ผมอยากจะเรียก สังคมที่ผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างไร้จินตนาการ และกับตัวเลือกที่ไม่เข้าท่านี้ว่า " สังคมปรนัย

วันนี้แม่ต้อยมีภาระกิจที่จะต้องทำเป็นการส่วนตัว จึงได้ขอลาหยุดงาน เพื่อทำธุระให้เสร็จสิ้นไปในหนึ่งวัน แต่บังเอิญว่าเพียงแค่ตอนเช้าก่อนเที่ยงแม่ต้อยก็เสร็จ ภาระกิจ เวลาที่เหลือจึงได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ของคุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เพื่อนร่วมงานที่สนิทชิดเชื้อคนหนึ่ง  หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า สังคมปรนัย

       ที่จริงแม่ต้อยได้ยินชื่อสังคมปรนัยตั้งแต่คราวที่แม่ต้อยได้โทรศัพท์ เชื้อเชิญให้คุณหมอมาบรรยายในการประชุมวิชาการครั้งที่ผ่านมา นับว่าคุณหมอเป็น แขกพิเศษของทางสถาบันฯทุกครั้งที่เราจะมีการประชุมวิชาการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นความรู้ทางด้าน Humanized health care หรือความรู้ทางด้านการทำงานกับชุมชนอย่างเข้าใจในวิถีความคิด หรือการผสมผสานความรู้ทางวิชาการแพทย์เข้ากับภูมิปัญญาความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างแท้จริง

คุณหมอโกมาตร ปริญญาเอก ด้านมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด

      

            หากใครมีโอกาสฟังคุณหมอโกมาตรบรรยาย ก็จะได้รับทั้งความรู้ ความเข้าใจ แง่มุมต่างๆของชีวิต อย่างสนุกสนานเลยทีเดียว  แม่ต้อยเคยได้มีโอกาสคุยกับแพทย์ระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลายๆคน โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนจะใช้แนวคิดของคุณหมอเป็นแบบอย่างในการทำงานเลยทีเดียว

      

มาถึงเรื่อง สังคมปรนัยแม่ต้อยคุยกับคุณหมอทางโทรศัพท์ เมื่อได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก

 

สังคมปรนัย เป็นอย่างไรคะ หมอ เล่าให้พี่ฟังหน่อย ?

 

พี่.. เคยเห็นหรือเคยทำข้อสอบแบบปรนัยไหม ?

ตอนเด็กๆ

 

โอ้ย..เค้ย. เคย มี ๔ ข้อคือ ก.  ข. ค. ง. จ. และ ข้อ จ.ง่ายที่สุด เพราะมันบอกว่า ถูกทุกข้อไงละ  แม่ต้อย รีบแจ้งภูมิปัญญาตัวเอง..

นั่น แหละ .. พี่ ผมจะไปบรรยาย เรื่องนี้แหละนะ ผมอยากบรรยายเรื่อง คุณภาพแบบอัตนัยด้วยนะ

 

ตอนนี้แม่ต้อยนิ่งสักพักแล้ว สานต่อการสนทนาว่า อ๋อ แปลว่า สังคมปรนัย หรือ คุณภาพแบบปรนัยนี่ จะเป็นแบบที่เขากำหนดมาให้เลือก หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า เป็น Choice ให้เลือกใช่ไหม? เราไม่ค่อยได้คิดเองใช่ไหม? ( คุยกับคนฉลาดนี่ ต้องถามมากๆ ผิดไม่เป็นไรคะ?)

 

แม่นแล้วเด้อ..หมอโกมาตรตอบแม่ต้อยทางโทรศัพท์ ในช่วงที่คุยกันสั้นๆ  บางทีเราก็คุยกันด้วยภาษาท้องถิ่นเป็นที่ครื้นเครง แม้ว่าคุณหมอเป็นคนสุรินทร์ และแม่ต้อยเป็นคนเชียงใหม่ ก้ไม่เป็นอุปสรรคใดใด

       มาเจอกันอีกครั้งในห้องประชุมใหญ่ในวันบรรยาย แม่ต้อยจึงได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นกับความหมายของสังคมปรนัย ที่เน้นกรอบกฎเกณท์ หรือมาตรฐานอย่างตายตัวจนทำให้ปัจเจกของแต่ละ บุคคลถูกทำลาย หรือไม่เสริมสร้างให้เห็นศักยภาพของตัวเอง

 

ที่จริงคุณหมอยกตัวอย่างที่สนุกสนานจากชีวิตจริงหลายๆเรื่องแต่แม่ต้อยจะขอเอามาเล่าต่อ ในเรื่องที่แม่ต้อยชอบ(และทันได้ฟัง)ดังนี้คะ

       คุณหมอเป็นคนสุรินทร์ เมื่อตอนไปเรียนหลักสูตร มานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด ได้กลับไปทำวิจัยที่บ้านเกิด ได้ไปพบกับครูคนหนึ่ง ชื่อคุณครูเสงี่ยม พวงคำ ซึ่งเป็นครูที่สอนวิชาศิลปะ สมัยคุณหมอเป็นนักเรียนนั่นแหละ ครูได้เล่าให้ฟังว่า มีเด็กคนหนึ่งที่โรงเรียนนี้แหละ เรียนอ่อน สอบตกซ้ำซาก เป็นที่น่าอิดหนาระอาใจของครูผู้สอน ตอบคำถามอะไรก็ไม่ได้ ต้องถูกลงโทษทุกชั่วโมง  เด็กคนนี้ เรียนอ่อน เมื่อถูกลงโทษ จึงไม่มีแก่ใจเรียน ไม่ว่าจะเป็นวิชาเลขคณิต วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย หรือแม้แต่วิชาพละที่ใครๆก็ชอบก็ยังไม่ได้คะแนนดี  สมุดจดการบ้านมีแต่การขีดเขียนการ์ตูนเล่นซะมากกว่า

       เรียกว่าน่าจะเป็นเด็กเหลวไหลไร้อนาคตก็ว่าได้

       เมื่อออกจากโรงเรียน ก็เข้ามาที่กรุงเทพฯเพื่อหาประสบการณ์ด้านศิลปะ ด้านเดียวที่พอมีใจรัก

 

       หลังจากนั้นกลับบ้านเกิด มาเปิดร้านทำป้าย เขียนรูปพอประทังชีวิต

       จะเรียกว่าอะไรก็ตามที .. ทางจังหวัดได้เปิดการประกวดแบบของพระยาสุรินทร์ ภักดี วีรบุรุษผู้สร้างเมืองสุรินทร์.. และแบบที่เขาส่งประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ

       ฝีมือของเขาได้รับคัดเลือกให้สร้างเป็นอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดี ปัจจุบันประดิษฐานไว้ที่ปากทางเข้าเมืองสุรินทร์

       ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็ตามที่จะผ่านเข้าจังหวัดสุรินทร์จะต้องยกมือไหว้อนุสาวรีย์นี้ด้วยความเคารพ

       และครูเสงี่ยม บอกว่า ที่ทุกคนไหว้นั้นเป็นผลงานของนักเรียนคนหนึ่งที่ถูกสังคมตัดสินว่า ล้มเหลว

คุณหมอโกมาตรเล่าเรื่องนี้ อย่างเห็นภาพชัดเจน ระบบหรือสังคมที่มีมาตรฐานหรือตัวชี้วัดที่กำหนดแบบปรนัย จึงจำกัดเฉพาะคำตอบที่กำหนดไว้ หากไม่ใช่ก็ล้มเหลว

" ผมอยากจะเรียก สังคมที่ผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างไร้จินตนาการ และกับตัวเลือกที่ไม่เข้าท่านี้ว่า " สังคมปรนัย"

"สังคมปรนัยมีลักษณะสำคัญคือ นำเสนอตัวเลือกแบบสำเร็จรูปแบบง่ายๆ เราไม่ต้องใช้ความคิดหรือสติปัญญามากมายนัก ในการดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวัน."

คุณหมอ สรุปให้ฟังในช่วงสุดท้ายของการบรรยาย....

       มีเรื่องราวดีดีอีกมากในหนังสือของคุณหมอคะ ที่แม่ต้อยนำมาเล่าไม่หมด ใครอยากอ่านคงต้องไปหาเพิ่มเติมเอาเองคะ

 ( อิ อิ ไม่ได้ค่าโฆษณานะคะ )

       แล้วจะเข้าใจสังคมปรนัยได้ชัดเจนขึ้นคะ

สวัสดีคะ