Social Worker

Calvary hospital อยู่ที่นอกเมืองซิดนีย์ ออกมาทางตะวันตกเฉียงใต้เล็กน้อย การเดินทางจาก Braeside hospital อาจจะฟังดูหลายต่อ เริ่มจากรถเมล์ (ของคุณจอร์จ The Driver) ต่อรถไฟที่ Fairfield มายัง Redfern ซึ่งตอนหลังจับเคล็ดได้ โดยไปขึ้นตู้แรกสุด เพราะจะจอดตรงบันไดเปลี่ยนชานชาลาพอดี ผมมีเวลา 1 นาทีกว่าๆในการเดินฝ่าฝูงคน (ซึ่งเดินทางกันเยอะครับในตอนเช้า) เพื่อไปอีกชานชาลานึง ห่างพอสมควรเพราะ Redfern เป็นสถานีชุมทางใหญ่พอประมาณ ตอนแรกๆนั่งตู้กลางๆ ก็จะเดินไปไม่ทัน ต้องไปนั่งรอคันต่อไปตั้งสิบนาที จาก Redfern ซึ่งติดตัวเมือง Sydney นั่งรถไฟต่อออกมาไปลงที่ Kogarah station ใช้เวลาอีก 15 นาที ลงมารับประทานอาหารเช้าที่ Cafe หน้าสถานีรถไฟ เป็นพายเนื้อ+ไต (Steak-kidney pie, ซึ่งเป็นพายของอังกฤษ) ตบท้ายด้วยกาแฟคาปุชชิโน (ตามธรรมเนียม) มีเวลาอ้อยอิ่งอยู่ที่ร้านนี้ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ เพื่อจะรอรถเมล์ไปลงที่หน้าโรงพยาบาลพอดี

โรงพยาบาล Calvary

ที่ออสเตรเลียนี่ พอออกนอกเมืองปุ๊บ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เป็นที่โล่งกว้าง ฉะนั้นไม่ค่อยมีตึกสูงๆ ของ Calvary นี่ เรียกว่าสูงตระหง่านในย่านนั้นเลยทีเดียว ซึ่งมีผลดีคือหอผู้ป่วยจะอยู่ที่ชั้นสองและชั้นสาม มองออกไปนอกระเบียงจะเห็นวิว park และวิวอ่าวได้อย่างชัดเจน

ทัศนวิสัยจากระเบียงชั้นหอผู้ป่วย

มองออกนอกหน้าต่างจากห้องเดี่ยว เห็นสวนสาธารณะและอ่าวไกลๆ

ซึ่งผมว่าเป็นวิวที่รื่นรมย์ดีมาก ที่จริงวิวของที่ รพ.ม.อ. ก็ไม่เลวเลยทีเดียว มีทั้งเขาคอหงษ์ และ panoramic view ของเมืองหาดใหญ่ ที่จากหอผู้ป่วยชั้นสูงๆสามารถมองเห็นได้โดยรอบ ไม่ทราบว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมางุดๆกันอยู่ทุกวันเคยได้มีโอกาสมองหรือไม่ ผมค่อนข้างจะเห็นใจคนเมืองกรุงตรงนี้พอสมควร ที่จุฬาฯยังพอมีสวนลุมพินีบ้าง แต่ที่อื่นๆอาจจะอัตคัดขัดสนทัศนียภาพไปบ้าง (หรือมีตึกสูงๆให้ดูแทน)

หอผู้ป่วย palliative จะมี concept เหมือนๆกันใน hospice สามแห่งที่ผมได้ไปดูมา แม้ว่าจะแตกต่างกันในรายละเอียด คือ ไม่มี ward ใหญ่ๆชนิด 30-40 เตียง ห้องรวมขนาด 6 เตียงก็จะจัดเป็นห้อง 4 เตียง ทำให้มีเนื้อที่รอบๆแต่ละเตียงมากกว่าปกติ เป็นที่นั่งของญาติๆ ที่อาจจะมาเยี่ยม มานั่งคุย หรือแม้กระทั่งทำกิจกรรมอะไรต่อมิอะไร ทุกเตียงจะมีโทรทัศน์แขวนจากเพดานอยู่ที่ปลายเตียง ในระดับที่นอนเอนๆแล้วมองเห็นสบายๆ โดยมี remote วางข้างๆคนไข้ เสียงโทรทัศน์จะดังออกมาจาก remote นี้ เพื่อให้คนไข้ได้ฟังเพียงคนเดียวโดยไม่ไปรบกวนเตียงอื่นๆ

หัวเตียงคนไข้มักจะมีกระดานในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ที่จะเขียนชื่อคนไข้ตัวโตๆ รวมทั้งชื่อที่คนไข้อยากให้คนอื่นเรียก (เช่นชื่อจริง Robert ก็อาจจะวงเล็บว่า "บ็อบ" เป็นต้น) ผมนึกถึงที่ Daw House hospice ที่สิงคโปร์ กระดานนี้จะบอกเกร็ดอื่นๆด้วย เช่น ศาสนา คนไข้ชอบอะไร ฯลฯ ที่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ที่ใช้อีกอย่างของกระดานนี้ก็เป็นที่ที่ใช้ติดการ์ดเยี่ยม โน็ตจากญาติสนิทมิตรสหาย ติดรูปครอบครัว (ฝรั่งชอบรูปมากๆ ทุกบ้านที่ไปมีรูปประดับบ้าน ผมว่ามันอบอุ่นดี ไม่เหมือน ornament แพงๆชนิดๆอื่นๆ มันดูไม่เหมือนบ้านยังไงไม่รู้)

ตอนผมอยู่ที่ Calvary นี่ ผมฝากท้องไว้กับร้านกาแฟที่ชั้นหนึ่งของโรงพยาบาล ก็แค่พายสองชิ้นกับคาปุชชีโนเหมือนเดิม ชอบมานั่ง เพราะบรรยากาศและเขาทำไว้สวยทีเดียว

บรรยากาศร้านกาแฟ

อบอุ่นเป็นกันเอง

คุณป้าอาสาสมัครเป็นพนักงานดูแล ทำกาแฟ อุ่นพาย และเสริฟในร้านด้วย

Social Worker

วันต่อมาหลังจากผมได้ดูงานกายภาพบำบัด ก็ได้ออกไปเยี่ยมบ้านกับนักสังคม (social worker) ของโรงพยาบาล บทบาทของนักสังคมสำหรับ palliative care มีไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะรัฐบาลและหน่วยงานที่ไม่เป็นของรัฐบาลในแต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่น จะมี package สำหรับช่วยเหลือคนไข้และครอบครัวในรูปแบบต่างๆ มากมาย และแตกต่างกันไปแต่ละชุมชนด้วย ที่เป็นของรัฐบาลกลาง อาทิ ค่าดูแลคนไข้ (จ่ายให้ผู้ดูแลหลัก เป็นอาทิตย์ๆละ 50 dollars) ที่คนไข้ที่ลงทะเบียนหนึ่งคน ก็จะมีผู้ดูแลหลักได้หนึ่งคน มีค่า taxi พิเศษที่สามารถเรียก taxi ที่ทำมาใหญ่พิเศษเพื่อรองรับเก้าอี้รถเข็นเข้าไปในรถได้ มี quota ที่จะเรียกผู้ช่วยมาทำกิจกรรมงานประจำในบ้าน (ในช่วงระยะสุดท้าย) อาทิ อาบน้ำเช็ดตัว ทำความสะอาดบ้าน หุงข้าว (อืม.. ทำอาหารมากกว่า ฝรั่งไม่ค่อยรับประทานข้าวนะ) หรือแม้กระทั่งไปจับจ่าย shopping ประจำอาทิตย์ให้ เมื่อคนไข้ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ไหวแล้ว

กิจกรรมของ social workers มีทั้งในและนอกสถานที่ และที่ผมได้เข้าไปร่วมสังเกตก็คือ home visit กับกิจกรรม IDM (In-patient Disciplinary Meeting)

Home visiting

ผมออกไปเยี่ยมบ้านกับเจน โฮแกน (Jane Hogan) เจ้าหน้าที่สังคมฯของ Calvary เธอเป็นคนที่รับผิดชอบจัดงานเชิญเบ็นจาก CanTeen เมื่อวันศุกร์ที่แล้วสำหรับ Forum activity เราเลยได้พบกันมาก่อน บ้านแรกที่เราไปเยี่ยมคือบ้านของคุณโทมัส เป็นเนื้องอกในสมองระยะสุดท้าย อาศัยอยู่ที่บ้านตมลำพังกับภรรยาคุณโดโรธีแค่สองคน แต่มีลูกสาวคนโตคือแอนมาช่วยดูแลในช่วงนี้ด้วย

ตอนที่เราไปถึงและได้รับเชิญเข้าไปหาคุณโทมัส เขานอนอยู่คนเดียวในห้องนอน ปิดม่านหมดทั้งห้องทำให้มืดสลัวไปหมด คุณโทมัสตอนแบ็บติดเตียงทำให้เราเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่าแกแทบจะจมและกลืนหายไปกับผ้าห่มเลยทีเดียว เนื่องจากแกดูเหมือนจะสะลึมสะลือมาก เราเลยปล่อยให้แกได้พัก แล้วออกมานั่งคุยกับคุณโดโรธีและแอนข้างนอกแทน

เจนซักถามถึงกิจวัตรประจำวันของคุณโทมัส ก็พบว่าตอนนี้แกได้เข้าระยะช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว คือ กิจกรรมทุกๆอย่างเริ่มลดลงอย่่างมาก คุณโทมัสเริ่มใช้เวลานอนพักมากขึ้น เวลาตื่นลดน้อยลง รับประทานอาหารลดน้อยลง ลดความรู้สึก enjoy ที่จะทำอะไรๆที่เคยสนุกลงอย่างมาก และแน่นอน ที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือในเรื่องพื้นฐานมากขึ้น ตอนนี้ีที่จะเป็นความท้าทายสำหรับญาติผู้ดูแลที่เผชิญกับ bed-bound คือ คนไข้ที่นอนติดเตียง

พวกเราหมอๆที่อยู่โรงพยาบาล อาจจะไม่ได้สังเกตว่าคนไข้ที่นอนติดเตียง เช่น คนไข้หอผู้ป่วยประสาท หรือหอผู้ป่วยอุบัติเหตุที่สมองได้รับอันตรายนั้น ในแต่ละวันต้องอาศัยคนกี่คนทำงานช่วยเพื่อให้ได้รับการดูแลที่ดี อาทิ การดูแลสุขภาพช่องปาก การอาบน้ำเช็ดตัวแปรงฟัน และเรื่องการขับถ่ายต่างๆ และที่เรื่องจำเพาะ เช่น การดูแลเรื่องการป้องกันแผลกดทับ สิ่งเหล่านี้เราใช้พยาบาลถึง 3 ผลัดต่อวัน หมุนเวียนมาช่วย แต่ที่ที่คนไข้อยู่หลายคน เราพบว่าอาจจะมีผู้ช่วยหลักเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ สามี หรือภรรยา หรือลูก

โดโรธีมีสีหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด พอเราเปิดโอกาสให้เธอได้เล่า เธอก็บอกว่าที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างเธอก็ช่วยสามีมาโดยตลอด แต่ตอนหลังเธอเริ่่มรู้สึกหนักมากขึ้น และเธอเองก็อายุไม่น้อย (74 ปี) มาเมื่อคืนนี้ ปรากฏว่าโทมัสถ่ายท้องเสียสามครั้งโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ยังดีที่มีลูกสาวคนโตคือแอนมานอนค้างด้วย ก็ช่วยกันเปลี่ยนผ้าอ้อมและปูผ้าพลาสติกบนเตียง แต่ก็เหนื่อยมาก

การดูแลโทมัสในระยะนี้กำลังทำให้โดโรธีเกิดความเสี่ยงต่อความรู้สึกเป็นภาระ (burden) ผนวกกับความรู้สึกผิด (guilt) ที่หากเธอจะรู้สึกเช่นนั้น ซึ่งสองประการนี้เป็นวงจรอุบาทว์ที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ดูแลและวนมาหาคนไข้เองได้ง่ายมาก

ในระยะนี้ เจนได้อธิบายกับโดโรธีว่านี่เป็นสิ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นในที่สุด ปกติคนไข้มะเร็งเกือบร้อยเปอร์เซนต์จะได้รับประทานยาแก้ปวดคือมอร์ฟีน และที่ควบคู่ด้วยเสมอคือยาระบาย เพราะผลข้างเคียงของมอร์ฟีนประการหนึ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่จะปรับตัวไม่ได้ ไม่เหมือนพวกอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือสลึมสะลือที่นานๆเข้าจะดีขึ้นเอง คืออาการท้องผูก ที่หากไม่ได้ป้องกันไว้ก่อน กว่าจะรู้ตัวอีกที คนไข้ก็มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด หรือปวดท้อง คืออาการลำไส้อุดตันจากอุจจาระคั่งค้างนั่นเอง ในตอนนี้โทมัสลดอาการความปวดลง ทำให้แทบจะไม่ได้รับยาแก้ปวดระหว่างยาประจำ (ยามอร์ฟีนออกฤทธิ์ยาว เช่น oxycontin หรือ morphicontin คือ 12 ชม. วันละสองครั้ง และจะมียาแทรก ถ้าปวดในระหว่างนั้น เป็นยามอร์ฟีนออกฤทธิ์สั้น เช่น oxycodone หรือ morphine syrup หรือ hydromorphone) ยาระบายที่ใช้ประจำอาจจะมากเกินไป ก็ให้ลดจำนวนและความถี่ลง น่าจะลดอาการท้องเสียลงได้

เจนพูดถึงเรื่องการขอความช่วยเหลือในงานประจำบ้าน บริการการเรียกคนมาช่วยงานบ้าน ทำความสะอาดบ้าน ฯลฯ แต่โดโรธีเป็นคนรักบ้านตัวเอง บอกว่าไม่เป็นไรเธอจะช่วยกันดูแลกับลูกสาวได้ ถ้าไม่มีเรื่องดูโทมัสแบบยากๆเกิดขึ้นบ่อยเกินไปนัก เจนยังบอกถึงเบอร์โทรศัพท์นอกเวลาของ Calvary ที่จะมีเจ้าหน้าที่ palliative care อาจจะเป็นพยาบาลหรือ social worker อยู่เวร ที่จะรับโทรศัพท์และให้คำแนะนำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการปรับ dose ยา หรือการตัดสินใจต่างๆ ไม่ต้องเกรงใจและกังวลไปทั้งคืนไม่กล้าถาม

การที่เจนอธิบายเรื่องภาระการดูแล และบอกทางเลือกว่า ในระยะนี้ เมื่อไรก็ตามที่ครอบครัวเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว Calvary hospital เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เรายินดีรับคนไข้ไปอยู่ อาจจะเป็นเพียงแค่ respite สำหรับญาติ (แปลว่าพักช่วงสั้น) หรือเพื่อ terminal care ก็ได้ ที่ญาติจะได้มีเวลาอยู่กับคนไข้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง nursing care มากเกินไป โดโรธีมีสีหน้าดีขึ้นเยอะ เพราะลดความรู้สึกผิดลง มีคนเข้าใจและเห็นใจ

เจนมาบอกกับผมทีหลังว่า เท่าที่เธอสังเกตมา บุคลิกอย่างโดโรธีนี่ ในที่สุดพอเราปลดความรู้สึกเป็นภาระ และให้ความเข้าใจ รวมทั้งถ้าเธอยอมให้ภาระงานประจำต่างๆได้รับการช่วยเหลือหมด ในที่สุดมักจะดูแลคนไข้จนเสียชีวิตที่บ้านได้ เพราะเกิดความมั่นใจว่าไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนคอยช่วยเหลือตลอด

และพอญาติได้ดูแลคนไข้สำเร็จจนถึงที่สุด ผลกระทบต่อตัวญาติและคนแวดล้่อมนั้น เป็นความสำเร็จในชีวิตอีกแบบหนึ่ง ที่ได้ทำงานและหน้าที่ต่อคนรักได้ลุล่วงไป บางครั้ง impact นี้ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต และครอบครัวของญาติต่อๆไปได้ในชีวิตที่เหลืออยู่

 


 

หน้าที่ของนักสังคมฯ ในบริบท palliative care ก็คือการการันตีสิทธิของประชาชนทุกคนที่จะเข้าถึงแหล่งทรัพยากร ทั้งของทางรัฐ และของทางชุมชนเอง เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเปล่าหรือเสียประโยชน์

เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่พิเศษ แต่จริงๆแล้ว การทำให้ประชาชนรับทราบว่าเงินภาษีและนโยบายรัฐบาลมีผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างไรบ้าง เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดในระบอบประชาธิปไตย ที่ทำให้ประชาชนจะสนใจต่อเชิงนโยบายทางการเมือง เข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง เกิดความภาคภูมิในในระบบสาธารณสุขและต่อประเทศตนเองได้เป็นอย่างดี ทุกๆบ้านที่ผมไปเยี่ยมนั้น ไม่มีบ้านไหนที่จะไม่รู้สึกว่าตนเองช่างโชคดีและได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากระบบ