ขาดทุน

                         

 

             เลขาฯ ป.ป.ท.เผย ขรก.ร้องให้ตรวจการบริหาร"กบข." พบไตรมาสสุดท้ายปี"51 ขาดทุน 7.4 หมื่นล้าน ทำให้เงินสมาชิกกว่า 1 ล้านคนติดลบ แต่ยังแจกโบนัสผู้บริหาร ขณะที่เลขาฯกองทุนบำเหน็จฯบอกแค่ขาดทุนกำไร เงินต้นยังอยู่ครบ ที่หายไปเป็นส่วนผลประโยชน์ที่จะได้รับ พร้อมให้ตรวจสอบ เตรียมชี้แจงสมาชิกให้เข้าใจ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่กระทรวงยุติธรรม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงการตรวจสอบการบริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งผลประกอบการขาดทุน ทำให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.กว่า 1,100,000 คน ได้รับความเสียหาย โดยมียอดเงินสมทบติดลบ ว่า ได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการในสำนักงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ตรวจสอบ กบข. จากนั้น ยังมีข้าราชการอีกหลายหน่วยงานได้ร้องเรียนมายัง ป.ป.ท.เป็นลายลักษณ์อักษร โดยกังวลและคลางแคลงใจในการบริหารของ กบข.ที่ผลประกอบการขาดทุน ตนจึงมอบหมายให้ชุดสืบสวนจากหน่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2 หน่วยงานการข่าว และหน่วยกฎหมายของ ป.ป.ท.เข้าไปตรวจสอบการตัดสินใจและบริหารสินทรัพย์และการลงทุนของ กบข.

" ได้รับข้อมูลการร้องเรียนว่า สินทรัพย์ของ กบข.ที่มีอยู่จนถึงกลางปี พ.ศ.2551 มีทั้งสิ้น 376,000 ล้านบาท แต่ผลจากการลงทุนเพียง 4 เดือนช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 กบข.ขาดทุนไปถึง 74,000 ล้านบาท ส่งผลให้ข้าราชการแต่ละคนมียอดเงินติดลบเฉลี่ยอย่างน้อย 10,000 บาท กบข.จึงควรออกมาให้ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และให้ข้าราชการหายคลางแคลงใจ เพราะกฎหมายกำหนดให้ กบข.ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มั่นคง มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แต่เหตุใดปีที่ผ่านมา การลงทุนของ กบข.จึงขาดทุนส่งผลให้ยอดเงินสะสมของข้าราชการติดลบเป็นจำนวนมาก" นายธาริต กล่าว และว่า กบข.เป็นหน่วยงานของรัฐจะต้องมีความรับผิดชอบ ที่ผ่านมากรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ มีผู้บริหารปล่อยสินเชื่อผิดพลาดทำให้เกิดความเสียหาย ก็ยังต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา

นายธาริตกล่าวว่า ป.ป.ท.จะประสานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และวิทยาลัยตลาดทุน ให้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมวิเคราะห์การลงทุนของ กบข.ที่ขาดทุน เพื่อให้รู้ว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร หากข้าราชการรายใดต้องการร้องเรียนหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีเงิน กบข.สามารถติดต่อได้ที่สำนักงาน ป.ป.ท.

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ กบข.ออกมาชี้แจงการบริหารเงินสะสมขาดทุนว่า เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดย กบข.ขาดทุนเพียงร้อยละ 5.31 ถือว่าเป็นน้อยเมื่อเทียบกับผลประกอบการกองทุนในลักษณะเดียวกันที่ประเทศ สหรัฐที่ขาดทุนสูงถึง ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ กบข.จะขาดทุน แต่ผู้บริหารของ กบข.ได้รับเงินโบนัสในปี 2551 เฉลี่ยคนละ 3 เดือน สร้างความไม่พอใจให้กับข้าราชการจำนวนมากที่เป็นสมาชิก กบข.

นาย วิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข.กล่าวว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนของ กบข.ในปี 2551 ที่ติดลบประมาณ 5% เป็นไปตามภาพรวมของการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับลดลง ยืนยันว่าผลตอบแทนที่ติดลบดังกล่าวเป็นเพียงการขาดทุนทางบัญชี และเป็นการขาดทุนกำไรเท่านั้น ส่วนเงินต้นของสมาชิกยังอยู่ครบ นอกจากนี้ เมื่อหักลบกับผลประโยชน์ตลอด 11 ปี ของการก่อตั้ง กบข. มา ถือว่ายังมีผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 7% หรือหากคิดผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 2 ปี คือ ระหว่างปี 2550-2551 ผลตอบแทนก็ยังเป็นบวกอยู่ 2% และเชื่อว่าการลงทุนในปีนี้น่าจะได้รับผลแทนเป็นบวก

"แม้ผลตอบแทน การลงทุนในปีที่แล้วจะติดลบประมาณ 5% แต่เงินของสมาชิกไม่ได้หายไปไหน เมื่อครบกำหนดจะได้รับคืนทั้งหมด ส่วนที่หายไปเป็นเพียงในส่วนของผลประโยชน์ที่จะได้รับเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น ไม่ใช่นโยบายการลงทุนที่ผิดพลาด" นายวิสิฐกล่าว และว่า หาก ป.ป.ท.จะเข้าตรวจสอบการดำเนินงานและนโยบายการลงทุนของ กบข. ก็พร้อมจะให้ข้อมูลและชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้ชี้แจงแก่สมาชิกมาตลอด เพราะยอมรับว่ายังมีบางคนที่ยังไม่เข้าใจ หลังจากนี้ จะพยายามชี้แจงสมาชิกให้มากขึ้น

กรณีผลการลงทุนติดลบ แต่ กบข.ยังจ่ายโบนัสให้ผู้บริหารถึง 3 เดือนนั้น นายวิสิฐกล่าวว่า มีการจ่ายโบนัสเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น เป็นการจ่ายปกติเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่พนักงาน เรื่องโบนัสจะมี 2 ส่วน คือ 1.โบนัสที่จ่ายเป็นปกติทุกปี และ 2.โบนัสที่อิงกับผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งในส่วนนี้มีอัตราการจ่ายที่ต่ำมาก และในปีที่แล้วเมื่อผลตอบแทนติดลบก็ไม่มีการจ่ายในส่วนนี้

ผู้สื่อ ข่าวรายงาน จากตรวจสอบงบดุลของ กบข. พบว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 กบข.มีสินทรัพย์สุทธิ 391,066 ล้านบาท ขณะที่สิ้นเดือนธันวาคม 2551 มีสินทรัพย์สุทธิ 391,882 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 716 ล้านบาท

ส่วน ด้านเงินทุนรายบุคคลและผลประโยชน์ของสมาชิก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 มีจำนวน 311,789 ล้านบาท แต่สิ้นเดือนธันวาคม 2551 ลดลงเหลือ 299,353 ล้านบาท หรือลดลง 12,436 ล้านบาท




ที่มา - มติชนรายวัน หน้า 1 - วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11324



 
 
  IP : (203.146.229.28)
 
แสดงความคิดเห็น

 

 ครูนราธิวาส
 Posted : 2009-03-14 09:47:04   IP : (118.173.204.199)
 
ผมว่าทีมผู้บริหารทุกฝ่ายควรมีจิตสำนึกบ้างน่ะ ยามที่กองทุนประสบภาวะขาดทุนอย่างนี้พวกท่านควรเสียสละบ้าง เงินโบนัสหรือเงินพิเศษอื่นๆควรจะงดไว้ก่อน เมื่อใดที่กองทุนมีผลประกอบการกำไร พวกท่านจะแจกโบนัสต่อไปก็ไม่ว่า ท่านได้เสวยสุขกับเงินของพวกเรามานานแล้ว ไม่ทราบว่าเข้าใจไหม "คำว่ามีจิตสำนึกและความเสียสละ"