สมบัติเป็นของกลางสำหรับโลก ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น ใครเกิดมามีบุญมาก ก็ได้ครองสมบัติ นานหน่อย คนมีบุญน้อย ก็ได้ครองสมบัติน้อยหน่อย แต่จะครองนานหรือไม่นาน ผลสุดท้ายก็จะต้อง ทอดทิ้งสมบัติไปด้วยกันทั้งนั้น ยังไม่เห็นมีท่านผู้ใดจะอยู่ครองสมบัติอยู่ค้ำโลกได้สักคนเดียว แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเอกอุของโลกทั้งสาม ยังต้องเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานเลย จึงไม่จำต้อง กล่าวถึงพวกเรา ๆ ที่ยังมีกิเลสหนา ปัญญาหยาบอยู่ เรื่องสมบัติมันเป็นของคู่กันกับวิบัติ เมื่อไม่มีสมบัติ จะไปเอาวิบัติมาจากไหนเล่า ฉะนั้น คนที่มีสมบัติมาก เช่น มีข้าวของ เงินทองมาก มีลูกเมีย ญาติพี่น้องมาก ก็จะต้องร้องไห้มากกว่าเขา ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาค จึงตรัสเตือนให้พุทธบริษัท หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาเนือง ๆ ทุก ๆ วันว่า

สพฺเพหิ ปิเยหิ มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโวติ อภิณฺหํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ

แปลความว่า พุทธบริษัทควรใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เป็นนิจว่า " เรา จะต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจทั้งสิ้น " มิวันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน ถึงมันไม่จากเราไป เราก็จะต้องจากมัน ฯ จึงไม่ควรจะประมาทลืมตัว ฯ

 

ภาพประกอบจาก