ขุดใต้ดินลึก 18 เมตร

 

 

 

ไปดูงานบริษัทไทยสร้างอุโมงค์รถไฟใต้ดินที่เดลี

ผมเคยได้ยินชื่อของบริษัทอิตัลไทยมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยรับราชการใหม่ๆ และก็เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไปที่จะนึกว่าบริษัทนี้ต้องไม่ใช่บริษัทคนไทยแน่เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าชื่อผสมและไม่ใช่ชื่อไทยและหากมีคนบอกว่าก็มาจากคำเต็มว่าอิตาเลียนบวกกับคำว่าไทย ก็จะเข้าใจเพราะเป็นบริษัทที่มีการร่วมทุนระหว่างคนอิตาเลียนกับคนไทยซึ่งเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วถือว่าไม่ธรรมดา

วันที่ 6 มีนาคม 2552 ผมและคณะเดินทางไปยังโรงงานสร้างชิ้นส่วนอุปกรณ์อุโมงค์รถไฟใต้ดินซึ่งตั้งอยู่ที่   Mundka ห่างจากเดลีประมาณ 40 กม        เมื่อไปถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคุณกมล  มหาพล ผู้จัดการส่วนโครงการพร้อมคณะเจ้าหน้าที่คนไทยที่ทำงานที่นั่น สภาพโรงงานที่เห็นมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตมาก คุณกมลได้บรรยายสรุปการดำเนินงานโดยละเอียดพร้อมกับนำไปชมโรงงาน จากนั้นยังได้กรุณาเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันแก่ผมและคณะอีกด้วย

โรงงานแห่งนี้มีคนงาน 350 คน เป็นคนงานไทย 120 คน ที่เหลือ  230 คนเป็นคนงานอินเดีย ทำงานกันสองกะ กะแรกตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น กะที่สอง ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า  ไม่มีวันหยุด สำหรับคนงานไทยมีที่พักและอาหารให้พร้อมเสร็จ คนงานอินเดียไม่มี ในส่วนของคนงานอินเดีย ทราบว่าในช่วงแรกก็มีปัญหาที่ต้องฝึกงานและระบบงานให้ เมื่อเข้าที่เข้าทางแล้วก็ทำได้ดีพอสมควร คุณกมลบอกว่าการไปมำงานที่อินดียทำให้ได้เรียนรู้เรื่องคนอินเดียมากมายหลายรูปแบบเนื่องจากความคิดการมองที่ไม่เหมือนกันแต่ก็จำเป้นต้องปรับ เพื่อให้งานเดินหน้าไปด้วยความเรียบร้อยและบอกว่าบริษัทอิตัลไทยมีแนวทางของบริษัทที่ยึดถือมาตลอดเวลา 40 ปี ว่า เป็นบริษัทที่ไม่เคยทิ้งงาน เน้นคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะได้งานอื่นๆ ต่อไปอีกในอินเดีย

 

 

 

หน้าที่ของโรงงานก็คือผลิตวงคอนกรีตสำหรับอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน  ผลิตได้วันละ 30 วง ซึ่งแต่ละวงมี 6 ชิ้นส่วน  ขั้นตอนการผลิตนั้นน่าสนใจมาก เริ่มจากงานเหล็กคือสร้างโครงเหล็ก ก่อนที่จะนำไปใส่ในแบบ เทปูนในแบบและบ่มประมาณ 10 ชม. จนใช้การได้ ก็จะนำออกมาเก็บและเตรียมนำไปใช้งานต่อไป

วงของคอนกรีตที่เป็นชิ้นส่วนสำหรับเป็นผนังอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินนั้นวงหนึ่งมีความยาว 1.5 เมตร สำหรับอุโมงค์ทางตรง ถ้าเป็นอุโมงค์โค้งก็ วงก็จะยาวเพียง 1.2 เมตร แต่ละชิ้นมีความหนา 30 ซม. โรงงานต้องผลิตทั้งหมด 5840 วง สำหรับความยาว 5 กม. ที่ได้รับสัมปทาน มูลค่า 8 พันล้านรูปี

อุโมงค์รถไฟใต้ดินของเดลีนี้อยู่ใต้ดินลึกลงไป 18 เมตร เป็นอุโมงค์คู่ แยกราง ที่น่าสนใจยิ่งคือวิธีการขุดอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ที่ทำให้ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เคยต่อจิ๊กซอร์หรือต่อเลโก้ของเล่น ต้องเอาชิ้นส่วนต่างๆ มาต่อกันให้ตรงตามที่กำหนด ก็จะได้ของเล่นที่สมบูรณ์ การสร้างวงคอนกรีตสำหรับอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินก็เช่นกัน มีชิ้นส่วน 6 ชิ้นต่อ 1 วง ต้องมาเอาต่อให้ถูกต้อง เชื่อมกันยึดกันและเอาไปวางใต้ดินที่ลึก 18 เมตรที่ละวง ซึ่ง ณ จุดเริ่มต้นก็ต้องขุดดินออกเป็นจุดเริ่มต้นของการเจาะ  นำหัวเจาะที่มีลักษณะเหมือนมอเตอร์มีใบพัดยักษ์อยู่ข้างหน้าหย่อยลงไปโดยทำฐานและรางสำหรับการเคลื่อนตัวไปข้างหน้า หมุนใบพัด หัวเจาะก็จะเจาะดินไปข้างหน้าซึ่งก็ต้องเอาวงคอนกรีตที่เตรียมไว้นี้วางต่อกันไปทีละวงตามไป ว่ากันว่า กำลังของหัวเจาะนี้สามารถเจาะไปข้างหน้าได้ 8 มิลมิเมตรต่อ 1 นาที ก็เบ็ดเสร็จเจาะได้วันละประมาณ 15 เมตร ต่อวัน  หัวเจาะที่ว่านี้ดูไปแล้วก็เหมือนของเล่นสมัยเด็กๆ แต่ของจริงตัวใหญ่ราวกับจรวด ราคาหลายร้อยล้านบาท

หัวเจาะที่ว่าเป็นเทคโนโลยีของเยอรมันซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถเจาะใต้ดินทั้งทางตรง ทางโค้งซ้ายขวา ทางบนและทางล่าง โดยมีการควบคุมทิศทางแบบไม่มีการผิดพลาดเลย การได้มาเยี่ยมและรับฟังเทคนิคการก่อสร้างของอิตัลไทยครั้งนี้น่าทึ่งมาก ได้ความรู้มากมาย ทำให้เห็นว่ามนุษย์นั้นถ้าต้องการจะทำอะไรจริงๆ แล้ว ก้ทำได้หมด แม้แต่การขุดเจาะโลก อีกหน่อยถ้ามีหัวเจาะใหญ่ๆ อาจจะเจาะข้ามทะลุโลกเลยก็ได้ ทำให้ผมเห็นภาพว่าโลกเราคงพรุนเป็นแน่ ขุดเจาะกันเก่งแบบนี้

เมโทรเดลีที่จะสร้างเพิ่มเติมนี้เป็นโครงการช่วงที่สองนี้ มีกำหนดเสร็จในปี ค.ศ. 2010 เพื่อให้ทันมหกรรมกีฬาเครือจักรภพในปลายปีนั้น โครงการช่วงที่สามจะเสร็จในปี 2015 และ 2020 ซึ่งเมื่อเสร็จทั้ง 3 โครงการ จะมีความยาวมากกว่าเมโทรใต้ดินของกรุงลอนดอนเสียอีก และเมื่อนั้นนครเดลีก็จะเป็นเมกกะซิตี้อีกแห่งหนึ่งของโลก

 

 

ข้อคิดที่ได้จากการไปเยือนโรงงานก็คือ

ต้องยอมรับว่าบริษัทที่ดำเนินการโดยคนไทยก็สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ดีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะคนไทยมีคุณภาพทั้งในเรื่องความรู้ความสามารถทั้งวิชาการและการบริหารจัดการ ที่จะสู้เขาไม่ได้อย่างเดียวคือความคิดและภาษา ความคิดที่เป็นสากล ที่จะมองตลาดทั้งโลกเป็นตลาดของตัวเองด้วย ไม่ใช่มองเฉพาะในประเทศไทย ก็หมายความว่านักธุรกิจไทยต้องรู้จักมองอะไรข้างประเทศ รู้จักคนหลายๆ ชาติ รู้นิสัยรู้รสนิยมนานาชาติให้มากขึ้น เพราะสิ่งที่รู้นั้นจะเป้นประโยชน์สำหรับการบุกตลาดสินค้าไทยไปต่างแดน

จากความคิด ก็มาถึงเรื่องภาษาที่คนไทยและนักธุรกิจไทยมีความชำนาญด้อยกว่าคนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาธุรกิจ ดังนั้นพอสินค้าเป็นที่สนใจจากต่างประเทศ นักธุรกิจไทยโดนเฉพาะรายย่อยหรือรายเล็กก็จะไม่มีโอกาสติดติ่หรือเริ่มต้นได้เลยเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง สื่อสารกันในรายละเอียดไม่ได้ ปัญหาต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นและเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถจะดำเนินธุรกิจได้ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมามีบริษัทคนไทยไปผงาดในตลาดโลกไม่มาก ทั้งที่คนไทยเก่งไม่แพ้คนชาติอื่น

สำหรับบริษัทอิตัลไทยในอินเดียนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องภาษาเพราะแต่ละคนมีการศึกษาและชำนาญในวิชาชีพของตน แม้กระทั่งคนงานไทยก็เป็นคนงานที่มีฝีมือ ที่น่าแปลกใจ กลับพบว่าคนงานอินเดียระดับล่างกลับมีปัญหาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง คือดูเหมือนจะรู้เรื่องแต่ไม่รู้เรื่อง เปรียบเทียบกับคนไทยทั่วไปรู้ภาษาอังกฤษพอสมควรแต่ไม่กล้าพูด

ภูมิใจแทนบริษัทนี้

ผมและคณะไปเยี่ยมดูงานของบริษัทอิตัลไทยก็รู้สึกประทับใจในคนของบริษัทที่มีคุณภาพไม่อายใคร เห็นธงของอิตัลไทยชักคู่กับธงชาติอินเดียแล้วก็ดีใจ ธงชาติไทยนั้นก็มี ไม่ใช่ว่าไม่มีแต่อยู่ในที่ที่เหมาะสมคือในที่ทำงานของผู้บริหารโรงงาน คุณกมลบอกว่าที่โรงงานแห่งนี้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยเพราะบริหารจัดการโดยคนไทยทั้งหมด จึงเป็นระบบ สะอาดเรียบร้อยและคนงานทุกคนพอใจกับชีวิตการทำงาน คนงานไทยที่นี่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านที่เมืองไทยได้ทุก  6 เดือน(สำหรับคนงาน) โดยบริษัทออกค่าเดินทางให้ด้วย สิ่งเดียวที่อาจจะต้องควบคุมคือไม่ให้มีคนงานหญิงซึ่งก็สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่อินเดียซึ่งไม่ค่อยจะนิยมให้ผู้หญิงมาทำงานโรงงานเหมือนบ้านเรา ไม่มีสาวโรงงาน มีแต่หนุ่มโรงงาน แต่เท่าที่เห็นบรรดาคนงานไทยทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มก็มีความสุขสบายกับการทำงานในอินเดียดี

ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงอาหารคนงานไทยด้วยซึ่งด้วยความกรุณาของคุณกมลได้จัดเลี้ยงอาหารไทยมื้อใหญ่ ก็ต้องบอกว่าอาหารอร่อยมาก เหมือนทานที่เมืองไทยเลย แซบอีหลี นอกจากนั้นยังมีโทรทัศน์ TGN จากเมืองไทยให้ดูให้หายคิดถึงบ้านด้วย

สรุปก็คือ น่าภูมิใจแทนประเทศและคนไทยที่มีบริษัทอิตัลไปอวดสายชาวโลก โดยเฉพาะในอินเดียซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่สนใจ นับเป็นการมองการณ์ไกลของผู้บริหารระดับสูงของอิตัลไทย ต่อสู่แข่งขันจนได้งานใหญ่ๆ หลายงานและน่าจะได้อีกเรื่อยๆ ขอเอาใจช่วย

อีกข้อหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เห็นโอกาสทางธุรกิจที่มีมากเหลือเกินในอินเดียโดยเฉพาะการก่อสร้าง ซึ่งจะมีธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆ ตามมาอีกมาก เช่นเมื่อมีการก่อสร้างก็จะมีธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจเครื่องแต่งบ้าน ธุรกิจสุขภัณฑ์ เครื่องประดับ และอีกมากมาย

การไปทำธุรกิจที่อินเดีย ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากจนถึงกับต้องปิดช่องตาย เมื่อเห็นและรู้ช่องทาง ก็จะเป็นโอกาสที่ใช้ได้อีกยาวนาน

 

.............................................................