Reflection

ผมได้มาดูงานที่ Calvary Hospital ทั้งหมด 9 วันภายในระยะเวลาสองอาทิตย์ อาทิตย์แรกจะเรียกว่าเป็นฉบับแพทย์ก็ว่าได้ เพราะผม attend กับหมอแฟรงค์ เบรนแนนเกือบทุกวันเลยทีเดียว และแฟรงค์ขยันสอนมาก รวมกับบุคลิกที่นุ่มนวล อบอุ่นมากๆ เป็นหนึ่งใน prototype ของ palliative care doctor เลยทีเดียว ความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากผมคนเดียว ภายหลังผมเล่าให้ Vanessa (คนที่ผมไปเยี่ยมบ้านด้วยเสมอ เวลาอยู่ที่ Braeside Hospital) ปรากฏว่าเธอรู้จักทั้งแฟรงค์ และทั้งหมอฟิลิป แมคคาวลี (Philip Macauley) ที่ Sacred Heart Hospital และเธอก็ชื่นชมทั้งสองคนในเรื่องเดียวกับที่ผมรู้สึกด้วย

When Science and Art blend in

เท่าที่ดูงานทั้งของ Braeside, Sacred Heat และ Calvary hospital สิ่งหนึ่งที่ประจักษ์ชัดก็คือการประสานรวมของการมีองค์ความรู้่ทางการแพทย์เชิงประจักษ์ที่มีประโยชน์ด้านการควบคุมอาการ (symptoms control) ผนวกกับการดูแลมิติอื่นๆของสุขภาวะอย่างครบถ้วน คือ มิติด้านอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก มิติสังคม และมิติทางจิตวิญญาณ และมี "ระบบ" เป็นรูปธรรมที่จะสนับสนุนเกื้อกูลการดูแลแบบ holistic นี้อย่างชัดเจน ทำให้ palliative care ทั้งสามที่ พอจะเป็นตัวอย่างที่น่าพิจารณาและเรียนรู้่อย่างมาก แน่นอนหลายๆคนก็บอกว่าระบบยังมีปัญหา และมีที่ที่จะพัฒนาได้อีกเยอะ รวมทั้งเรื่องงบประมาณที่จำกัด แฟรงค์ เป็น consultant ที่ต้องวิ่งทำงานถึงสามโรงพยาบาล Ms Lee เป็นพยาบาล palliative care คนเดียวในโรงพยาบาลซัทเธอร์แลนด์ แต่เท่าที่เป็นมา คนไข้จำนวนมากได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวมอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

คนไข้ palliative care หลายคน จะถูกเยี่ยมที่บ้าน ต่างกรรม ต่างวาระ จากโรงพยาบาลโดย 5 ทีมมืออาชีพ ได้แก่ หมอ palliative care, พยาบาล palliative care, นักสังคม นักกายภาพ และนัก OT แต่ละคนมีความรู้และความเชี่ยวชาญครอบคลุมการดูแลเรื่องอาการทางกาย เรื่องความปวด เรื่องอารมณ์ความรู้สึก เรื่องสวัสดิการต่างๆทั้งของรัฐและของชุมชนเอง เรื่องสมรรถภาพร่างกายและเรื่องการที่จะใช้ชีวิตประจำวันในบ้านอย่างไร เมื่อร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ไม่มีบ้านไหนเลยที่ผมตามไปเยี่ยมแล้ว จะไม่สังเกตเห็นความรู้สึกท่วมท้น (overwhelm) โดยการที่ว่าตัวเองได้รับการดูแล เอาใจใส่เป็นอย่างดีจากคนของระบบสุขภาพ

ไม่ใช่ว่าเขามีงบประมาณไม่จำกัด แต่ที่จริงก็มีงบที่จำกัด แต่ปัญหาด้านงบประมาณจะไม่ได้ถูกลงมาเป็น burden แก่ระดับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทำให้การทำงาน การแนะนำ การปฏิบัติต่อผู้ป่วย โดยหมอ พยาบาล นักกายภาพ ฯลฯ เป็นไปอย่างมืออาชีพ ไม่รู้สึกผิด หรือถูกกดดันว่ากำลังให้การดูแลที่ substandard ทุกคนจะเข้าใจว่าตนเอง "สามารถ" ทำอะไรได้แค่ไหน และที่ทำได้นั้น ก็อยู่ภายใต้ขอบเขตที่สมเหตุผล ไม่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ทุกคนในทีมจะได้เข้าร่วม multidisciplinary team ของทีี่ Calvary นี้จะมีสองครั้ง เป็นของหมอพยาบาลครั้งหนึ่ง และของ supporting team คือ นักกายภาพ นักสังคม และนัก OT อีกครั้งหนึ่ง คนไข้แต่ละคน ทั้งผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอก จะถูกนำข้อมูลในมิติต่างๆมาเชื่อมโยงกันอย่างละเอียดและครบถ้วน

Holistic Medical Record

ที่ผมชอบมากอีกประการหนึ่งก็คือ "การบันทึกเวชระเบียน" ซึ่งก็ไม่ได้ high technology อะไรแบบบ้านเราที่เป็น paperless หรือ total digital ที่นี่การบันทึกเวชระเบียนยังเป็น hand-writing ด้วยลายมือ (ซึ่งยอมรับว่า ผมเองก็ใช้เวลาแกะอ่านนานทีเดียว) แต่ที่น่าสนใจก็คือ "ทุกคนบันทึกลงใน record เดียวกัน"

ผมเคยเล่ามาครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว จำไม่ได้ว่าที่ไหนแล้ว ว่าการบันทึกเวชระเบียนของเรานั้น จะมี nurse note และมี doctor note แยกจากกัน หลายปีมากแล้วครั้งหนึ่งเวชระเบียนภาคศัลย์ ที่ ม.อ. ถูกประเมินว่าไม่เป็น holistic ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเรามั่นใจในการบันทึกครบถ้วน พอซักถามไปปรากฏว่า คนประเมินไปเปิดดูแต่ของ nurse note และบางครั้งก็ไม่ได้ประเมินทุกมิติ ซึ่งทีม palliative care (ซึ่งมีทั้งหมอและพยาบาล) ได้บันทึกการประเมินแบบครบทุกมิติไว้ในส่วน doctor note ไว้หมดแล้ว แต่อยู่กันคนละที่เท่านั้น

medical record ของที่นี่ ทุกโรงพยาบาล ในส่วน progress note แต่ละวัน ทุกทีมจะเขียนต่อๆกันไปเลย และจะมี sticker ของทีม เช่น พยาบาลสีฟ้า OT สีเขียว Physio สีแดง ฯลฯ แปะไว้พอให้ทราบและเห็นอย่างรวดเร็วว่ามีทีมไหนมาดูบ้าง ของหมอก็เขียนต่อลงไปกับบันทึกเหล่านี้ เวลาใครมาอ่าน ก็จะ update ทุกมิติของคนไข้่ได้ในแต่ละวันโดยไม่ต้องพลิกไปพลิกมา หา note ของแต่ละ disciplines ซึ่งกระจัดกระจายอยู่กันคนละที่ เพราะเป็นคนละแผนกกัน กว่าที่เราจะได้ข้อมูล "วันนี้" ครบทุกมิติ ก็ใช้เวลานาน หรือเผลอเข้าใจผิดคิดว่ามีแค่นี้ แต่มันไปปรากฏอยู่คนละที่ ทั้งๆที่การประเมินแต่ละมิตินั้น ควรจะนำมารวมกัน ทุกคนในทีมจึงจะเห็นคนไข้ทุกมุมพร้อมๆกันได้

การมี multidisciplinary discussion ทำให้แต่ละทีม มองเห็น "ส่วนร่วม" ในการดูแลคนไข้จากงานของตนเอง ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีในการทำงาน ไม่มี hierachy หรือความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เป็น integrate ที่ไม่ใช่ลักษณะขนมชั้น คือมาแปะๆซ้อนๆกันเท่านั้น แต่เชื่อมโยงอย่่างต่อเนื่องไร้ตะเข็บ (seamless)