล่มให้ง่ายต่อความเข้าใจและการใช้งานจริงแล้วส่งไปขายทั่วโลก เช่นเดียวกับที่มีสำนักพิมพ์ของคนไทยทำ Cook Book แนะนำการทำอาหารไทยเอาไปขายทั่วโลกจนรวยมาแล้ว
แต่อย่างน้อยหลังจากอ่านเล่มนี้จบ ผมก็ได้ก้าวข้ามความ “คุ้นชิน” ทางการเรียนรู้ของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว แล้วคุณล่ะไม่อยากลองก้าวข้าม “มัน” บ้างหรือ
Leadership in the Era of Economic Uncertainty
Book Review
Leadership in the Era of Economic Uncertainty
by Ram Charan
Publisher by Mc-Graw Hill
แนะนำหนังสือโดย เขมิกา ถึงแก้ว ([email protected])
ถ้าจะพูดถึงหนังสือเรื่องภาวะผู้นำ หรือทฤษฎีภาวะผู้นำ ท่านผู้อ่านคงเคยสัมผัสทฤษฎีต่าง ๆ และ ได้รู้จักกูรูด้านผู้นำระดับโลก อย่าง Jack Welch , Peter Senge , Posner & Kouzes , Morris หรือ ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ Ram Charan มาบ้างแล้ว แล้วหนังสือเรื่อง Leadership in the Era of Economic Uncertainty มีความแตกต่างจาก เล่มอื่นอย่างไร ?
ก่อนอื่น ดิฉันขอขอบคุณ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่มอบหนังสือเล่มนี้ให้ดิฉันอ่านค่ะ ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้ช่างเหมาะเจาะกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่พอดี เราคงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขสถานการณ์ หรือปฏิบัติต่อสถานการณ์นั้น ๆ อย่างไร ผู้นำจะเข้ามามีบทบาทอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ผู้นำควรปฏิบัติและทำในสิ่งที่ถูกต้อง Mr. Ram Charan กูรูด้านการพัฒนาผู้นำที่มีประสบการณ์สูงในเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ รวมถึงเป็นผู้ให้คำปรึกษา CEO จากบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง GE , Bank of America , Verizon , KLM ,and Thomson shape จะมาไขคำตอบในหนังสือเล่มนี้ค่ะ
วันนี้ ดิฉันจึงขอยกตัวอย่าง ประเด็นที่คุณ Ram Charan กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้นำ 6 ด้าน ในการเผชิญภาวะวิกฤติ มาฝากค่ะ
1. มีความซื่อสัตย์ และเชื่อถือได้
2. มีความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ
3. ทันสถานการณ์ และปรับเปลี่ยนให้ตรงตามความจริง
4. เผชิญกับความเป็นจริง ด้วยมุมมองด้านบวก
5. ความสามารถในการจัดการได้อย่างนุ่มนวลและมีส่วนร่วม
6. ความกล้าในการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ในอนาคต
แค่ลองนำไปปฏิบัติ สักข้อ 2 ข้อ คงเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยคะ
ไม่เพียง 6 คุณลักษณะของผู้นำที่กล่าวไปแล้ว ในหนังสือเล่มนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมากให้ท่านผู้อ่านได้ติดตาม ถ้าได้อ่านจบทั้งเล่มแล้ว คงจะได้รู้ว่าผู้นำเช่นคุณจะสามารถนำพาองค์กรให้อยู่รอด และก้าวนำหน้าธุรกิจคู่แข่งภายใต้สถานการณ์แห่งความไม่แน่นอนได้อย่างไร
ขอบพระคุณค่ะ อาจารย์
ผมและจีระวัฒน์ ได้วิจารณ์หนังสือร่วมกัน จึงสรุปบทวิจารณ์ทั้งสองคนมาให้ผู้อ่านได้นำไปคิดและเป็นประโยชน์ต่อไป
Strengths-Based Leadership
ข้อดีของหนังสือเล่มนี้
1. เป็นผลงานกว่า 40 ปี ของการทำวิจัยเรื่องภาวะผู้นำ
2. การวิจัย พบว่า
§ ผู้นำที่ดีจะใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์
§ ผู้นำที่ดีจะเน้นการสร้างทีมงานและค้นหาคนเก่งมาทำงานให้เรา
§ วิเคราะห์ความต้องการของผู้ตาม (Followers) ด้วยว่าต้องการอะไร?
สรุปคือ
สำรวจตัวเองว่า จุดแข็งอยู่ที่ไหนและใช้ให้มากกว่าเดิม มองลูกน้อง เน้นจุดแข็งอย่าเน้นจุดอ่อน
แต่ถ้าจุดอ่อนสำคัญก็ค่อย ๆ เพิ่มเติม
§ การสร้างทีมงานต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทีมที่ดีต้องเน้น Results ของทีมและเกิดความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน อย่าให้ขัดแย้งกัน
§ จะต้องเข้าใจความต้องการของผู้ตาม เช่น ผู้ตามต้องการอะไร?
Ø Trust
Ø Hope
Ø และความมั่นคง
Ø ความก้าวหน้าในชีวิต
Ø ความสุขและพลังที่จะทำให้ผู้นำ
นำไปใช้ได้ โดยเน้นแนว 4 เรื่อง
1. Executing
2. Influencing
3. Relationship Building
4. Strategic Thinking
Review
โดย จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ
หลังจากที่ได้อ่าน Strengths-Based Leadership ที่ถ่ายทอดโดย Tom Rath และ Barry Conchieแล้ว ผมมี 3 เหตุผลที่ควรหยิบหรือจับจองหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่น่าวางอยู่บนโต๊ะทำงานหรือบนหัวเตียงของท่าน
1. หากท่านต้องการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้นำอยู่แล้วหรือไม่ก็ตาม และก็ไม่สำคัญว่าจะต้องเป็นผู้นำในระดับใด ท่านอาจจะเป็นผู้นำของครอบครัว สมาคม ชุมชน ไปจนถึงประเทศ หนังสือเล่มนี้คือหนังสือที่จะทำให้ท่านเข้าใจถึงจุดแข็งที่ท่านควรจะต้องมีและต้องลงทุนอย่างถึงที่สุด
2. หากท่านอยากมีผู้ตามที่พร้อมยอมทุ่มเทอย่างหมดใจ หนังสือเล่มนี้จะทำให้ท่านจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้ตามหรือคนในองค์กรของท่านติดตามท่านในฐานะผู้นำ ท่านควรจะทำอย่างไรเพื่อให้พวกเขาเชื่อมั่นในตัวท่านและรวมพลังกันเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้กับองค์กรได้ ที่สำคัญคุณจะได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาต้องการอะไรจากท่านมากที่สุด
3. หากท่านต้องการรหัสลับแห่งความสำเร็จที่มาจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง ด้วยการทุ่มเททั้งจากนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของ Gallup ผนวกกับเวลานานนับสิบปี และ ตัวอย่างบุคคลจริงอีกจำนวนมหาศาลที่มอบความจริงแห่งการเป็นผู้นำและผู้ตามจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งไม่ใช่การเป็นการนั่งคิดฝันเอาเอง
ผมได้รับข้อคิดที่ดีจากหนังสือเล่มนี้มากมายและหนึ่งในนั้นคือการถามตัวเองว่าเราเป็นผู้นำที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบของผู้ตามของเราอย่างจริงใจและจริงจังแล้วหรือยัง มันไม่ควรเป็นเพียงหน้าที่ที่จะต้องดูแลพวกเขาแต่มันควรเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งที่กลายมาเป็นธรรมชาติปฏิบัติของผู้นำ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราคงจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จไม่ได้หากไม่มีใครอยากจะเดินตามเราอย่างแท้จริง
ไปหาอ่านได้ที่ร้านคิโนะคุนิยะ…
เรียน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอเป็นสมาชิกBlog ด้วยคน 2 มีนาคม 2552
หนังสือที่ อาจารย์ แนะนำ หายากจัง และแพง
ผมต้องการให้ผู้อ่านทุกท่านได้แสดงความคิดเห็น จะได้ทำการวิจารณ์หนังสือจะได้นำเอาการวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์สูงสุด
เรียน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์
ไม่สามารถวิจารณ์ ได้ เพราะตอนนี้ ไม่มี หนังสือเล่ม นี้ จึงยังไม่ได้อ่าน และ จะแก้ไข อย่างไร ที่ จะวิจารณ์ และไม่ละเมิด ลิขสิทธิ์ ของหนังสือเค้า ตอนนีไม่มีหนังสือ และเนื้อหา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาอังกฤษ อยากมีส่วนรวมแต่ยังไม่พร้อม ในเรื่อง หนังสือ
ผู้นำที่ดี เห็น ผู้ตามเป็นครอบครัวเดียวกัน แม้ยามทุกข์ หรือสุข แต่ตั้งเลือกผู้ตาม มาอย่างดีก่อน ที่มีคุณค่า แห่ง การเป็นครอยครัวเดียวกัน
Book Review
The Return of Depression Economics
and The Crisis of 2008
*Available at Kinokuniya
แนะนำหนังสือโดย จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ
หลายคนอาจจะรู้สึกหวั่นใจเมื่อรู้ว่าหนังสือเล่มนี้เขียนโดย Paul Krugman ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคอายุ 56 ปีเจ้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2008 กับผลงาน New Trade Theory ชื่อดังก้องโลกท่านนี้ด้วยเกรงว่าจะอ่านรู้เรื่องหรือไม่ ลำพังหัวข้อสำคัญของหนังสือก็เป็นเนื้อหาอันว่าด้วยเศรษฐกิจโลกและความโกลาหลที่หนักเอาการอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดกำแพงทางการอ่านขึ้นมาโดยธรรมชาติ
ผมใคร่ขอหยิบยกความตั้งใจของผู้เขียนที่มีความปรารถนาดีต่อผู้อ่านอย่างยิ่งยวดอีกทั้งยังคาดการณ์ถึง “กำแพง” ที่ผมบังเอิญได้เกริ่นไปแล้วอย่างจริงใจว่า ผู้เขียนตั้งใจที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ให้คนสามัญทั่วไปที่สนใจอยากจะเรียนรู้ถึงเหตุผลและบทเรียนที่แสนเจ็บปวดจากอุบัติทางเศรษฐกิจจากทั่วโลกได้อ่านกันอย่างเพลิดเพลินราวกับอ่านนวนิยายดีๆสักเรื่อง
จากเวอร์ชั่นเมื่อปี 1999 ของหนังสือ The Return of Depression Economics ซึ่งว่าด้วยการชะงักงันทางเศรษฐกิจโลกในช่วงทศวรรษ 90 ไล่มาตั้งแต่ละตินอเมริกา ญี่ปุ่น และแพร่กระจายไปทั่วเอเชีย ถูกนำมาทำให้ทันสมัยด้วยเนื้อหาเพิ่มเติมในส่วนของเหตุการณ์และวิกฤติด้านการเงินในสหรัฐอเมริกาในปี 2008 และถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงปลายปี 2008 นับเป็นเวลาที่เหมาะสมและทันการณ์ต่อการเรียนรู้ของผู้ที่สนใจและเฝ้าติดตามการวิเคราะห์อันลุ่มลึกและการนำเสนอที่คมคายของศาสตราจารย์ก้องโลกท่านนี้
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ผู้เขียนตั้งใจจะส่งสารถึงผู้อ่านทั่วโลกก็คือ สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้มิใช่อยู่ที่เกิดเหตุการณ์และความอลหม่านอะไรขึ้นบ้าง หากแต่คือจงเรียนรู้ว่าทั้งหลายทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรและเราจะทำอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้พวกเราต้องเจ็บปวดกันเช่นนี้อีก ดังนั้นถือว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่ายในระบบเศรษฐกิจไล่กันตั้งแต่ผู้บริโภค ภาคธุรกิจเอกชน ภาคสังคม ผู้ชี้ขาดด้านการเงินและการคลัง ไปจนถึงผู้นำประเทศต่างๆ
หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้ถูกเขียนมาเพื่อเหล่านักเศรษฐศาสตร์ที่คอยเฝ้าระวังภัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เพื่อทุกๆคนที่ต้องการจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีต่างหาก
ซึ่งผู้นำกับครอบครัวไม่ใช่เป็นเรื่องธุรกิจและในการทำงาน
พูดในเชิงอุปมาอุปไมย ไม่ได้หมายถึง เช่น ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ อ้างถึงที่ จริง แล้ว มีหลายบริษัทในประเทศ ไทย ที่ มีชื่อเสียง และมั่งคงมานาน กว่า 40 ปี ขึ้น ใช้ ในระบบนี้ที่ใช้แนวผู้นำที่ดี เห็น ผู้ตามเป็นครอบครัวเดียวกัน ( ไม่ขอกล่าวอ้าง)
มันเป็น อีกวิธีหนึ่ง ที่ป้องกัน สมอง ไหล หรือ เก็บคนเก่ง และดี ไว้ในองค์ กร
ขอบคุณมาก จะอ่าน คำการวิจารณ์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ดีกว่า และหวังว่า คงได้อ่านเลมจริง
ผู้นำที่ดี เห็น ผู้ตามเป็นครอบครัวเดียวกัน คือไม่ได้หมายถึงระบบอุปถัมภ์ ถึง แม้ ตอนนี้ระบบเศรษฐกิจ แย่ มาก บริษัทดี เช่นนั้น ก็ ยิ้ม อย่าง ไม่สะเทือน จึงเป็นระบบ ที่หน้าสนใจ เป็นอย่างมาก ลูกพระนาง สังเกตมานานกว่า 10 ปี แล้ว
มันเป็นคำถาม ที่หน้าหาคำตอบ ว่า ประเทศ เจอ ปัญหาเศรษฐกิจ ในปี 40 และ 52 บริษัทดี เช่นนั้น ที่เคยสังเกตมา ในสถาวะ ปกติ หรือวิกฤษ ยังอยู่ได้ ไม่ค่อย ปลด คนงาน เช่น ในบางช่วง ยอม ขาดทุนบาง แต่ ยังคงรักษา บุคคล ไว้ ดีมาก
ถึงคุณลูกพระนาง
ผมขอต้อนรับมาเป็นสมาชิก Blog : I read you share ครับ ขอขอบคุณที่แนะนำ 2 เรื่อง คือ เรื่องหายาก กับเรื่องราคาแพง เรื่องหายาก หาไม่ยากหรอกครับถ้าเราเดินไปที่ร้านคิโนะคุนิยะ หรือถ้าไม่สะดวกก็สามารถสั่งผ่านเว็บไซด์ www.amazon.com ก็ได้ครับ สำหรับเรื่องราคาแพง ขอยืนยันว่าจริงครับ ซึ่งไม่เหมาะสมกับคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งผมก็ได้รับฟังแล้ว
และเมื่อวันที่ 07 เม.ย. 2552 เวลา 09:24 น. ก็ได้ส่งมาให้ผมอีกครั้ง ซึ่งผมชื่นชมมากครับ ผมขอเรียนว่า อ่านจากบทวิจารณ์ของผมจะดีกว่า ถ้าสนใจและจะได้รับประโยชน์ได้ ซึ่งการวิจารณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับกับการละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด คุณได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้นำ ซึ่งผู้นำมีตั้งแต่ผู้นำธุรกิจและการเป็นผู้นำของครอบครัว ดังนั้นการเป็นผู้นำของครอบครัวมีความสำคัญ สมาชิกของครอบครัวต้องเป็นผู้ตามที่ดี
จีระ หงส์ลดารมภ์
Book Review
Think Again: Why Good Leaders Make Bad Decisions and How to Keep it From Happening to You
*Available at Kinokuniya
แนะนำหนังสือโดย จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ
เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ที่เรียกว่า “คิดผิด” มาบ้างไม่มากก็น้อย ยิ่งเราเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับการที่จะต้องขบคิดแก้ปัญหาล่าข้อสรุปมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และในช่วงขณะนาทีนั้นปัจจัยที่ใช้ในการคิดหรือตัดสินใจดูเหมือนจะซับซ้อนขึ้นตามวัยและความรับผิดชอบ หลายครั้งที่เรามีข้อมูลไม่เพียงพอ หรือไม่รู้แม้แต่ว่าจะต้องหาข้อมูลมามากเพียงใดจึงจะพอ และหลายครั้งเราเองก็มีเรื่องอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวมาถ่วงหนักให้กับบางทางเลือกที่เราพึงอยากจะให้มันเป็น แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น
หนังสือเล่มนี้ คณะผู้เขียน Sydney Finkelstein, Jo Whitehead และ Andrew Campbell ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการ “คิดผิด” ไว้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าจะค่อนข้างออกไปในแนวของทฤษฎีและวิชาการ แต่ก็น่าจะเป็นกรอบความคิดและแนวทางในการทำความเข้าใจและระแวดระวังสำหรับการคิดในครั้งต่อๆไปได้อย่างไม่ยากนัก
เมื่อเราเข้าใจถึงที่มาของการ “คิดผิด” แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังบอกต่อไปถึงการป้องกันและฝึกฝนตนเองให้ “คิดถูก” มากยิ่งขึ้นด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดขึ้นมา ซึ่งผมขออนุญาตสรุปว่า การคิดใดๆก็ตามที่ใตร่ตรองแล้วอย่างรอบคอบและเป็นธรรมต่อทั้งตนเอง คนรอบข้าง และสังคม ย่อมจะนำมาซึ่งผลประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งผู้คิดและผู้ที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าเราจะมีโอกาสที่จะ “คิดผิด” กันได้ตลอดทั้งชีวิตนี้ แต่เราก็ควรที่จะพยายาม “คิดถูก” และ “คิดชอบ” ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้มิใช่หรือ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่งแต่เพื่อพวกเราทุกคนในสังคมและโลกที่น่าอยู่ใบนี้ เพราะทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เริ่มต้นมาจากความคิด และควรที่จะเป็นความคิดที่พลิกโลกไปในทางบวกและสร้างสรรค์มากกว่าการทำลายล้างและเห็นแก่ตัว
แล้ววันนี้คุณ “คิดถูก” บ้างแล้วหรือยัง?
Book Review
โดย จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมอ่านหนังสือ Think Again : เพราะมีประโยชน์ต่อผมและผู้ที่ผ่านโลกมาเยอะและสำเร็จในงานหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ไม่วายตัดสินใจผิดพลาดอยู่เสมอและสร้างปัญหามากมาย
ประเด็นก็คือ คนที่ประสบความสำเร็จ บางครั้งก็ผิดพลาดสามารถตัดสินใจอะไรได้เสมอและความผิดพลาดดังกล่าวอาจจะสร้างปัญหาให้ผู้มีความสำเร็จเหล่านั้นได้เตรียมป้องกันไว้จะดีกว่า
ผู้เขียนได้ให้สาเหตุไว้ 4 เรื่อง ที่ตัดสินใจผิดพลาดได้
§ ประสบการณ์ที่ดีในอดีต แต่ไม่เหมาะสมในปัจจุบัน เช่น เป็น CEO การเงินสมัยเศรษฐกิจขยายตัวแต่ไม่เก่งยุคเศรษฐกิจตกต่ำ
§ การใช้ความรอบคอบในการตัดสินที่ไม่ถูกต้อง เช่น Bush บุก Iraq โดยไม่ดูปัจจัยอื่นด้วย
§ มาจากเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนคือ ของตัวเองกับของส่วนรวม ขัดแย้งกัน คุณทักษิณเป็นตัวอย่างแยกไม่ออกระหว่างหลวงกับของส่วนตัว
§ อาจจะมาจากความรู้สึกที่พอใจบุคคลบางคนมากเกินเหตุผล เช่น ชู้สาวและระบบอุปถัมภ์ระบบเล่นพวกหรือหลงผู้หญิงจนโงหัวไม่ขึ้น
ผู้เขียนแนะนำว่า วิธีป้องกันคือถ้าจะไม่ให้เกิดขึ้นหรือลดความเสียหายโดยวิธี 4 วิธี
§ รอบคอบ มีข้อมูลรอบคอบ เช่น Bush บุก Iraq ควรหาข้อมูลมากกว่านี้
§ ปรึกษาหารือกับหลาย ๆ กลุ่ม มีการตัดสินใจแบบเป็นทีม
§ เน้นเรื่องธรรมาภิบาล และความโปร่งใส การมีส่วนร่วม คุณธรรมจริยธรรม แบบปูนซิเมนต์ไทย ทำคือคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิด
§ สุดท้ายต้องมีการติดตาม Monitoring ว่าไปถึงไหน
ประเด็นก็คือ
คนรุ่นใหม่เข้าทำงานใหม่ ๆ ก็อาจจะเตรียมตัวพร้อมที่จะฝึกการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาดมากแบบผู้ใหญ่หรือเรียนรู้ทางแก้
การตัดสินใจไม่ใช่แค่ทำงาน ต้องเรื่องสาขาการเรียนที่ชอบหรือไม่ชอบก็สำคัญ
§ งานที่จะทำคืออะไร บางคนต้องเป็นบริษัทฝรั่ง แต่ไม่ชอบจริง ชอบแต่ระบบกับเงินที่ได้มาก แต่อาจจะไม่มีความสุขจริง
§ การเลือกคู่ครองก็สำคัญ
§ สุดท้ายการดูแลและการลงทุนทรัพย์สินของตัวเอง
§ ประเด็นก็คือถ้ามีการวิจัยและนำมาวิเคราะห์ในเมืองไทย จะพบว่าบริบทของประเทศไทยน่าจะแตกต่างกับตะวันตกพอควร เช่น ลูกศิษย์ผมเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เขาพลาดในการตัดสินใจเพราะ มีอำนาจแฝง การเมือง อยู่เบื้องหลัง ท่านผู้อ่านลองนำไปวิเคราะห์
กำลัง ดูอยู่ว่า ปี52 บริษัทดี จะรอดจาก ปัญหาเศรษฐกิจ ได้หรือไหม