Occupational Therapy
ระบบเกื้อกูลของ palliative care ที่ออสเตรเลียที่น่าสนใจ 3 ระบบ (หรือ 4) ได้แก่ physiotherapy (กายภาพบำบัด) social service (นักสังคม) และอันที่สามคือ occupational therapy ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าแปลไปเป็น "อาชีวะบำบัด" จะตรงกับงานเขาจริงๆหรือไม่ ส่วนที่วงเล็บ (สี่) ไว้นั้นที่จริงเรามีอยู่แล้วคือ community palliative care nurse แต่ของเขาเป็นพยาบาล palliative care ที่ผ่านการอบรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีการสอบ การประเมินที่ชัดเจน
ตอนแรกผมเข้าใจว่างาน occupational therapy (ขอเรียกย่อว่า OT ต่อไปนี้) นั้นคล้ายๆหรือต่อยอดจากนักกายภาพบำบัด พอถามดูปรากฏว่าเป็น bachlor degree เรียน 4 ปีจบเหมือนปริญญาตรีดีกรีหนึ่งเลยทีเดียว ถึงแม้ว่างานจะดูเหมือนทับซ้อนกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เชิงทีเดียว ถ้างานกายภาพบำบัด เป็นงานฟื้นฟูคนไข้จากเตียง ให้มี "ศักยภาพ" พอจะทำอะไรต่อมิอะไรได้ งาน OT จะเป็นงานเชื่อมต่อศักยภาพที่ว่านี่้ เข้ากับสิ่งแวดล้อมจริงของผู้ป่วย ที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่ไหนๆก็ตามที่คนไข้กำลังจะต่้องไปใช้ชีิวิตอยู่ต่อไป
Occupational Therapy:Incorporates meaningful and purposeful occupation to enable people with limitations or impairments to participate in everyday life. Occupational therapists work with individuals, families, groups and populations to facilitate health and well-being through engagement or re-engagement in occupation. Occupational therapists are becoming increasingly involved in addessing the impact of social and environmental factors that contribute to exclusion and occupational deprivation.Source: Wikipedia |
และเมื่อพิจารณาถึงเนื้องานแล้ว palliative care ก็อาจจะเป็นสาขาจำเพาะทางของ OT ได้เลยทีเดียว เพราะเหมือนกับ outcome ของทางกายภาพบำบัด คนไข้ที่นัก OT กำลังจะทำงานด้วย มีแนวโน้มที่ศักยภาพจะไม่คงที่ และค่อนไปทางทรุดลง ฉะนั้น การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมอาจจะต้องทำควบคู่กันไปกับการทำกายภาพบำบัดที่ในเวลาผ่านไป หน้าที่ของอวัยวะต่างๆจะสูญหายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นัก OT ที่ออกไปเยี่ยมบ้านกับผมชื่อ Reaonie Kurtz (อ่านรี-เอียว-นี่) ดูท่าทางอายุไม่มากเท่าไหร่ แต่เธอเป็นหัวหน้าหน่วย OT ของ Calvary Hospital นี่ทีเดียว หน้าตาดี สูงใหญ่ (สูงกว่าผมอีก น่าจะ 6 ฟุตกว่าๆ) เราออกเดินทางไปยังบ้านของคนไข้ เป็นคุณลุงอายุ 85 ปี อาศัยอยู่กับภรรยาอายุ 89 ปี (Reaonie แซวเธอว่า "ฮั่นแน่ คุณป้าจับเด็กเหรอ อิ อิ") Mrs Fiona เป็นคนบุคลิกมั่นใจในตนเอง และ takeover เราเข้าไปคุยแค่สองสามคำ ก็ทราบแล้วว่าบ้านนี้ใครเป็นคน make decision ถ้าคุณป้า Fiona เป็นช้างเท้าหลัง ก็คงจะเป็นช้างที่ขับเคลื่อนล้อหลังแน่นอน
คุณลุงจอห์นพึ่งรับวินัจฉัยเป็นมะเร็งผิวหนัง malignant melanoma ไม่นานมานี้ ซึ่งก็ทำให้ครอบครัวนี้กระทบกระเทือนมากพอสมควร เพราะจากที่ดูเครื่องประดับประดาที่บ้าน ทั้งสองคนเป็นคนที่ "ใช้ชีวิต" อย่างไม่ใช่ผ่านไปวันๆแน่นอน คุณลุงจอห์นมีสวนขนาดใหญ่พอสมควรหลังบ้าน แต่ที่น่าสนใจก็คือ ภายในบ้านเต็มไปด้วยเครื่องกระเบื้องเซรามิกที่ระบายสี วาดรูปประดับเต็มไปหมด ไม่ใช่ของที่ทั้งสองคนซื้อมา แต่เป็นของงานฝีมือที่คุณป้า Fiona ไปเข้า course (อยู่ที่หัวถนน แถวบ้านนั้นนี่เอง) และลงมือทำประดิิดประดอยทุกวันๆ ฝีมือที่เห็นเรียกว่าขายได้แน่นอน แต่แกก็ไม่ได้ทำขาย แต่ทำเพราะเป็นงานอดิเรกมากกว่า เพราะตอนนี้ทั้งสองคนเริ่มออกจากบ้านน่้อยลง ไม่เพียงแต่งานเซรามิก คุณป้า Fiona ยังเป็น Painter สีน้ำและสีน้ำมันอีกด้วย ส่วนคุณลุงจอห์นก็ใช่ย่อย แกเป็น Handyman ของบ้านนี้
Handyman ในที่นี้หมายถึงคนที่คอยซ่อมแซม แก้ไข อะไรเล็กๆน้อยๆภายในบ้าน แต่ฝรั่งเขามี Do-It-Yourself kit ที่ใหญ่โตและเป็นเรื่องเป็นราวมาก handyman บางคนอาจจะหมายถึงสามารถส้รางบ้านได้ทั้งหลังเลยทีเดียว!! (ไม่ได้ล้อเล่น เพราะผมเคยไปร้านขายอุปกรณ์ Do-It-Yourself มันมีขายแม้กระทั่งหลังคาบ้าน รั้ว อุปกรณ์ห้องน้ำ ฯลฯ)
แต่ของคุณลุงจอห์น แกจะเน้นงานช่างไม้ เราเห็นกระต่าย กระรอก หมีโคอาล่าไม้ แอบอยู่ตามโคนกระถางต้นไม่้ในบ้าน ข้างๆเก้าอี้โซฟา มีแม้กระทั่งงานแกะสลักนูนต่ำ แต่ลายออกไปทางศิลป์อะบอริจิน ประดับอยู่ข้างๆงาน paint ของคุณป้า เต็มไปหมดเหมือนกัน
นอกจากนี้ภายในบ้านยังมีมุมรูปถ่ายของทั้งสองคน ไปเที่ยวรอบโลกกันเต็มฝาไปหมด ผมนึกถึงภาพยนต์เรื่อง Titanic ตอนที่คุณป้า (นางเอก) มาลงเรือกู้ แล้วค่อยๆเอารูปภาพมาวางเรียงเต็มโต๊ะไปหมด แทบจะหลับตามองเห็นชีวิตอันมีสีสัน ผจญภัย และสนุกสนานอย่างยิ่งทีเดียว
Reaonie ซักถามวิถีชีวิตประจำวันของคุณลุงจอห์นและของคุณป้า Fiona แล้วก็ขอให้คุณลุงจอห์นลองจำลองเดินตั้งแต่ลุกจากเตียง ไปห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปห้องนั่งเล่น ถามเรื่องการทำสวนตอนนี้ว่าคุณลุงวางแผนไว้ว่าอย่างไร เดินออกไปดูที่ทางออกหลังบ้านว่ามีบันไดกี่ขั้น ปรากฏว่ามีแค่ขั้นเดียว เตี้ยๆ ก็ออกไปนอกบ้านได้แล้ว ตกลงบ้านนี้ก็เลยยังไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์อะไรมากนัก เราก็ทิ้งเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ ว่าเมื่อไรที่คุณลุงคุณป้าต้องการจะให้ทำอะไร ก็ติดต่อไปได้ทันที
บ้านที่สอง เป็นของคุณลุง Kaheem ที่ refer มาให้ OT เพราะพยาบาล palliative care ที่ไปเยี่ยมที่บ้าน คิดว่าคุณลุงแกต้องการออกไปทำสวนหลังบ้าน แต่มีบันไดสูงถึง 4 ขั้น
ตอนเราไป คุณลุง Kaheem อยู่กับภรรยา case นี้เป็นมะเร็งปอด และเดินไปไหนมาไหน เริ่มมีอาการเหนื่อย เราสัมภาษณ์เสร็จไปดูที่หลังบ้านปรากฏว่าเป็นบันไดหินอ่อน 4 ขั้น แต่ละขั้นค่อนข้างสูงทีเดียว กว่าจะลงไปถึงสนามหญ้าได้ Reaonie เลยลงมือวัดความสูงของบันได ความกว้างของบันได ถามคุณลุงว่าคุณลุงถนัดซ้ายหรือขวา และเดินขึ้นหรือเดินลงบันไดยากกว่ากัน (นี่เป็น practical point เพราะในกรณีที่จะติดตั้งราวเกาะข้างเดียว เดินขึ้นกับเดินลงจะต้องวางคนละฝั่งกัน) แล้ว Reaonie ก็ยื่นแบบให้คุณลุงดู Kaheem ดูเสร็จก็ชมว่าวาดได้สวยและชัดเจน ปรากฏว่าคุณลุง Kaheem แกก็เป็น handyman เหมือนกัน เพราะฉะนั้น การวาดแปลน วาดแบบก่อนทำสร้างอะไรเป็นเรื่องที่แกชำนาญพอควร แต่แกบอกว่าแกยังไม่ต้่องการราว แกอยากจะปล่อยไว้โล่งๆ
Reaonie ก็ใจเย็น บอกว่าราวนี่ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะคุณลุงเท่านั้น แต่ยังเผื่อคุณป้าด้วย เวลาเดินขึ้นลงจะได้ไม่เกิดหกล้ม อะไรแตกหักไป และในอนาคตคุณลุงอาจจะไม่ได้มี performance ดีเหมือนตอนนี้ คุณลุงก็ยังลังเล และคิดว่ายังไม่เอา แต่เราก็ทิ้ง plan เอาไว้ให้พิจารณา
ปรากฏว่า plan การสร้่างราวบันได หรือราวยึดตัวข้างเตียง (ไว้ใช้่ลุกจากเตียง) ราวในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำฝักบัว เก้าอี้นั่งอาบนำ้ ฯลฯ เหล่านี้ OT จะวาด หรืออธิบายให้คนไข้ และเขาสามารถไปหาช่างทำเองก็ได้ หรือถ้าไม่รู้จัก OT ก็จะมี list ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จะให้ราคาพิเศษ และเข้าใจวัตถุประสงค์ของการสร้างอุปกรณ์เสริมเหล่านี้เป็นอย่างดีให้ได้ด้วย
คุณลุง Kaheem คุยไปคุยมา บอกว่าอยากจะให้ลูกชายได้มาดูแบบนี้ เพราะเขาอาจจะเป็นคนทำก็ได้ ไม่ทราบว่า Reaonie จะว่างมาอีกไหม วันเสาร์หน้า ลูกชายเขายังโสดนะ คิดว่าน่าจะสนใจอยากเจอ Reaonie ด้วย
"ฮั่นแน่..." เรานึกในใจ จีบสาวให้ลูกชายเฉยเลยนิ Reaonie ก็หัวเราะใหญ่ บอกว่าเธอคงจะสนใจเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ตอนนี้ น่าเสียดายที่มาเจอไม่ได้ ฝรั่งนี่ไม่ค่อยเขินเลยนะ ขนาดโดนจีบกันซึ่งๆหน้าแบบนี้ เธอบอกว่าตอนนี้ถ้่ามีปัญหาอะไร ก็ติดต่อไปที่ Calvary ซึ่งทีมเธอมีหลายคน ถ้าเธอไม่มาเอง ก็จะมีคนในทีมมาช่วยทันที แล้วเราก็ลากลับ Calvary Hospital กัน
ที่ฝรั่งต้องเป็น Handyman กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเพราะค่าแรงช่างแพงหูฉี่ค่ะ ไม่เหมือนบ้านเราค่าแรงถูกมาก มีเพื่อนอยู่ฮาวายคนนึงรายนั้นก็สารพัดช่างสุดๆ ได้ตั้งแต่ซ่อมท่อ ทำสวน ปูพื้น ทำหลังคา ซ่อมคอม ฯลฯ ตั้งฉายาให้ว่าแมคไกเว่อร์
จริงครับ ล้างรถที่นี่ คันเล็กๆธรรมดาก็ 25$ ปาไปค่อนพันแล้ว แต่อุปกรณ์ DIY ของเขาน่าใช้มากเลยนะครับ ผมชอบเดินเข้าไปดู (ไม่ได้เป็น handyman หรอกครับ แต่บางทีมันเหมือนของเล่น อิ อิ) ส่วนใหญ่ไปซื้อสี ซื้อภู่กันน่ะครับ
เรื่องสีนี่ บางที่จะมีเครื่องผสมสีให้ได้ตามต้องการเป๊ะๆก็มี คือไม่มีสีตาม catalog ถ้าเราเอาชิ้นผ้า หรือเศษกระเบื้อง ที่มีสีที่เราโดนจริงๆ เอามาให้ เขารับที่จะผสมสีให้ และเนื่องจากเป็นเครื่องผสม เขาจะสามารถ replicate ให้ได้ปริมาณตามต้องการ เพราะมันจะ save ratio การผสมไว้ด้วย ผมยังนำเอาแปรงทาสีหลายรุ่น หลายขนาดกลับเมืองไทยเลย คุณภาพดีจริงๆ
โอ...ดีจังค่ะ เมืองไทยถ้าจะยอมผสมเบอร์ให้นี่ต้องสั่งประมาณ 10 แกลลอน จริงๆ ก็คงทำแบบที่นั่นได้แต่คงวุ่นวายเขา เลยกำหนดว่าต้องสั่งเยอะๆ ตัวเองมีชาร์ตสีของแทบทุกบริษัท ทุกประเภท ทุกรุ่น แต่เวลาจะใช้จริงขึ้นมาก็ยังไม่ได้ดังใจ ต้องสั่งให้ผสมใหม่อยู่บ่อยๆ แล้วก็ให้เก็บค่าสีไว้ว่าเป็นของบริษัทอะไร ตรงนี้มีประโยชน์เพราะเวลาหน้างานที่ต้องใช้ก็นำรหัสไปที่ศูนย์ local ที่มีเครื่องผสม แล้วออกมาจะไม่เพี้ยน ไม่ต้องมาเบิกของจากกทม.ซึ่งเปลืองเวลาและเปลืองค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
ไว้กลับมาแล้วอาจารย์ลองแวะชมร้านไดโซะ 60 บาทมั่งก็ได้นะคะ มีของพวก DIV เยอะเหมือนกัน เป็นของญี่ปุ่น คล้ายๆ พวกร้านร้อยเยนแบบนั้น แต่ไม่มีขนาดพวกอุปกรณ์ซ่อมบ้าน แบบนั้นต้องไปโฮมโปรแล้วค่ะ ^ ^
เป็น website ที่สดชื่นรื่นเริงดีจังนะครับ
บ้านผมอยู่แถวเอกมัย สงสัยต้องไปดูที่ทองหล่อกระมัง ที่ไหนที่ใกล้ๆรถไฟฟ้าบ้างไหมครับ หรือไปๆมาๆอาจจะได้ไปดูที่สุวรรณภูมิซะแล้่ว
แต่ดูของแล้ว น่าจะดูที่ร้านนะครับ น่ารักดี
J Avenue ทองหล่อใกล้สุดแต่มันอยู่กลางซอยค่ะ รถไฟฟ้าไปไม่ถึง มีแต่รถกะป้อวิ่งผ่าน 555 เป็นทางที่ทะลุจากทองหล่อไปสมิติเวช ส่วนสุวรรณภูมิไม่ได้แวะดูสักที ขาไปก็มักจะช้อปแต่พวกน้ำหอมกับของกินเพลิน ส่วนขากลับก็รีบๆ เพราะอยากกลับบ้าน ออกจากเครื่องบินได้ทีไรก็รีบเผ่น อะไรก็ไม่ดูแล้วค่ะ ^ ^ บ้านเราไม่ไกลกันนะคะ ห่างแค่ราว 5-6 กม. สุขุมวิทนี่ถิ่นเลยค่ะ มีไรสอบถามได้ อิ อิ
สองที่นั่นน่าจะสะดวก แบบว่าอาจจะมีโอกาสผ่านได้ นอกนั้นที่อื่นไกลไป มีรถไฟฟ้าแต่ต้องตั้งใจนั่งไปซื้อของ 60 บาทโดยเสียค่าโดยสารไปกลับ 80-100 นี่ทางเศรษฐศาสตร์ท่านว่าไม่คุ้มค่ะ
occupational therapy แปลเป็นไทยว่า กิจกรรมบำบัด
occupational therapist ก็ใช้ว่า นักกิจกรรมบำบัด ค่ะ