บทความต่อเนื่อง 3 บทความค่ะ

 

 

แนะนำบันทึกเพิ่มเติม

 

 

ไปวิปัสสนาครั้งนี้ค่อนข้างฉุกละหุกมากเลยค่ะ 
มีวิบากเกิดก่อนการเข้าปฏิบัติ จึงทำให้ตัดสินใจกระทันหันให้ไปวิปัสสนาครั้งนี้ 

โอ๊ย...ฉันไม่ไหวแล้ว...ฉันอยากหนี...จากสังคมแบบนี้.... 

นั่นคือความรู้สึกที่อยากไปวิปัสสนา .... 
ทำอย่างไรดี ที่จะหนีจากความวุ่นวายใจอย่างนี้ 

เอาเลย...เช็คตารางเวลาของโคเอ็นก้า....โป๊ะเช๊ะ...เลยค่ะพี่น้อง.... 
ได้เวลาในวันที่ 25 ก.พ. - 8 มี.ค. '52

แต่งานอบรมที่ตัวเองไปช่วยงานนั้นยังไม่จบ...
ก็เลยต้องขออนุญาตศูนย์ธรรมกมลาเข้าไปในส่วนสมทบของวันที่ 28 ก.พ. 

มีบททดสอบเริ่มตั้งแต่เดินทางวันแรก (เอ๊ะ...ตั้งแต่ก่อนเดินทางด้วยซ้ำซินะ) 
จากที่ทุกครั้งที่เดินทางไปกับรถของศูนย์ฯ ที่จัดมาบริการ แต่ครั้งนี้ต้องเดินทางไปเอง เดินทางด้วยรถตู้สาธารณะจากอนุสาวรีย์ 9 โมงกว่า ถึงศูนย์ฯ ก็เที่ยงพอดี โชคดีที่ทันเที่ยงเพราะได้ทานข้าวค่ะ ไม่อย่างงั้น วันนี้ทั้งวันท้องร้องทั้งคืนแหง๋ แหง๋ 

ไปถึงปุ๊บก็นั่งวิปัสสนาบ่ายนั้นเลยค่ะ นั่งไปด้วยอาการปวดหัวมากๆ เพราะเพื่อนใหม่ในกายที่ฉันเรียกเขาว่า "ระฆัง" ส่งสัญญาณให้พักผ่อน แต่ตัวเองต้องไปนั่งวิปัสสนาเลย พอพักช่วง 6 โมงเย็นและขึ้นปฏิบัติในช่วงทุ่ม ฉันขออนุญาตธรรมบริกรไม่ขอขึ้นได้หรือไม่เพราะทั้งเพลียกับการเดินทางไกลและปวดหัวมาก แต่นั่นแหล่ะกฏก็เป็นกฏ ก็ต้องไปนั่งพิจารณาความเจ็บปวดตลอดจน 3 ทุ่ม แต่ครั้งนี้เป็นการพิจารณาความเจ็บปวดที่ชัดเจนมาก และทำให้เข้าใจกับคำว่า "เฝ้ามอง ไม่เข้าไปตัดสินนั้นเป็นอย่างไร" อย่างที่น้องคนหนึ่งได้แนะนำนั้นเป็นอย่างไร เพราะในช่วงเวลานั้นฉันได้นั่งพิจารณาแต่ภายในกระโหลกศีรษะ ... และนี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเองพิจารณาเจาะเข้าไปถึงระดับลึกครั้งแรกจริงๆ เห็นอาการที่เป็นเพียงกริยาของอาการ จิตเราไม่ได้เจ็บปวดด้วย เป็นเพียงสิ่งที่เราได้บัญญัติไว้ว่า นี่คือความเจ็บปวด ... มันปวดนะ ปวดมากจริงๆ มีความรู้สึกอยากลงไปนอนตรงนั้น แต่ความอยากรู้ว่า มันจะปวดไปถึงไหน และความอยากจะลงไปนอนนั้นไปถึงไหน ... ทนสุดๆ 

ตลอดช่วงเวลานั้นรับรู้ว่า จิตฟุ้งซ่านมาก เพราะคิดเตลิดไปถึงการกระทำของตัวเอง ที่โดนแจ๊คพ๊อตมา มันต้องมีเหตุที่ไปที่มาเราได้กระทำและโดนกระทำขนาดนั้น เราสร้างเหตุจึงมีผลทำให้กระทำและโดนกระทำ หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างสะท้อนถึงการกระทำของเราที่ส่งผลสะท้อนกลับมาขนาดนั้น ทำให้คิดว่า อีกแล้วหรือ โดนดึงเข้าสู่โลกแห่งการแข่งขันอีกแล้วหรือ เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงต้องตั้งสติเพื่อกลับเข้าสู่โลกการแข่งขันอีกครั้ง แต่การกลับเข้าครั้งนี้คงต้องระวังการกระทำของตัวเองให้มากขึ้น อย่างมีสติ ไตร่ตรอง มากกว่านี้ 

ฉันมีความเชื่อว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ โจทย์ที่เราได้รับนั้นจิตเดิมเราเคยได้สัมผัสแล้ว และยังหาคำตอบไม่ได้ ทำให้ปัจจุบันเราจึงต้องมาพบกับโจทย์นั้นอีก นี่เป็นความเชื่อของฉันนะ ซึ่งทำให้ฉันสบายใจเมื่อคิดอย่างนี้ นั่นคือในช่วงที่ใจสงบนะ แต่ถ้าในช่วงหลงในความคิดก็มักจะคิด อะไรเนี่ย...อีกแล้วหรือ...ฉันโดนเปรียบเทียบอีกแล้วหรือ...ฉันโดนดูถูกอีกแล้วหรือ...ฉันโดนดึงเข้าสู่โลกแห่งการแข่งขันอีกแล้วหรือ...ซึ่งบางครั้งก็ไปปะทะโดนจริตของคนอื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว 

เคยเจอไหม...บางครั้งคนๆ นี้เราเพิ่งเจอหน้าเขาเพียงแว๊บแรกเท่านั้น แต่ทำไมเราจึงไม่ชอบหน้าเขาเลย หรือ มองกลับกัน ทำไมเราชอบเขาจัง ฉันเชื่อค่ะว่า มันต้องมีเหตุที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น แต่กว่าจะยอมรับความเชื่อนั้นได้ก็ผ่านใจอคติของตัวเองมามากพอสมควร ทั้งโดยที่เราเองรู้ตัวและไม่รู้ตัว แม้แต่บางครั้งที่เราโดนดึงเข้าสู่โลกของการแข่งขันภายนอก ที่มักทำให้ใจเราคิดไม่ดีเอาเสียเลย และอยากหลีกเร้นออกจากสังคมเหล่านั้น แต่นั่นแหล่ะ ถ้าเราไม่สู้เผชิญและตอบโจทย์นั้นให้ได้ เราก็ต้องเจอโจทย์เดิมๆ นั้นอีก ไม่จบไม่สิ้น

แต่การกลับเข้าสู่โลกแห่งการแข่งขันครั้งนี้ คงต้องเตือนตัวเองว่า เป็นการแข่งขันกับตัวเอง เพื่อให้ชนะกับอคติในเรือนใจของเรา ถึงแม้จะมีใครถูกดึงโดยเราหรือเราได้ดึงใครเข้ามาสู่โลกแห่งการแข่งขันโดยไม่ตั้งใจ คงต้องเตือนสติพอสมควรว่า "พึงระวัง และแข่งขันกับตัวเอง ทำอะไรก็แล้วแต่ถือหลักแห่งสติว่า เคลื่อนความระลึกรู้เพียงกายตัวเองเท่านั้น" ซึ่งมันคงยากพอสมควร เพราะยังอนุบาลเหลือเกินสำหรับการปฏิบัติจิต

พึงระวังว่า การแข่งขันนั้น ถ้าเราไม่นำไปเปรียบเทียบกับใคร การแข่งขันก็ไม่เกิด สู้มองกลับกันนำการเปรียบเทียบนั้นมาสู่จิตใจของเรา ณ ปัจจุบันนั้นให้ทัน และแข่งขันกับตัวเองดีกว่า...แต่จะทันไหมหนอ...คงต้องหมั่นฝึกจิต จับจิต น้อมนำเข้าสู่ใจ...ให้ทันแล้วหล่ะนะ...

 

เส้นทางการเดินทางอีกครั้ง (๒)...อุปสรรค (เข้าอ่านที่นี่)