ความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับสิทธิของสมาชิก กบข.
เรียน สมาชิก กบข. ทุกท่าน
ขณะนี้มีสมาชิกจำนวนมาก ที่ให้ความสนใจในปัญหาเรื่องที่กองทุน กบข.มี ผลประกอบการ ประจำปี ๕๑ ติดลบ ประมาณ ๕ - ๖ % ( คือ การลงทุนของกองทุน กบข. ในปี ๕๑ ขาดทุน ประมาณ๕ - ๖ % ) ทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นและความหวัง ของมวลสมาชิก กบข. ที่หวังพึ่งเงินรายได้จากผลตอบแทนการลงทุนของกองทุน กบข. ไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณอายุราชการ
มีสมาชิกหลายท่านและหลายกลุ่ม แสดงความไม่พอใจและเคลือบแคลงใจ ในการบริหาร -งานของผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็น ต้องการให้มีการตรวจสอบหาผู้รับผิด และบางส่วนต้องการลาออกจากสมาชิก กบข. หรือให้ยกเลิกกองทุน กบข.ไปเสียเลย ก็มี
ผู้เขียนเอง สมัครเป็นสมาชิก ของกองทุน กบข. มาตั้งแต่แรกรุ่น.... เอ๊ย.....รุ่นแรก มองเห็นปัญหาความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับสิทธิของสมาชิก กบข.ในหลายเรื่องหลายประการ ( ซึ่งจะอธิบายเป็นรายละเอียดต่อไป ) ได้เคยส่ง e-mail ไปสอบถามและท้วงติง การบริหารงานกองทุน ซึ่งมีผลตอบแทนลดลง มาทุกปีว่า การบริหารงานเช่นนี้ จะเป็นที่หวังที่พึ่งของสมาชิกได้อย่างไร........ ซึ่งคำตอบที่ได้ ก็ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจเท่าใดนัก
แต่กับเหตุการณ์ การขาดทุนของกองทุน กบข.ในปี ๕๑ นั้น ผู้เขียนกลับไม่ข้องใจ หรือสงสัยอะไร มากนัก เนื่องจากเพราะทราบได้จากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ว่า ได้เกิดปัญหาวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก มูลค่าทรัพย์สินต่าง ๆ ของกองทุน ทั้งที่เป็น สิ่งของ หรือเป็นหุ้น ต่างๆ จึงได้รับผลกระทบ โดยมีมูลค่าลดลงไปด้วย ตามสภาวการณ์ของตลาดทุน ( ส่วนผู้บริหารฯ นำเงินกองทุน ไปลงทุนในตลาดหุ้นมากเกินกว่าที่กำหนดให้สามารถทำได้หรือไม่ นั้น คงต้องตรวจสอบกันต่อไป
เพื่อความโปร่งใส )
ผู้เขียนเห็นว่า กองทุน กบข. เป็นระบบที่มีหลักการที่ดี และมีประโยชน์ต่อสมาชิก กบข. ในระยะยาว แต่จำเป็นต้องมีการ แก้ไขปรับปรุง หลักเกณฑ์บางอย่าง เพื่อให้เป็นธรรมกับสมาชิก มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ผู้เขียน ขอสรุปประเด็นสำคัญ ที่สมควรต้องรีบดำเนินการแก้ไข เพื่อความเป็นธรรมกับ
มวลสมาชิก กบข. อย่างน้อย ๓ ประการ ดังต่อไปนี้
๑. เกณฑ์ การคำนวณเงินบำนาญ ของสมาชิก ซึ่ง ตาม พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๖๓ กำหนดว่า “ การคำนวณบำนาญให้คำนวณจากอัตรา ( เงินเดือนเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้าย ) X ( เวลาราชการ ) ÷ ๕๐ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๗๐ ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้าย ....” นั้น
ต้องแก้ไขใหม่ ให้เป็นธรรมกับสมาชิก กบข. โดยแก้ไขเป็น ดังนี้
“ การคำนวณบำนาญให้คำนวณจากอัตรา เงินเดือนเฉลี่ย ๓๐ เดือนสุดท้าย คูณด้วยเวลาราชการ หารด้วย ๕๐ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๘๕ ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ย ๓๐ เดือนสุดท้าย ....”
( ติดตามอ่านคำอธิบายเหตุผลได้ ท้ายเอกสารนี้ )
๒. การแต่งตั้งหรือว่าจ้าง ผู้บริหารกองทุน เมื่อเข้ามาทำหน้าที่โดยได้รับค่าจ้าง ในอัตราสูง รวมทั้งมีโบนัสและผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ก็สมควรมีข้อผูกพันกำหนดให้ผู้บริหารดังกล่าว
ต้องรับผิดชอบ หากบริหารงานผิดพลาดด้วย เช่น ต้องยอมลดเงินค่าจ้างหรือเงินโบนัส เป็นต้น
๓. สมควรต้องกำหนดวิธีคัดเลือกผู้แทนสมาชิก ซึ่งตาม พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๒ กำหนดให้เข้าร่วมเป็น “คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” ใหม่ .... เพื่อให้ผู้แทนสมาชิกดังกล่าว มาจากการคัดเลือกของสมาชิกอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ ผู้ที่สมัครใจ เข้าไปทำงานและตั้งใจเข้าไปทำหน้าที่ เพื่อรักษาประโยชน์ให้กับ
มวลสมาชิกอย่างแท้จริง
สำหรับเหตุผล ที่ทำให้ผู้เขียนเสนอให้มีการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว มีเหตุผลดังต่อไปนี้
๑. เรื่องการเสนอให้มีการแก้ไข เกณฑ์ การคำนวณเงินบำนาญ ของสมาชิก กบข. ใหม่ นั้น สมาชิก กบข.(โดยเฉพาะชุดแรกเช่นผู้เขียน) คงจำได้ว่า ขณะที่มีการออกเดินสาย ประชาสัมพันธ์
โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อครั้งเริ่ม พรบ.กองทุน กบข. ใหม่ๆ นั้น ได้มีการคำนวณเงินบำนาญ และเงินก้อน(เงินสะสมและอื่นๆ) ที่ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกจะได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ ให้ทุกคนทราบ
โดยแจ้งให้ทราบว่า การคำนวณดังกล่าว...คิดจากพื้นฐานที่ว่า... รัฐมีการพิจารณา ขึ้นเงินเดือน ให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ปีละ ๑๔ % ทำให้เห็นว่า สมาชิกแต่ละคน จะมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรที่สมาชิกจะนำไปใช้ในการเป็นทุนยามเกษียณได้ ดังนั้น แม้จะกำหนดให้ได้รับเงินบำนาญน้อยลงไปบ้าง ก็อยู่ในเกณฑ์ที่สมาชิกยอมรับสภาพได้
เมื่อตัวอย่างการคำนวณเงินบำนาญดังกล่าว คิดมาจากพื้นฐานที่ว่า ...รัฐขึ้นเงินเดือนให้ ปีละ ๑๔ % ... ย่อมอนุมานได้ว่า รัฐได้คำนวณมาแล้วว่า จะต้องจ่ายเงินสมทบรายเดือน เพิ่มให้กับสมาชิก กบข.ทุกปี มากเท่ากับอัตราการขึ้นเงินเดือน ( คือ ๑๔ % ) ซึ่งเมื่อรัฐ จ่ายเงินก้อนแรกให้ก่อน ในอัตราสูงเช่นนั้น การจ่ายเงินบำนาญซึ่งเป็นเงินก้อนหลังให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.ในอัตรา
ที่ลดลง ดังที่กำหนดไว้ จึงทำให้สมาชิก กบข.ยอมรับสภาพดังกล่าวได้
แต่....ในความเป็นจริง นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลานานนับ ๑๐ ปีแล้ว ไม่เคยมีปีใดเลยที่มีการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ ถึงปีละ ๑๔ % ตามที่รัฐตั้งเกณฑ์ไว้
เมื่อรัฐ ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.ไม่ถึงปีละ ๑๔ % .......เงินที่รัฐส่งเข้าสมทบให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.แต่ละคน ในแต่ละเดือน/ปี จึงน้อยกว่าที่รัฐ คิดไว้
และเมื่อ รัฐได้จ่ายเงินก้อนแรกให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. น้อย .... การ ที่จะยังคงเกณฑ์การคำนวณบำนาญ ซึ่งเป็นเงินก้อนหลัง ให้น้อยลงอยู่เช่นเดิม (ตาม มาตรา ๖๓ ) ซึ่งให้ คิดจากเงินเดือนเฉลี่ยถึง ๖๐ เดือนสุดท้าย และจำกัดให้ ไม่เกิน ๗๐ % ของเงินเดือนเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้าย ดังกล่าวอีก จึงไม่เป็นธรรมกับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. เป็นอย่างยิ่ง
เพราะ เมื่อรัฐจ่ายเงินขึ้นเงินเดือนและเงินสมทบกองทุนให้สมาชิกในแต่ละเดือน/ปี น้อย ...ซึ่งเท่ากับ รัฐจ่ายเงินก้อนแรกน้อย ...... รัฐจึงสมควรต้องจ่ายเงินบำนาญ หรือจ่ายเงินก้อนหลังให้แก่สมาชิก ในอัตราที่สูงขึ้น โดยมีอัตราที่เหมาะสมและสัมพันธ์กัน.....
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ในเวลาที่ผ่านมา รัฐขึ้นเงินเดือนให้กับ ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. เฉลี่ยไม่เกินปีละ ๗ % หรือไม่เกินครึ่งหนึ่งของฐานที่รัฐตั้งไว้ ( ๑๔ % ) เงินสมทบที่รัฐส่งสมทบให้สมาชิก (ขอเรียกว่าเงินก้อนแรก) จึงน้อยกว่าเกณฑ์ที่รัฐคิดไว้
เมื่อรัฐจ่ายเงินก้อนแรกให้สมาชิกน้อย ...(ประมาณครึ่งหนึ่งของที่คิดไว้) เพื่อความเป็นธรรมกับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ผู้เขียนจึงขอเรียกร้อง ให้รัฐปรับอัตรา การคำนวณบำนาญ ที่จะจ่ายให้กับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข.ตามมาตรา ๖๓ ใหม่ ในอัตราดังที่ได้กล่าวแล้ว คือ
“ การคำนวณบำนาญให้คำนวณจากอัตรา เงินเดือนเฉลี่ย ๓๐ เดือนสุดท้าย คูณด้วย
เวลาราชการ หารด้วย ๕๐ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๘๕ ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ย ๓๐ เดือนสุดท้าย ....”
๒. สำหรับเรื่อง การแต่งตั้งหรือว่าจ้าง ผู้บริหารกองทุน นั้น ผู้เขียนมีความเห็นเพียงสั้น ๆ ว่า ในการคัดเลือกผู้ทำหน้าที่ เลขาธิการ กองทุน กบข. นั้น เมื่อเข้ามาทำหน้าที่โดยได้รับค่าจ้าง ในอัตราสูง รวมทั้งมีโบนัสและผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ก็สมควรมีข้อผูกพันกำหนดให้ผู้บริหารดังกล่าวต้องรับผิดชอบ หากบริหารงานผิดพลาดด้วย เช่น ต้องยอมลดเงินค่าจ้างหรือเงินโบนัส
หากบริหารงานไม่ได้ตามเป้าหมาย ที่แสดงวิสัยทัศน์ไว้ เป็นต้น
๓. ในส่วนของ การคัดเลือกผู้แทนสมาชิก เข้าไปร่วมเป็น คณะกรรมการ กบข. ตาม ที่กำหนดไว้ใน พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๒ ซึ่งกำหนด ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” โดยประกอบด้วย... “ ผู้แทนสมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการตามมาตรา ๓ ประเภทละหนึ่งคนซึ่งได้รับเลือกตามมาตรา ๑๓ ” นั้น
ผู้เขียนเห็นว่า ผู้แทนสมาชิกดังกล่าว มีความสำคัญ... เพราะจะเป็นผู้ที่เข้าไปร่วมกำกับดูแล การบริหารจัดการเงินกองทุน ให้เป็นไปโดยเหมาะสม ถูกต้อง โปร่งใส ทั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกเป็นสำคัญ จึงสมควรให้มีการกำหนดวิธีคัดเลือก เพื่อให้ได้ผู้ที่สมัครใจ เข้าไปทำงานและตั้งใจเข้าไปทำหน้าที่เพื่อรักษาประโยชน์ให้กับมวลสมาชิกอย่างแท้จริง ( ไม่ใช่แต่งตั้ง
โดยผู้บริหารหน่วยงาน ที่เป็นข้าราชการระดับสูงเท่านั้น )
หากสมาชิก กบข.ท่านใดเห็นว่า แนวคิดดังกล่าวมีเหตุมีผล สมควรเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาแก้ไข บทบัญญัติของ พรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ให้เป็นธรรมกับสมาชิก ก็ขอให้ทุกท่านกรุณาร่วมกันส่งหนังสือแสดงการสนับสนุนแนวคิดนี้ ( ตามร่างหนังสือที่แนบมาท้ายเอกสารนี้ ) ไปยัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หรือ พรรคการเมืองที่ท่านคุ้นเคย เพื่อดำเนินการให้รูปธรรมต่อไป
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิก กบข. ทุกท่าน จะร่วมมือร่วมใจกัน ในการช่วยขยายแนวคิดนี้ และร่วมมือร่วมแรงกัน ในการหาทางทำให้แนวคิดนี้สัมฤทธิ์ผลเป็นจริง เพื่อยังความเป็นธรรม
ให้แก่มวลสมาชิก กบข. ทุกคน ต่อไป