สวัสดีค่ะ แม่ต้อย
แมวเองค่ะ ได้อ่าน "สังคมปรนัย" แล้วหนูมีกำลังใจขึ้นมาทันที
คำว่าสังคมปรนัย เมื่ออ่านแล้ว แมวมองว่า มีทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนค่ะ
จุดแข็งสำหรับการนำไปพัฒนา(ในช่วงเวลาที่จำกัด)คือ เป็นกรอบให้คนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการพัฒนาเลือกใช้ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดมากมาย เพราะมันเป็นกฏที่สำเร็จรูปแล้ว และที่สำคัญไม่มีทางผิดด้วย เพราะกำหนดคำตอบไว้แล้ว
จุดอ่อน มันเป็นผลกระทบระยะยาวของการเสริมแรง ที่จะสร้างศักยภาพของบุคคลค่ะ คือ ทำให้เขา ขาดความคิดที่เป็นปัจเจกของบุคคล ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นออกมา เพราะถ้าคิดผิดแปลกไปจากกรอบสังคมปรนัยเขาถือว่า "ผิด"
แต่ จุดอ่อน.นี้..เมื่อแมวมองอย่างลึกซึ้งแล้วรู้สึกว่า น่ากลัวจังเลยค่ะ
ถ้าไม่รีบแก้ไข "สังคมอัตนัย"คงหายไปแน่ค่ะ
ดีใจค่ะ ที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งดังที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจับประเด็นนี้มาบอกเล่าให้ฟัง ไม่มองข้ามว่าคนที่ไม่ทำตามสังคมปรนัย เป็นคนล้มเหลว "กราบขอบคุณค่ะ" อ.โกมาตร และแม่ต้อยค่ะ ที่ทำให้ ข้าเจ้า มีแฮง มีกำลังใจขึ้นมาเจ้า...
นึกถึงโจทย์บางโจทย์ที่สมัยนึง จะต้องตอบ "ผิดหมดทุกข้อ!!" (อุตส่าห์แต่งโจทย์มาซะยาวนะเนี่ย)
ข้อสอบปรนัยมีนัยว่า คำตอบนอกเหนือจากนี้นั้นไม่มี หรือใช้ไม่ได้ ฉะนั้นก็จะเป็น anti-thesis กับ การฝึกฝนประเภทจินตนาการ หรือการคิดนอกกรอบ และแน่นอน ไม่ได้หวังอะไรมากนักกับนวตกรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ (ในเมื่อกรอบมันชัดเจนไว้ขนาดนี้แล้ว)
ข้อดีก็คงจะมี ในการออกข้อสอบประเภทความจำต่างๆ หรือพวกคำตอบที่ "ไม่ดิ้น" เช่นโจทย์คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ (กระนั้นก็ตาม ก็ยังมี defect ที่โจทย์พวกนี้ยังเดาถูกได้ประมาณ 20% หรือมากกว่านั้น หากมี "วิชาเดา" ในการทำข้อสอบ)
และใช้ไม่ได้เลยในการวัดคุณงาม ความดี จิตใจ เจตนคติ (ถ้ามีคนอยากจะวัด...)
มันก็ต้องย้อนกลับไปถามตัวเองอีกทีว่า "จะวัดไปเพื่ออะไร"