ขอบคุณ สถาบันไพดี้ที่จัดกิจกรรม KM สำหรับผู้ปกครองที่สนใจ "สอนลูกให้คิดเป็นเพื่อพัฒนาทักษะชีวิต" และจัดคอร์สพิเศษ Life Style to Life Skills 27 เม.ย. - 1 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดที่ http://www.paidi-th.com/news/show_news.php?id=11

คุณแม่ทั้งสี่ท่านสนใจเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสอนลูกให้คิดเป็นและมีทักษะชีวิตด้านการเรียนและการสร้างพฤติกรรมที่ดี เช่น มีความรับผิดชอบ  มีสัมพันธภาพทางสังคม เป็นต้น

ผมสังเกตว่าคุณแม่ทั้งสี่มีความกังวลและความกระตื้อรือล้นที่จะหา "เทคนิคพิเศษ" เพื่อแก้ไขปัญหาของลูกที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนระดับประถมต้น เช่น ไม่ชอบนั่งหนังสือในห้องเรียน ไม่เข้าใจอารมณ์หงุดหงิดของแม่ ชอบรังแกเพื่อน โกรธก้าวร้าวเมื่อขัดใจ ติดเกมส์ มีความสนใจทำกิจกรรมแต่ต้องใช้เวลานาน เป็นต้น

ผมเรียนว่าการใช้ Knowledge Management ให้คุณแม่แต่ละท่านฟังอย่างลึกซึ้ง คิดทางบวก และสนทนาแบบต่อยอดความคิดนั้น ต้องมีการนำหลักการของ Psychoeducational Approach และ Self-Management Model มาเพิ่มเติ่มด้วย ได้แก่ การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้พฤติกรรมของตนเองที่สามารถเชื่อมโยงกับการสร้างพฤติกรรมของลูก และการวิเคราะห์สาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูกและวางแผนอย่างมีเหตุและผลพร้อมลงมือปฏิบัติจากประสบการณ์ที่เคยทำได้หรือน่าจะทำได้

บทสนทนา 2 ตอน ที่ผมคัดลอกมานำเสนอในบันทึก เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นาน 2 ชั่วโมง โดยมีจุดมุ่งหมายให้คุณแม่เข้าใจหลักการและเรียนรู้ประสบการณ์ที่ผ่านมาของการพัฒนาทักษะชีวิตด้านการเรียนในลูกที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว ซน และไม่สนใจเรียน

บทสนทนาที่หนึ่ง

ดร.ป๊อป: ลองนั่งเหยียดขาทั้งสองข้างแล้วหลับตา ค่อยๆ คิดทบทวนจิตใจของตนเองอย่างผ่อนคลายในเวลา 2 นาที........

เมื่อผ่านไป 2 นาที......ทุกท่านลืมตาแล้วลองบอกว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป 2 นาที แล้วเคยมีเวลานั่งทบทวนตนเองอย่างนี้ไหม

คุณแม่ A: เวลาผ่านไปช้ามากๆ แต่รู้สึกดี ไม่เคยนั่งคิดอยู่กับตัวเองแบบนี้

คุณแม่ B: เวลาผ่านไปเร็วมาก อยากนั่งพักอีกนานๆ

คุณแม่ C: เวลาผ่านไปช้าและให้โอกาสคิดหลายๆเรื่องเกี่ยวกับลูก

คุณแม่ D: รู้สึกสบายแบบเวลาพอดี มีเวลาคิดและพักพร้อมกัน

ดร.ป๊อป: ลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ในเวลาที่คุณแม่กำลังคิดทบทวนและวางแผนการสร้างพฤติกรรมที่ดีให้กับลูก

บทสนทนาที่สอง

ดร.ป๊อป: ลองไม่คิดถึงลูกของคุณแม่ แต่ให้ช่วยกันคิดวางแผนปรับพฤติกรรมของเด็กชายคนหนึ่งที่รังแกสัตว์เลี้ยง กัดมือคุณแม่ ทุบศรีษะเพื่อน ร้องซื้อเกมส์จนไม่สนใจเรียนหนังสือ และอิจฉาน้องที่แย่งความรักไปจากคุณแม่ ค่อยๆ ปรึกษากันระหว่างคู่คุณแม่แล้วเขียนข้อความคร่าวๆ ในเวลา 10 นาที........

เมื่อผ่านไป 10 นาที......ลองใช้ความคิดที่ได้จากการวางแผนและเขียนบนกระดาษว่าจะช่วยเด็กชายคนนี้อย่างไร

คุณแม่ A: เราควรสื่อสารกับเด็กด้วยภาษาท่าทางมากกว่าการใช้คำพูดตำหนิหรือบังคับการกระทำ เช่น "ต้องทำ..."

คุณแม่ B: เราควรทำให้เด็กจดจำจากการมองเห็นและเลียนแบบท่าทาง/วาจาของคุณแม่ที่ปฏิบัติต่อลูกเท่าเทียมกันทั้งพี่และน้อง

คุณแม่ C: เราควรกอดลูกหากมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมแล้วเบี่ยงเบนความรู้สึกของเด็กให้ทำกิจกรรมอื่นๆ โดยไม่พูดถึงพฤติกรรมและอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมนั้น หรืออาจจะวางแผนให้ลูกเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตัวเองแต่ต้องระวังความปลอดภัยและจัดสิ่งแวดล้อมให้อบอุ่น

คุณแม่ D: เราควรปรับอารมณ์ของคุณแม่ให้ใจเย็น มีการสื่อสารอย่างจริงใจไม่ปิดบังลูก พูดคุยอย่างมีเหตุมีผลโดยไม่ใช้อารมณ์ มองและคิดเชิงบวกถึงกิจกรรมใดๆที่น่าจะพัฒนาความสามารถของลูก

ดร.ป๊อป: ประสบการณ์ของคุณแม่ทุกท่านน่าชื่นชมมากครับ ที่สำคัญเราได้เรียนรู้การใช้สัมผัส-กอด การทำเป็นตัวอย่าง การให้โอกาสลูกกระทำกิจกรรมที่เหมาะสม ผมอยากจะเพิ่มเติมถึงการให้ทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนๆของลูก พี่ช่วยน้อง ผู้ปกครองเล่นไปกับลูกในฐานะผู้ตาม และการระบายแรงขับเพื่อให้อารมณ์รุนแรงของลูกลดลงพร้อมการพูดคุยด้วยความรักขณะทำการผ่อนคลายหรือเคลิ้มหลับในช่วง 10 นาที เป็นต้น ที่สำคัญต้องปรับใจของคุณแม่และสื่อสารให้คุณพ่อหรือคนรอบข้างของลูกเข้าใจและปฏิบัติให้ตรงกัน เทคนิคค่างๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว มีการพัฒนาเทคนิคสู่การปฏิบัติในรูปของการฝึกอบรม การเปิดคอร์สฝึกลูกของคุณแม่โดยตรง การเขียนหนังสือและคู่มือต่างๆ สุดท้ายผมอยากจะให้คุณแม่มีความเชื่อมั่นและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงๆ ของคุณแม่ครับ

เห็นไม่ครับว่า นักกิจกรรมบำบัดที่ต้องฝึกฝนการจัดกลุ่มแบบข้างต้น ควรมีความถนัด บุคลิกภาพ และแรงจูงใจ ดังนี้ (อ้างอิงจาก Aptitude, personality & Motivation Tests ของ Jim Barrett)

  • ความถนัดทางด้านมิติสัมพันธ์และการวิเคราะห์เชิงสามมิติ
  • บุคลิกภาพช่างฝัน สุขุมรอบคอบ นิ่งสงบ และสันโดษ
  • แรงจูงใจงานศิลปะ งานกายภาพ และงานสังคม