คุณแม่ทั้งสี่ท่านสนใจเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสอนลูกให้คิดเป็นและมีทักษะชีวิตด้านการเรียนและการสร้างพฤติกรรมที่ดี เช่น มีความรับผิดชอบ มีสัมพันธภาพทางสังคม เป็นต้น
ผมสังเกตว่าคุณแม่ทั้งสี่มีความกังวลและความกระตื้อรือล้นที่จะหา "เทคนิคพิเศษ" เพื่อแก้ไขปัญหาของลูกที่กำลังอยู่ในช่วงวัยเรียนระดับประถมต้น เช่น ไม่ชอบนั่งหนังสือในห้องเรียน ไม่เข้าใจอารมณ์หงุดหงิดของแม่ ชอบรังแกเพื่อน โกรธก้าวร้าวเมื่อขัดใจ ติดเกมส์ มีความสนใจทำกิจกรรมแต่ต้องใช้เวลานาน เป็นต้น
ผมเรียนว่าการใช้ Knowledge Management ให้คุณแม่แต่ละท่านฟังอย่างลึกซึ้ง คิดทางบวก และสนทนาแบบต่อยอดความคิดนั้น ต้องมีการนำหลักการของ Psychoeducational Approach และ Self-Management Model มาเพิ่มเติ่มด้วย ได้แก่ การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้พฤติกรรมของตนเองที่สามารถเชื่อมโยงกับการสร้างพฤติกรรมของลูก และการวิเคราะห์สาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของลูกและวางแผนอย่างมีเหตุและผลพร้อมลงมือปฏิบัติจากประสบการณ์ที่เคยทำได้หรือน่าจะทำได้
บทสนทนา 2 ตอน ที่ผมคัดลอกมานำเสนอในบันทึก เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นาน 2 ชั่วโมง โดยมีจุดมุ่งหมายให้คุณแม่เข้าใจหลักการและเรียนรู้ประสบการณ์ที่ผ่านมาของการพัฒนาทักษะชีวิตด้านการเรียนในลูกที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว ซน และไม่สนใจเรียน
บทสนทนาที่หนึ่ง
ดร.ป๊อป: ลองนั่งเหยียดขาทั้งสองข้างแล้วหลับตา ค่อยๆ คิดทบทวนจิตใจของตนเองอย่างผ่อนคลายในเวลา 2 นาที........
เมื่อผ่านไป 2 นาที......ทุกท่านลืมตาแล้วลองบอกว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป 2 นาที แล้วเคยมีเวลานั่งทบทวนตนเองอย่างนี้ไหม
คุณแม่ A: เวลาผ่านไปช้ามากๆ แต่รู้สึกดี ไม่เคยนั่งคิดอยู่กับตัวเองแบบนี้
คุณแม่ B: เวลาผ่านไปเร็วมาก อยากนั่งพักอีกนานๆ
คุณแม่ C: เวลาผ่านไปช้าและให้โอกาสคิดหลายๆเรื่องเกี่ยวกับลูก
คุณแม่ D: รู้สึกสบายแบบเวลาพอดี มีเวลาคิดและพักพร้อมกัน
ดร.ป๊อป: ลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ในเวลาที่คุณแม่กำลังคิดทบทวนและวางแผนการสร้างพฤติกรรมที่ดีให้กับลูก
บทสนทนาที่สอง
ดร.ป๊อป: ลองไม่คิดถึงลูกของคุณแม่ แต่ให้ช่วยกันคิดวางแผนปรับพฤติกรรมของเด็กชายคนหนึ่งที่รังแกสัตว์เลี้ยง กัดมือคุณแม่ ทุบศรีษะเพื่อน ร้องซื้อเกมส์จนไม่สนใจเรียนหนังสือ และอิจฉาน้องที่แย่งความรักไปจากคุณแม่ ค่อยๆ ปรึกษากันระหว่างคู่คุณแม่แล้วเขียนข้อความคร่าวๆ ในเวลา 10 นาที........ เมื่อผ่านไป 10 นาที......ลองใช้ความคิดที่ได้จากการวางแผนและเขียนบนกระดาษว่าจะช่วยเด็กชายคนนี้อย่างไร คุณแม่ A: เราควรสื่อสารกับเด็กด้วยภาษาท่าทางมากกว่าการใช้คำพูดตำหนิหรือบังคับการกระทำ เช่น "ต้องทำ..." คุณแม่ B: เราควรทำให้เด็กจดจำจากการมองเห็นและเลียนแบบท่าทาง/วาจาของคุณแม่ที่ปฏิบัติต่อลูกเท่าเทียมกันทั้งพี่และน้อง
คุณแม่ C: เราควรกอดลูกหากมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมแล้วเบี่ยงเบนความรู้สึกของเด็กให้ทำกิจกรรมอื่นๆ โดยไม่พูดถึงพฤติกรรมและอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมนั้น หรืออาจจะวางแผนให้ลูกเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตัวเองแต่ต้องระวังความปลอดภัยและจัดสิ่งแวดล้อมให้อบอุ่น
คุณแม่ D: เราควรปรับอารมณ์ของคุณแม่ให้ใจเย็น มีการสื่อสารอย่างจริงใจไม่ปิดบังลูก พูดคุยอย่างมีเหตุมีผลโดยไม่ใช้อารมณ์ มองและคิดเชิงบวกถึงกิจกรรมใดๆที่น่าจะพัฒนาความสามารถของลูก
ดร.ป๊อป: ประสบการณ์ของคุณแม่ทุกท่านน่าชื่นชมมากครับ ที่สำคัญเราได้เรียนรู้การใช้สัมผัส-กอด การทำเป็นตัวอย่าง การให้โอกาสลูกกระทำกิจกรรมที่เหมาะสม ผมอยากจะเพิ่มเติมถึงการให้ทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนๆของลูก พี่ช่วยน้อง ผู้ปกครองเล่นไปกับลูกในฐานะผู้ตาม และการระบายแรงขับเพื่อให้อารมณ์รุนแรงของลูกลดลงพร้อมการพูดคุยด้วยความรักขณะทำการผ่อนคลายหรือเคลิ้มหลับในช่วง 10 นาที เป็นต้น ที่สำคัญต้องปรับใจของคุณแม่และสื่อสารให้คุณพ่อหรือคนรอบข้างของลูกเข้าใจและปฏิบัติให้ตรงกัน เทคนิคค่างๆ ไม่มีรูปแบบตายตัว มีการพัฒนาเทคนิคสู่การปฏิบัติในรูปของการฝึกอบรม การเปิดคอร์สฝึกลูกของคุณแม่โดยตรง การเขียนหนังสือและคู่มือต่างๆ สุดท้ายผมอยากจะให้คุณแม่มีความเชื่อมั่นและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงๆ ของคุณแม่ครับ
เห็นไม่ครับว่า นักกิจกรรมบำบัดที่ต้องฝึกฝนการจัดกลุ่มแบบข้างต้น ควรมีความถนัด บุคลิกภาพ และแรงจูงใจ ดังนี้ (อ้างอิงจาก Aptitude, personality & Motivation Tests ของ Jim Barrett)
- ความถนัดทางด้านมิติสัมพันธ์และการวิเคราะห์เชิงสามมิติ
- บุคลิกภาพช่างฝัน สุขุมรอบคอบ นิ่งสงบ และสันโดษ
- แรงจูงใจงานศิลปะ งานกายภาพ และงานสังคม
การสัมผัส การกอด เป็นสื่อแสดงถึงความรัก ความอบอุ่น ทีมอบให้กันและกัน เป็นสิ่งที่ดี น่ากระทำ โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว ที่เป็นรากฐานของสังคมค่ะ
ขอบคุณคุณยงยศ สถาบันไพดี้ ที่แนะนำบทความที่ให้กำลังใจครับ
โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก
อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง
คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย
ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ
ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า }แน่นอน~
คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา พักได้ แต่อย่าหยุด
เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร
หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว
อันตรายที่สุดคือ การคาดหวัง
เริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน
ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง
เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป
อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก
เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน
เพื่อนทั่วไป ไม่เห็นคุณร้องไห้
เพื่อนแท้ มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
เพื่อนทั่วไป ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้ จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนทั่วไป คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อนแท้ คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป
เพื่อนทั่วไป เข้าหาผลประโยชน์ ที่ได้รับจากเรา
ขอบคุณและเห็นด้วยอย่างยิ่งครับคุณน้อยหน่า
ชอบcomment ที่สองมากๆ
ขออนุญาต หยิบยืมไปใช้นะคะ
ยินดีครับคุณ Blue Sky