ตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคมทำงาน เกี่ยวข้องกับผู้อื่นหลากหลายมากมาย มีสิ่งที่มากระทบใจเรานับไม่ถ้วน และสิ่งที่เราจะแก้ไขได้ก็คือ “แก้ไขตนเอง”

หลังจากเปิดบันทึกฉบับแรกเรื่องข้อคิดจากหนัง "Seven" ทำให้รู้จักกิเลสเพื่อการรู้ตัว”  จนถึงบันทึกครั้งล่าสุดที่ผ่านมาคือ “เข้าถึงตัวตน ภาพลักษณ์ 3”    หากไม่รวมบันทึกนี้  ก็เท่ากับว่ามี 10 บันทึก ใน Blog นี้ ศิลาจึงใช้เวลาว่างเว้นจากการพักสมองมานั่งทบทวนสิ่งที่นำเสนอ ก็เกิดความรู้สึกว่าเราควรจะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจทิศทางที่เราจะก้าวไป

 

หากกัลยาณมิตรที่ติดตามแวะเวียนมา Cheer and Share จะเห็นว่าศิลาเปิด Blog ทั้งหมด 11 Blogs แล้ว“ทำไม เยอะจัง” แต่ละ Blog จะมี Character ที่แตกต่างกันชัดเจน เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังของการเปิด Blog แต่ละ Blog ในภาพรวม จะไปนำเสนอใน Blog“เรียนรู้วิธีเรียนรู้" ภายหลังค่ะ

 

สำหรับ “เหตุผลและอารมณ์” ที่อยู่เบื้องหลัง Blog นี้ จะเล่าสู่กันฟังที่นี้ค่ะ

 

ศิลาปฏิบัติธรรมครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี เพราะอดีตคุณพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน จัดตั้งชมรมพุทธศาสนาในโรงเรียนแล้ว ลูกสาวตนเองไม่เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมคงไม่ได้แน่

 

ศิลาสวมชุดขาวปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิเห็นคนข้าง ๆ เกิดปิติ น้ำตาไหลพรั่งพรู และอาการของคนอื่น….ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา….เราก็งง ว่าทำไมเราไม่เกิดอาการใด ๆ ศิลามีแต่ความสงสัย วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น รอบตัว แทนที่จะดึงสติกลับมา “รู้ตัว”   ตอนนอนคนเดียวอยู่ในซุ้มหลังคามุงจากที่กางไว้กลางดินกลางทราย ก็กลัว “สิ่งที่มองไม่เห็น”  ได้ยินเสียงสุนัขหอนก็ปรุงแต่งว่ามันคงเห็นอะไรแน่เลย

 

ผ่านมาหลายปี จนเป็นสาวทำงานพบกับความทุกข์ใจสาหัส รู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใบนี้คนเดียว เพราะสูญเสียทั้งคุณพ่อและคุณแม่  เหลือเพียงน้องชายแต่เขาก็กำลังมีครอบครัวเวลาเศร้าก็หยิบหนังสือธรรมะมาอ่านเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง

 

ต่อมา  มีรุ่นพี่แนะนำให้ไปอบรมนพลักษณ์กับพระอาจารย์สันติกโรศิลาไม่สนใจ ปฏิเสธหลายครั้ง จนใกล้จะถึงวันอบรม  รุ่นพี่เขาคงสงสารที่เราไม่มีใคร แถมยัง หยิ่ง จองหอง ดื้อรั้นก็เลยไปจ่ายเงินให้เสร็จสรรพและขอให้ไป

 

ศิลาก็ไปกับเพื่อนสนิทจดจำกิจกรรมง่าย ๆ ได้แก่ การให้อ่านดูข้อความสั้น ๆ อธิบายลักษณ์ 9 ลักษณ์ และให้ตัดสินเองว่าเราเป็นลักษณ์อะไรและก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่ “ดึงตัวตน” ออกมา เท่าที่จำได้ได้แก่

 

การจับมือล้อมเป็นวงกลม “กันไม่ให้กลุ่มคนที่จะถูกทดสอบอยู่ภายในออกมานอกวง” คนที่อยู่ภายในที่เป็นศูนย์ใจ ก็ไหว้ขอร้องให้เปิดทางคนที่เป็นศูนย์ท้องไม่พูดพล่าม ออกแรงเต็มกำลัง พุ่งออกมาได้คนที่อยุ่ศูนย์สมองทำท่าหลอกล่อ พอมีใครเผลอ ก็วิ่งรอดออกตาม

 

และที่ Highlight ก็คือ Typing Interview….ให้แต่ละคนอธิบายตัวตนของตัวเองให้พระอาจารย์ และผู้ช่วยวิทยากรฟังเพื่อเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของผู้เล่า

 

สาระสำคัญคือวิทยากรจะไม่ตัดสินให้ว่า “คุณเป็นลักษณ์” อะไร  จะต้องเป็นตัวเขาเองที่จะต้องได้คำตอบเองบางคนไม่รู้ว่าตนเป็นลักษณ์อะไรจนถึงวันสุดท้ายของการอบรมในขณะที่คนอื่นรู้ว่าเจ้าตัวเป็นลักษณ์อะไร ก็บอกกัน หรือตัดสินกันเองไม่ได้…เว้นแต่เป็นกระจกสะท้อนกันเพื่อให้เกิดการสังเกตตนเอง.....และมิติมหัศจรรย์ของการเข้าถึงตัวตนก็คือตรงนี้

 

- การไม่รู้ตัวว่าคือลักษณ์อะไร รู้สึกเบลอ ๆ คนอื่นรู้  เจ้าตัวกลับไม่รู้….ก็มีลักษณ์นั้นของตนเอง

 

- คนที่วิจารณ์ผู้อื่น  วิพากษณ์สิ่งภายนอก  โยนความคิด ความรู้สึกไปยังสิ่งภายนอกมากกว่าย้อนกลับมาดูตนเอง ไม่เข้าใจลักษณ์ตนเอง แต่ไปเข้าใจลักษณ์ผู้อื่น... ก็มีลักษณ์นั้น

 

- คนที่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับตัวตน กลับมองเห็น เข้าใจว่าตนเป็นลักษณ์นั้น ลักษณ์นี้ก็มีลักษณ์นั้นของตนเองที่ตนพยายามปฏิเสธ

 

โชคดีหรือโชคร้ายไม่ทราบที่  ศิลาเป็นลักษณ์ที่หลงอยู่ในความคิดของตัวเองประเภทหมกมุ่นกับตนเองจึงรู้ตัวตนว่าเป็นลักษณ์อะไรเร็วมาก รู้ตัวตั้งแต่กิจกรรมแรกที่ถูกทดสอบ

 

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังจากรู้ว่าเราเป็นลักษณ์อะไรเดิมที ศิลาไม่ได้ดูเป็นคนอารมณ์ดีและไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้าง และสิ่งรอบตัวเช่นที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

 

เดิมที ศิลาหมกมุ่นกับสิ่งที่ตนเองอยากจะทำ ทำงาน  เรียน..  ทำงาน  เรียน….และก็เบื่อหน่ายเซ็งง่ายหงุดหงิดไม่ไว้ใจคนรอบข้าง เกรงว่าเขาจะทำให้เราเสียใจ ก็เลยไม่อยากใกล้ชิดผูกพัน เวลาได้ยินคนเม้าท์กันก็ หนีห่าง  ไม่ชอบ กลัว  กลัวก็หนีแต่เมื่อใดที่จะต้อง Discussion กันบอกตามตรงว่าศิลา “เถียง” ชนะด้วยเหตุผลตลอด

 

หลังจากศึกษานพลักษณ์แล้ว  ทุกครั้งที่เอาชนะกันได้ด้วยเหตุผล ก็เริ่มเฝ้าดูตัวเอง เห็นว่ามันไม่มีความสุขเลย ไม่ได้ลำพอง อิ่มเอมกลับรู้สึกหดหู่  เศร้าหมอง  หากย้อนเวลาได้ จะเปลี่ยนน้ำเสียง เปลี่ยนเนื้อหาบางช่วงบางตอนใหม่...มีสติขณะที่พูดออกไป

 

http://inlinethumb40.webshots.com/20647/2333109670053655619S200x200Q85.jpg 

หลังจากเรียนรู้ การรู้ตัว ก็เริ่มรู้ตัวเร็วขึ้นแทนที่จะมารู้ตัวหลังการปะทะเหตุผลกันแล้วศิลาก็เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็น ดูตัวเองขณะที่กำลังพูดออกไป...เริ่มต้น  อธิบายด้วยการตามเหตุผลเขาไปเรื่อย ๆ อย่างใจเย็น  แล้วค่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่าทำแบบนี้แล้วจะไปตัน  ไปพบอุปสรรคตรงไหนจนเขาเห็นช่องโหว่ของสิ่งที่เขานำเสนอ  เราจึงค่อยนำความคิดของเราออกมาแทนที่เราจะขว้างเหตุผลเราออกไปตั้งแต่แรกเหมือนที่เคยทำ

 

นอกจากนี้  ศิลาก็ได้รู้จักคนลักษณ์เดียวกันกับศิลา เธออายุมากกว่าศิลา 10 ปี ประโยคเด็ดที่เธอมักพูดเสมอ  “พี่ไม่แต่งงานหรอก  กลัวความผูกพัน”  ทุกวันนี้ เธอก็ครองตัวเป็นโสด เพราะกลัวผูกพันอยู่  ไม่หลุดจากความคิดเดิม 

 

ศิลาก็คงเป็นเหมือนพี่เขา หากว่าไม่พบคนดีคู่ชีวิตทางธรรมของศิลาขอให้ศิลาไปปฏิบัติธรรมศิลาก็ไปไปคราวนี้ไม่เหมือนวัยเด็กแล้วขณะที่ปฏิบัติ...ไม่ได้นึกถึงตำราอะไรที่บอกไว้เลย...ไม่ต้องวิเคราะห์หรือสอดส่ายไปยังภายนอก...มองเห็นแต่ภายใน...รู้ว่ามีกิเลสอะไรก็ดูมัน...ดูการเกิดและดับไม่ได้รังเกียจดูไปเรื่อย ๆ ….ดูเจ้าตัวฟุ้งซ่าน ความกลัว และมีอื่น ๆ อีกมากมายซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน 

 

สังเกตไหมว่า กิเลสที่เราดูมันจะไม่เหมือนกัน”ตัวโกรธ” ไม่ค่อยแวะเวียนมาเยี่ยมให้ศิลาเฝ้าดูเท่าไหร่

 

ทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าศิลาละกิเลสได้แล้ว…ศิลาแค่เปลี่ยนจากการหมกมุ่นกับตัวเองแบบไม่รู้ตัว เป็นรู้ตัว "ดูการหมกหมุ่น ฟุ้งซ่านของตนเอง"  ....ศิลาลดความกลัว ความฟุ้งซ่านได้เองโดยไม่ได้บังคับให้มันหายไป  ลดและละได้ชั่วขณะที่รู้ตัวและอยู่ ๆ ก็มีพลังมากมายที่จะออกไปทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน จากเดิมที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง การรู้จุดอ่อน ข้อด้อยของตนแล้ว เราจะเกิดภาวะการละทิ้งมันเอง

 

ศิลาสังเกตเห็นว่าในโลกที่เรายังต้องดำเนินชีวิตต่อไปศิลาได้เปลี่ยนแปลงไปพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานบอกว่าศิลาอารมณ์ดีขึ้น ศิลาเข้ามาใกล้ชิดพวกเขามากขึ้น  พูดอะไรก็เข้าถึงความเป็นจริงมากขึ้น มีอีกมากมาย คำชมเราไม่ขอเน้นมาก จะทำให้ตนเองเหลิงได้

 

ถึงตรงนี้ ...ไม่จำเป็นต้องเชื่อสิ่งที่ศิลาเล่ามาทั้งหมดก็ได้ แต่การสงสัย ก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อันใดแก่เรา...แค่ลองปฏิบัติดูจะรู้เอง...

 

เพียงอยากเน้นว่าตราบใดที่เรายังอยู่ในสังคมทำงาน เกี่ยวข้องกับผู้อื่นหลากหลายมากมาย มีสิ่งที่มากระทบใจเรานับไม่ถ้วน  และสิ่งที่เราจะแก้ไขได้ก็คือ “แก้ไขตนเอง”   ป้ายที่เขียนไว้ในวัดหนองป่าพงของหลวงปู่ชา

                    “ท่านให้แก้ไขตัวเราเอง  ไม่ใช่ไปแก้ไขอย่างอื่น”

 สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ตามแต่จริตคนเรา  หากท่านใดไม่ชอบ  ไม่ถนัด ก็ไม่เป็นไร เราเริ่มต้นต่างกันได้ค่ะแต่โปรดเชื่อเถอะว่า เรากำลังมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันจงเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน เท่านั้นพอค่….

 

เพิ่งลงบันทึก “แนวทางปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ชา” สองตอนใน Blog “การสร้างธรรมในใจ “รู้ ละ แจ้ง เจริญ”  จึงขอยกมาบางช่วงบางตอน

               แนวทางภาวนาก็แตกต่างกันแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเดินทางสายหนึ่งสายใด เดินช้าหรือเดินเร็ว ถ้าท่านมีสติอยู่เสมอ มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ข้อสำคัญที่สุดก็คือแนวทางภาวนาที่ดีและถูกต้องจะต้องนำไปสู่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ลงท้ายแล้ว ก็ต้องปล่อยแนวทางการภาวนาทุกรูปแบบด้วย   ผู้ปฏิบัติต้องไม่ยึดมั่น….

        ท่านต้องสำรวจตัวเองรู้ว่าท่านเป็นใคร   รู้ทันกายและจิตใจของท่าน จงรู้ความพอดีพอเหมาะสำหรับตัวท่าน ใช้ปัญญาในการฝึกปฏิบัติ จงมีสติรู้ว่าอะไรเป็นอยู่ ท่านจะมองเห็นทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และความดับไปแห่งทุกข์ แต่ท่านต้องมีความอดทน และต้องทนได้ ท่านจะค่อยๆได้เรียนรู้ อย่าปฏิบัติเคร่งเครียดจนเกินไป อย่ายึดติดอยู่กับรูปแบบภายนอก จงเป็นปกติตามธรรมชาติ พระวินัยของพระสงฆ์และกฎระเบียบของวัดสำคัญมาก ทำให้เกิดบรรยากาศที่เรียบง่ายและประสานกลมกลืน แต่จำไว้ว่าความสำคัญของพระวินัยของพระสงฆ์คือการเฝ้าดูเจตนาและสำรวมจิต ท่านต้องใช้ปัญญาอย่าแบ่งเขาแบ่งเรา ดังนั้นจงอดทนและฝึกให้มีคุณธรรมมีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ เป็นปกติตามธรรมชาติ เฝ้าดู้จิต นี่แหละคือการปฏิบัติของเรา ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่เห็นแก่ตัว และความสงบสันติ

ข้อมูลจากhttp://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_04.htm