kagbeni เป็นเมืองริมแม่น้ำ Kali Gandaki ต่อชายแดนเมืองมุสตัง(mustang) เป็นเมืองที่สวยสำหรับฉัน เมื่อนึกถึงที่พวกเราเดินผ่าลม เปลวแดด และฝุ่น มานานหลายชั่วโมงมาพบหมู่บ้านที่มีสายน้ำหล่อเลี้ยง ผ่านความแห้งแล้งมาพบความชุ่มชื่น

Jomsom – kagbeni

            เมื่อพร้อมกันแล้วก็เริ่มออกเดินทางไป kagbeni      นิด  โบว์ล  อี่  มิ้ง เคย Trek  มาแล้ว  แต่ก็ไม่เคยมาเส้นทางนี้   ครั้งนี้วางแผนการเดินไป kagbeni  ย้อนกลับ ไป Jomsom   แล้วไป mapha    แล้วเดินยาวลงไปตามที่ นิด  โบว์ล  อี่  มิ้ง เคยไป  แต่มีการเพิ่มเติมเพราะว่าคราวที่แล้วเดินไม่ถึง    คราวนี้หมายมั่นปั้นมือว่าต้องถึงแน่นอน      

            เดินผ่านแนวต้นไม้สีเหลือง(จำชื่อไม่ได้)  สวยมาก    แต่ถ่ายรูปไม่กี่ภาพ  เพราะพวกเราออกเดินทางสายมากกลัวว่าจะไปถึง kagbeni  ค่ำ     เดินห่างจาก Jomsomราว 1 กิโลเมตร    ความแห้งแล้งก็ปรากฏให้เห็นลานกว้าง   มีสายน้ำเล็กๆ  ไหลผ่านบางช่วง   ภูเขาขนาดใหญ่ที่มองอย่างไรก็แห้งแล้ง   โอบพวกเราโดยรอบ   ลมแรง  ฝุ่นมาก   เดินย่ำลงไปบนก้อนหิน บางครั้งเดินบนทราย   เป็นทรายสีเงินปนเทา  มีความวาวบางแห่งที่เดินผ่าน  น่าจะมีแร่อะไรสักอย่าง   

             เดินกันสักพักเริ่มร้อน    หยุดพักถอดเสื้อกันหนาว   นิดพูด ดูซิพี่ ตัวเราเล็กนิดเดียว   เมื่อเทียบกับธรรมชาติแล้ว    ฉันมองตาม ภูเขาขนาดใหญ่มากๆ   เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น   เป็นแนวต่อเนื่อง   เสียดายที่แห้งแล้ง ด้วยความสูงขนาดนี้คงอยากที่ต้นไม่จะขึ้นได้   คงมีบางชนิดเท่านั้น เมื่อเทียบกับตัวเราก็ดูเล็กจริงๆอย่างที่นิดพูด    

                วันนี้เดินสบายๆ ทางราบ     เลียบไหล่เขา   บางช่วงเดินข้างสายน้ำเล็กๆ  เดินสวนกับนักท่องเที่ยว    ฝูงลา   ฬ่อ   เป็นระยะๆ   ที่นี่เขาขนส่งด้วย  ลา   ฬ่อ   นิดบอกให้ระวัง มันชอบแกล้ง  เดินให้ชิดในไว้  อย่าเดินด้านเหวหรือริมฝั่งน้ำ

ฉันฟังแล้วขำมาก    คิดในใจว่าหลอกหน้าตายเชียว   พวกนี้มันจะแกล้งเราได้อย่างไร  ไม่น่าเชื่อ    เดินไปอีกสักพักหนึ่ง  ทางแคบบ้างกว้างบ้างตามภูมิประเทศ    เป็นอย่างที่นิดพูดไว้  พวกเราต้องคอยหลบฝูงลาเจ้าถิ่น  เพราะเดินไม่สนใครจริงๆ  ต้องคอยหลบ     มีบางตัวเดินมาชนเพื่อนแบบเกเรหาเรื่อง     ไม่อยากจะเชื่อเลย           

               แถบนี้แม้จะดูว่าแห้งแล้งคล้ายทะเลทราย   แต่ก็สวยไปอีกแบบ  เดินฝ่าลมและฝุ่นมาตลอดการเดินทาง  เริ่มเห็นหมู่บ้านข้างหน้า   10.5 กิโลเมตรในการเดินทางที่ไม่ลำบากนักเพราะเป็นทางราบ ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 30 นาที

ถึงที่พัก shangrila  hotel เป็นอาคาร 3 ชั้น พวกเราพักชั้น 2  ข้างห้องที่พักมีพระสวดมนต์    ด้านนอกเป็นชาวบ้านนั่งสวดมนต์เหมือนกัน   ภูวันบอกเป็นประเพณีพระมาสวดปีละ 2 ครั้ง  คงคล้ายการทำบุญบ้านทางบ้านเราแน่เลย  พระลามะที่นั่งในห้องแตกต่างกัน  บ้างมีผม  บ้างไม่มี   ภูวันอธิบายว่าลามะมี3แบบ  คือ  ไม่โกนผมมีเมียได้    โกนผมอยู่วัด  และแบบสุดท้ายไปๆมาๆบ้านกับวัด      ขณะนั่งสวดมนต์  มีการเคาะ  ตี เครื่องดนตรีประกอบด้วย   มีข้าวโพดคั่ว  น้ำชาวางอยู่ใกล้ๆ  เมื่อพระลามะสวดจบแล้ว   ชาวบ้านที่นั่งอยู่ด้านนอกห้องประมาณ 10 คน เป็นหญิงมากกว่าชาย  ก็เริ่มสวด

                 ออกจากโรงแรมเดินลอด stupa   เข้าหมู่บ้าน   เดินผ่านโรงแรมใหม่สีขาวม่วง   พื้นถนนเป็นหิน   มองไปเห็นป้าย hotel  mustang  gate  way  & yac  donalds  restaurant  มีรูปสัญลักษณ์คล้ายแบรนดัง    เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วเดินต่อไปเห็น  7-11  มาได้ไงเนี่ย     ฉันว่า 2 ร้านนี้คงเป็นจุดเด่นของที่นี่ที่ทำให้คนนึกถึง(แต่ถ้าใครวานให้ฉันมาซื้อของที่ 7-11 สาขานี้  ไม่มาเด็ดขาด...เหนื่อย)     เดินไปเรื่อยๆ  บ้านเรือนติดๆกันทำด้วยหิน  เลี้ยงแพะ  แกะ  จามรี   ลา             ขี้สัตว์เหล่านี้เต็มถนนต้องเดินด้วยความระวังเพราะยังใหม่ๆ        มีสวนขนาดใหญ่ที่ธรรมชาติสร้างไว้ในหมู่บ้านต้นไม้สีเหลืองเป็นแนวด้านหน้า   ด้านหลังเป็นภูเขาขนาดใหญ่       ลำธารน้ำไหลด้านข้าง  สวยงามมาก    เดินข้ามสะพานเข้าด้านในมีวัดทิเบต  ค่าเข้า 100 รูปี  ไม่มีคนเฝ้า   พวกเราทั้งหมดยืนลังเลอยู่ด้านหน้า   แล้วในที่สุดก็ไม่มีใครเข้าวัด   ไปเดินเล่นกันต่อไม่นานต้องกลับเพราะเริ่มหนาวมากขึ้น   แสงแดดอ่อนลงเต็มทน

                   kagbeni  เป็นเมืองริมแม่น้ำ Kali  Gandaki  ต่อชายแดนเมืองมุสตัง(mustang)   เป็นเมืองที่สวยสำหรับฉัน  เมื่อนึกถึงที่พวกเราเดินผ่าลม   เปลวแดด   และฝุ่น มานานหลายชั่วโมงมาพบหมู่บ้านที่มีสายน้ำหล่อเลี้ยง    ผ่านความแห้งแล้งมาพบความชุ่มชื่น     ก่อนเข้าหมู่บ้านได้ยินเสียงน้ำดังราวน้ำตก   มีแผ่นหินขนาดใหญ่วางพาดให้เดินผ่าน  แข็งแรงไม่ต้องกลัวพลัดหล่น

                 โต๊ะขนาดใหญ่ในห้องโถง    มีเตาไฟอยู่ด้านล่าง   ช่วยเพิ่มความอบอุ่น   แสดงว่าเขามีแนวคิดว่าเท้าต้องอุ่นก่อน   ฉันต้องระวังกลัวเอาเท้าไปใส่เตาไฟ    พวกเรานั่งจับจองจนได้นั่งครบทุกคน   ฝรั่งกินเสร็จแล้วเขาก็ไป  แต่พวกเรานั่งยาว  มีชายหญิงคู่หนึ่งมานั่ง   หน้าตาดีทั้งคู่     แต่ที่สะดุดตาสาวๆกลุ่มเราเห็นจะเป็นชายหนุ่มทีมีหน้าตาคล้ายครีนู(มะเหมี่ยวบอก)     เค้าท่างทางเหนื่อย   คุยกันนิดหน่อย  เค้าไปเที่ยวมุทินาถมา   บ่นว่าเหนื่อย      หลังจากพวกเรานัดเวลาออกเดินทางแล้ว   แยกย้ายกันนอน ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 2860  ไม่มีใครป่วยเพราะดูแลให้กินยาแล้ว...นอนละ