ปิดเทอมนี้ หาประสบการณ์กันเถอะ !


Work and travel

     

               นี่ก็คงเป็นช่วงเวลาปิดเทอมอีกแล้วสิน่ะ   เพื่อน ๆ บางคนอาจอยู่บ้าน  บางคนคงไปเที่ยว หรืออาจไปเรียนพิเศษ  แ  ต่เรามีกิจกรรมที่เราคิดว่ามีประโยชน์น่ะ  ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเรามีโอกาศได้ไปทำมา นั่นก็คือ การไปโครงการ work and travel นั่นเอง  เราได้ไปยังประเทศ อเมริกา   แหม ! คงเป็นประเทศที่บางคนอยากไปล่ะสิ    โครงการนี้น่ะเป็นโครงการที่ให้นักศึกษา ป.ตรี และ  ป.โท  ได้มีโอกาศไปทำงานช่วงปิดเทอมและก็ยังได้ไปเที่ยวอีกด้วย  แต่บางคนอาจได้ยินข่าวแง่ลบมาบ้าง  เช่นถูกหลอกลวง แต่ถ้าใครคิดอยากจะไป ก็อยากให้ลองศึกษาดูดี ๆ หรือถามเราก็ได้  เอาเป็นว่าเราจะเริ่มเล่าประสบการณ์เลยล่ะกัน

                   เราได้ออกเดินทางไปในช่วงเดือน มีนาคม ซึ่งเมืองที่เราจะเดินทางไปคือ รัฐ Alaska เมือง Fairbanks(ฟังดูน่ากลัวเนอะ)   เป็นรัฐที่อยู่ติดกับประเทศ แคนาดา และรัสเซีย  เราใช้เวลา ประมาณ 2  วันกว่า กว่าเราจะไปถึง หลงแม้กระทั่งในสนามบิน (ก็ไม่เคยเดินทางคนเดียวนี่)   ได้แวะที่ ไทเป  seaattle(สนามบินของเขาใหญ่มากๆ และงงมาก)    และเมือง Anchorhage (อ่านว่า  แองคริช) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของ อลาสก้า กว่าจะไปถึงก็เหนื่อย เมื่อไปถึงก็ได้โทรไปหายังนายจ้าง  (เอ้อ! ลืมบอกไป เราได้ไปทำงานที่โรงแรม ชื่อ Wedgewood ) ด้วยความมั่นใจว่าตนเองก็เคยไปต่างประเทศมาบ้างก็เลยออกไปเดินหน้าสนามบิน โอ้โห! หนาวมากที่สุดในชีวิต ดรีมเวิลยังสู้ไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะเพิ่งจะปลายหน้าหนาวด้วย ดูอุณหภูมิ ปรากฎว่า -20องศาเซลเซียส เลยต้องรีบวิ่งเข้าไปเลย  เมื่อทางโรงแรมมารับและไปยังที่พัก ก็ได้พบกับกรุ๊ปเด็กไทยที่จะมาทำงานด้วยกัน ที่นั่นเป็นเมืองขนาดกลาง ๆ ยังไม่ค่อยเจริญเท่าไหร่แต่มีห้าง มี โรงหนังด้วย แต่เป็นเมืองที่รวยเพราะมีน้ำมัน และเหมืองทองเยอะ)   วันแรก เย้! ไม่ต้องทำงานเลยหลับให้มันซะเลย กว่าจะตื่นก็วันรุ่งขึ้นของอีกวัน ตื่นมาก็ต้องเตรียมตัวไปทำบัตร social card แทนที่จะพาไปทำ กลับพาไปทิ้งให้เราจัดการเองซะงั้น แต่ทุกคนที่นั่นก็น่ารักมาก ต่อมาก็ต้องไปตรวจสารเสพติดก่อน ที่นั่นน่ะ โรงพยาบาลของรัฐสวยมาก บรรยากาศไม่เหมือนโรงพยาบาลเลยเสร็จแล้วเรากับเพื่อนก็บุกตะลุย Wallmart ซื้ออาหารการกินมาเยอะมากต้องแบกกลับมาเองด้วย รถเมล์ก็นั่งไม่เป็น ต้องเดินกลับ หลายกิโลอยู่ อากาศก็หนาว จนรู้สึกว่านิ้วจะขาด แม้จะใส่ถุงมือแล้วก็ตาม อยู่ที่นั่เราต้องทำอาหารทานเอง เพราะถ้าซื้อทุกมื้อ แย่แน่ เพราะอย่างถูก ก็สิบเหรียญแล้ว (สามร้อยกว่าบาท)  การทำงานที่โน้นก็ไม่มีอะไร เหนื่อยน่ะ ไม่ใช่สบาย ไปเป็น housekeeper หรือง่าย ๆก็คือ แม่บ้านนั่นเอง ต้องล้างห้องน้ำ(แต่เมืองนอกสะอาดกว่าบ้านเรามาก) ปูเตียง ทุกอย่างในห้องพักของแขกนั่นแหละ แต่ที่โน่น ดีน่ะ แขกมักจะทิ้งอาหาร เครื่องใช้ที่ยังไม่ได้ใช้ให้พวกเราเหมือนเป็นทิป (โอ้โห มี ปาร์ตี้เกิดขึ้นย่อย ๆ ) จากที่เราได้ทำงานนี้มา จึงได้รู้ว่าการให้ทิปนั้นเป็นเหมือนกำลังใจที่เราสามารถหยิบยื่นให้ คนที่ทำงานด้านนี้ เราโชคดีที่โรงแรมนี้ไม่มีการถูกแขกลวนลาม และนายจ้างก็น่ารักมาก ค่าจ้างก็ถือว่าเยอะ  ลืมบอกไปว่า  เราซื้อจักรยานไว้ขี่ไปไหนมาไหน แต่ช่วงแรกรถของรร. จะมารับมาส่งน่ะเพราะหิมะหนามาก และเรายังเจอพายุหิมะอีก แรก ๆเรายังไม่มีงานที่ 2  ก็เลยตะลุยทั่วเมืองนี้หน่อย แวะทานร้านโน้นร้านนี้ ซื้อนั่นซื้อนี่ จนเงินที่แม่ให้มานั้นเริ่มร่อยหรอ จึงได้เวลาทำงาน 2ซักที เราได้รู้จักกับคุณน้าคนหนึ่ง ชื่อหน้านี แกมาอยู่ที่นี่เป็นสิบปีแล้ว ทำงานดูแลความสะอาดในค่ายทหาร เราเลยได้ไปทำด้วย(ปกติคนอื่นห้ามเข้าค่ายทหารง่าย ๆน่ะเพราะระบบรักษาความปลอดภัยดีมาก) ในค่ายทหารของเค้าเหมือนเมือง ๆหนึ่งเลย มี โบสถ์ ลานบิน มีห้าง ครบทุกอย่าเราตื่นเต้นมากแต่เค้าห้ามถ่ายรูป เลยไม่มีภาพให้ดู  รถถังเหมือนในหนังเลย  ต่อมา งานที่ 2 ก็ทำแค่วันเดียวเลยไปทำงาน3 เป็นคนล้างจานในร้านอาหารไทย เหนื่อยสุด ๆ กระทะทั้งใหญ่ทั้งหนัก แต่ทุกคนที่นั่นก็น่ารักมาก เลิกงานก็ได้ของอร่อยๆ มาทาน แต่กว่าจะเลิกงานก็เกือบ 5ทุ่ม กลับมาก็สลบเลย  เมื่อเวลาได้ผ่านไป 2 เดือน ก็ถึงเวลาเตรียมซื้อของฝาก (ฝากตัวเองมากกว่า) เป็นเวลาที่สนุกมาก แล้วเรายังได้ไปเที่ยวหลายที่เลย ทั้ง santa craus house (สะกดถูกรึเปล่า)   และ บ่อน้ำพรุร้อนด้วย( ลืมบอกไป ที่นั่น พอใกล้เข้าหน้าร้อนก็ ร้อนมากกกก   จากที่ต้องใส่เสื้อผ้า 3ชั้น เหลืออยู่แค่ เลื้อยืดตัวเดียว) และโรงแรมน้ำแข็ง ทุกอย่างเป็นน้ำแข้งแม้กระทั่งโถส้วมก็ด้วย  สนุกมากๆ เลย เมื่อถึงเวลากลับ ( ต้องกลับเร็วกว่ากำหนดเนื่องจากเบื้องบนที่มหาวิทยาลัยตามตัวกลับ) ดูเที่ยวบินแล้วจะไปถึงที่ seattle ตอนเช้าและเครื่องบินจะออดอีกทีตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น  เอาล่ะสิ ทำไงเนี่ย ระหว่างคิดนั้นก็จัดกระเป๋าไปเรื่อย ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นั่นก็คือ กระเป๋าเดินทางที่เอามาสองใบ ใส่ของกลับไม่พอ แย่แล้ว เลยต้องซื้อกระเป๋าเพิ่ม จากที่คิดไว้ว่าจะไม่เสียตังให้ใครอีก ก็ต้องมาเสียทั้งค่ากระเป๋า ค่า extra bag ที่จะเอาลงเครื่องบินอีก (ถ้า แม่รู้ราคาเราตายแน่ เพราะรวมๆ แล้วเกือบ 300 เหรียญ) นี่คืออุทาหรณ์สอนใจว่า ถ้าไปไหนไม่ต้องหอบอะไรไปมาก เพราะขากลับมันจะตามเรามาอีกเยอะ  พอแล้วดีกว่าเดี๋ยวเพื่อน ๆ เบื่อ ไว้ติดตามตอนต่อไปแล้วกันน่ะ

คำสำคัญ (Tags): #alaska#work and travel
หมายเลขบันทึก: 250611เขียนเมื่อ 24 มีนาคม 2009 22:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 20:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (5)

โทษที เราเอารูปขึ้นไม่ได้แต่จะพยายามน่ะ

เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมากๆ อยากมีประสบการณ์แบบนี้บ้างจัง ถ้ามีเคล็ดลับในการจัดกระเป๋าเดินทางด้วย จะขอบคุณมาก ช่วยแนะนำหน่อยนะ

เขียนสนุกมากเหมือนได้ไปด้วยตัวเองเลย

ขอบคุณมากสำหรับของฝากนะพี่ยอด

ไปไกลบ้านแบบนี้คงคิดถึงคนที่บ้านแย่เลย

น่าสนุกเนอะชบาแก้ว

ขอบคุณสำหรับของฝากนะ

(รู้สึกว่าทรปนี้ทำให้คู่รักยิ่งรักกันเข้าไปใหญ่เลยนะ 55++)

ยากไปบ้างจังค่ะ

แต่พูดไม่เป็นค่ะ

กลัวฝรั่งด้วย

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี