ไปทำแท้งที่วิทยาลัยพยาบาล จ.นครสวรรค์

มาทำแท้งที่วิทยาลัยพยาบาล จ.นครสวรรค์

            วันที่ 10 มีนาคม 2552 ผมมีอันจำเป็นต้องเดินทางออกจากบ้านอีกรอบ ด้วยภาระกิจของงานอนามัยเจริญพันธุ์สตรี ว่าด้วยกิจการเผยแพร่ทัศนะคติที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ในประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของประเทศ อันมีความเป็นปึกแผ่นร่มเย็นแห่งสยามนี้

            ครั้งนี้ผมเดินทางไปที่วิทยาลัยพยาบาล จ.นครสววรค์ โดยไปพร้อมกับ ศ.นพ.กำแหง อดีตประธานราชวิทยาลัยสูติฯ และศ.นพ.ประทักษ์ รองประธานราชวิทยาลัยสูติฯ และคุณนงลักษณ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการของกองอนามัยการเจริญพันธุ์ ที่ทำงานเรื่องการยุติการตั้งครรภ์มานานนับสิบปี และเธอคนนี้นี่เอง ที่เป็นคนแรกที่ชักชวนหมอธนพันธ์ผู้จงเกลียดจงชังการทำแท้งเข้าหัวใจให้มารู้จักหัวใจของคนที่มีปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อม และต้องมาเป็นวิทยากรเรื่องการทำแท้งมาจนถึงวันนี้

            ทำไมต้องเดินทางให้ความรู้เรื่องนี้ คำตอบมีหลายข้อมากเลยนะครับ  

            เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยก็ยังคงมีความรู้สึกอย่างแรงว่า การทำแท้งเป็นบาปและชั่ว

            เพราะนักศึกษาแพทย์และหมอยังคงถูกสั่งสอนให้เข้าใจว่า การทำแท้งเป็นบริการที่ผิดจรรยาบรรณ

            เรากลัวว่าจะเกิด การทำแท้งเสรี มากกว่าสิ่งอื่นใด

            การเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ ยังคงสอนให้นักเรียนแพทย์ใช้เทคโนโลยีการขูดมดลูกแบบโบราณที่ทำอันตรายต่อคนไข้มากกว่า

            หญิงไทยยังคงบาดเจ็บและตายลงทุกวันจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

 

            ในประเด็นแรก เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยก็ยังคงมีความรู้สึกอย่างแรงว่า การทำแท้งเป็นบาปและชั่วเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกสั่งสอนและสั่งสมมานานในจิตใจชาวไทยเรา เราถูกสอนให้จำว่า การกระทำใดเป็รเรื่องบาปเรื่องดี โดยปราศจากการไตร่ตรองในเหตุและปัจจัยของสิ่งต่างๆ เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ต้องเป็นแม่เท่านั้นเด็กไทยคิดไม่ค่อยเป็น เราถูกสอนให้เชื่อโดยไม่ต้องหาเหตุผลมาอธิบายให้มากความ จนทำให้ทุกวันนี้ หมอคนใดหรือใครก็ตามที่ถูกปรึกษาว่ามีการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ก็มักจะเกิดความกระอักกระอ่วน เครียดและพาลจะหงุดหงิด เราไม่ค่อยจะพยายามคิดว่า เหตุใดผู้หญิงคนหนึ่งจึงมีความไม่พร้อมเกิดขึ้น เขาท้องเพราะเหตุใด เพราะสามีไม่ยอมสวมถุงยาง เขากินยาคุมไม่ได้เพราะอ๊วก เขาไม่ฉีดยาคุมเพราะเลือดออกกะปริดกะปรอยและอ้วน เขาไม่ทำหมันเพราะหมอไม่ทำให้ เนื่องจากมีลูกแค่คนเดียว นี่คือเหตุแต่เราไม่เข้าใจเขา แล้วเราก็บอกเขาว่า เขาต้องท้องต่อ เขาต้องเลี้ยงลูกต่อไป เราไม่ทราบใช่ไหมว่าเขามีลูกอยู่แล้ว 4 คน (ที่ท้องบ่อยก็เพราะเหตุผลเหมือนข้างต้น) นี่อย่างไรครับ ที่เราถูกบ่มเพาะให้เข้าใจคนอื่นโดยใช้ตัวเราเป็นตัวอ้างอิง

            ประเด็นต่อมา เพราะนักศึกษาแพทย์และหมอยังคงถูกสั่งสอนให้เข้าใจว่า การทำแท้งเป็นบริการที่ผิดจรรยาบรรณ อันนี้เป็นผลพวงมาจากประเด็นข้างต้น เพราะมันเป็นเรื่องชั่วอย่างไรเล่า แถมซ้ำ เราอาจจะยังถูกสอนให้พาลเกลียดเพื่อนแพทย์ที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์อื่นๆอีก โดยที่ไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่า หากเพื่อเราไม่ทำแท้งให้หญิงคนหนึ่ง แล้วเธอยังคงดิ้นรนไปหาที่ทำแท้งที่เถื่อนและสกปรก เธอบาดเจ็บล้มตาย นั่นมันเป็นกรรมของหญิงเอง อามิตตาพุทธ

            เรากลัวว่าจะเกิด การทำแท้งเสรี มากกว่าสิ่งอื่นใด ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ เพราะเราถูกยัดเยียดความกลัวลงไปในหัว กลัวโดยไร้เหตุผล กลัวอะไรก็ไม่รู้เหมือนเรากลัวผีโดยที่ไม่เคยมีโอกาสเห็นผีสักครั้งหนึ่งในชีวิต พฤติกรรมการกลัวของเราเหมือนนกกระจอกเทศที่ขุดรูเพื่อเอาหัวมุดลงไปเวลาเจอศัตรู เนื่องจากมันมืดเมื่อเอาหัวยัดลงไป แล้วคิดว่าศัตรูก็คงไม่เห็นเหมือนกับที่มันไม่เห็น เราเข้าใจว่า การให้บริการยุติการตั้งครรภ์จะก่อให้เกิดการทำแท้งอย่างง่ายดาย แท้งซ้ำซาก เสื่อมเสียศีลธรรม แต่เราไม่เคยคิดเลยว่า หากเรามีการให้บริการที่สามารถเข้าถึงได้ เราก็สามารถที่จะให้บริการให้การปรึกษาเพื่อหาทางเลือกจากการท้องร่วมกัน  หลายคนเปลี่ยนความคิดที่จะทำแท้งมาเลี้ยงลูก เพราะเหตุที่สามารถได้มองเห็นทางเลือกอื่นๆ ไม่เชื่อก็ลองถามบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของเราๆท่านๆดูก็ได้ ว่าหากตั้งท้องขึ้นมาขณะเรียนจะทำอย่างไร ท่านจะได้เห็นว่า กว่าร้อยละ 90 ของลูกศิษย์เราบอกว่า เอาออก โดยไม่ต้องคิดนานเลย และนี่แหละที่ทำให้ต้องมีสถานที่ให้บริการ เพื่อคุยก่อนทำแท้ง แต่เรากลับกลัวการทำแท้งเสรี ซึ่งอันที่จริงแล้ว การทำแท้งเสรีไม่เคยมี ในประเทศที่มีการอนุญาตให้ทำแท้งได้โดยถูกกฎหมาย การทำแท้งเสรีหมายความว่า ทำแท้งได้โดยไม่ต้องคุยไม่ต้องปรึกษา ทำได้ทุกอายุครรภ์ เด็กร้องได้แล้วก็ยังทำให้ อย่างนี้ต่างหากที่เรียกว่า ทำแท้งเสรี

            การเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ ยังคงสอนให้นักเรียนแพทย์ใช้เทคโนโลยีการขูดมดลูกแบบโบราณที่ทำอันตรายต่อคนไข้มากกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและน่าตลกตกใจเป็นที่สุด เพราะนั่นหมายความว่า ทุกวันนี้ โรงเรียนแพทย์ต่างๆ สอนนักศึกษาแพทย์ให้ใช้เทคโนโลยีที่มีอันตรายอย่างนั้นหรือ ทุกวันนี้เราสอนนักเรียนให้ใช้เครื่องมือขูดมดลูกชนิดที่เป็นเหล็กขูด (sharp curettage) ทั้งๆที่ทุกวันนี้ ต่างประเทศเขาใช้อุปกรณ์ดูดชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก (vacuum aspirator หรืออาจจะเป็น manual vacuum aspirator: MVA) กันหมดแล้ว ทำไมน่ะหรือ นั่นก็เพราะว่า อาจารย์แพทย์ทั้งหลายคิดว่า ไอ้เครื่องมือ MVA นั้นเป็นเครื่องมือทำแท้ง เลยพาลไม่สอนการใช้มันไปซะเลย ว่าไปนั่น ปัจจุบันนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้ sharp curettage เป็นอันรายต่อผู้ป่วย เราพึงใช้ sharp curettage ได้ในกรณีที่ไม่สามารถหา MVA มาใช้ได้ เครื่อมือ MVA ใช้ดูดชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก สามารถใช้ในการวินิจฉัยภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้ รักษาอาการตกเลือดจากการแท้งไม่ครบ และใช้ทำแท้งได้ โดยที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องดมยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง ยิ่งเดี๋ยวนี้คนไทยชอบตั้งตัวจากการฟ้องหมอ เลยทำให้ลูกศิษย์ยุคใหม่ไม่กล้าประกอบเวชปฏิบัติ การใช้ MV Aสามารถทำได้ง่าย ปลอดภัย ไม่ต้องมีหมอดมยา มันน่าจะเป็นคำตอบของสาธารณสุขไทย ภายใต้บริบทของความปลอดภัยต่อผู้ป่วย (และแพทย์) ได้ แต่ทำไมไม่สอนการใช้ MVA ก็เพราะมันเป็นเครื่องมือทำแท้ง เฮ้อ ไม่จบเสียที

            หญิงไทยยังคงบาดเจ็บและตายลงทุกวันจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยอันนี้เป็นเรื่องจริงที่หมอทุกคนต้องเจอ ผมเจอคนที่ต้องแทบจะถูกตัดขาจากการที่การติดเชื้อลุกลามมาถึง ต้องล้างไต ต้องตัดมดลูกในเด็กสาวๆ ทั้งๆที่กฎหมายก็มี แต่ทำไมจึงยังมีคนเจ็บคนตายจากการทำแท้งเถื่อน นั่นเพราะว่า กฎหมายไม่ได้ทำให้คนไม่ท้องได้ กฎหมายเอื้อให้เกิดธุรกิจใต้ดิน มีการรีดไถแพทย์ผู้ให้บริการ ครูไม่กล้าสอนเรื่องการคุมกำเนิด สังคมยังไม่ยอมให้เด็กรู้จักใช้ถุงยาง (เพราะกลัวว่าเด็กจะเอาไปใช้จริงๆ !) อะไรทำนองนี้ ล้วนเป็นมูลเหตุของการทำให้ผู้หญิงต้องดิ้นรนไปหาที่ทำแท้ง เมื่อหมอไม่ให้บริการเขาก็ไปหาหมอเถื่อน เมื่อถูกหมอเถื่อนทำแท้งมาก็บาดเจ็บ เสียอวัยวะ หรือเลวมากหน่อยก็ตายไปเลย

 

            ทุกวันนี้ ท่านอาจารย์กำแหงและทีมงาน จึงได้ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่แพทย์ พยาบาล รวมทั้งบุคลากรสามธารณสุขระดับต่างๆ ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย การใช้ MVA ในการให้การรักษาผู้ป่วย พยายามให้ลด ละ เลิก การใช้ sharp curettage หรือที่ผมชอบเรียกว่าเหล็กขูด (ไม่ใช่กระต่ายขูดมะพร้าวหรอกนะครับ) มาในช่วงหลังนี้ก็เริ่มเข้าไปสอนในโรงเรียนแพทย์ เพราะที่นี่คือต้นน้ำ ต้นสายของการเรียนการปฏิบัติหลังจากที่เขาจบไปแล้ว และครั้งนี้เรามาที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#ทัศนคติ#แท้ง

หมายเลขบันทึก: 247824, เขียน: 11 Mar 2009 @ 22:43 () , แก้ไข, 22 Jun 2012 @ 13:53 (),  | , สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ความเห็น: 22, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (22)

สวัสดีครับ อาจารย์หมอ

ขอเป็นกำลังใจในความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่กว่านะครับ เข้าใจว่างานนี้น่าจะเหนื่อย เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนหลายๆ กลุ่ม แต่การที่ทางทีมงานพุ่งเป้าไปที่ วิทยาลัยพยาบาล และโรงเรียนแพทย์ ถือเป็นกลยุทธที่แยบยลครับ เพราะเป็นต้นธารแห่งการผลิตบุคลากรทางด้านสาธารณสุข  ซึ่งคงจะต้องมีหน้าที่ไปเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนในโอกาสต่อๆ ไป

ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนในบางประเด็นนะครับ เป็นบางแง่มุมของการทำแท้ง ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมครับ

ไม่นานมานี้ ผมได้เคยอ่านหนังสือชื่อ

"เศรษฐพิลึก" - Freakonomic

ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ที่มุ่งมั่นจะค้นหาความจริง ผ่านกระบวนการการวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์

มีอยู่ตอนหนึ่ง ที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ข้อมูล และสืบค้นหาสาเหตุมาอย่างยาวนาน ว่าเหตุใด สถิติอาชญากรรมในอเมริกาถึงได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสมัยหนึ่งทุกคนล้วนเห็นตรงกันว่า มันน่าจะเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติ

ข้อค้นพบที่ผู้เขียนได้พบ และนำมาตีแผ่ในหนังสือก็คือ "กฏหมายการทำแท้งเสรี" ในอเมริกา คือปัจจัยหลัก ที่ทำให้สถิติอาชญากรรมในอเมริกา ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เขาให้เหตุผลว่า เมื่อพ่อแม่ที่มีลูกโดยยังไม่พร้อม แล้วไม่มีโอกาสทำแท้ง ก็จะทำให้เด็กที่เติบโตมานั้น ขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะกลายเป็นอาชญากรได้ในอนาคต

การทำแท้งในแง่มุมนี้ จึงเป็นการลดจำนวนอาชญากร (ตัดไฟแต่ต้นลม)

หลังจากที่ผมอ่านดูแล้วก็คล้อยตาม และทึ่งในสิ่งที่ผู้เขียนค้นพบ แล้วพยายามสื่อให้สังคมได้เข้าใจ

ขอเรียนอาจารย์หมอว่า ผมไม่ได้สนับสนุนการทำแท้งนะครับ

เพียงแต่คล้อยตามในสมมติฐานของผู้เขียนที่ว่า

หากเด็กที่เกิดมาอยู่ภายใต้สภาพครอบครัวที่ยังไม่พร้อม ไม่มีวุฒิภาวะของการเป็นพ่อแม่ที่ดีพอ  เด็กก็จะขาดการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน รวมทั้งการบ่มเพาะสภาพจิตใจ  ทำให้มีโอกาสที่จะเติบโตไปเป็นอาชญากรในอนาคต

ผมคิดว่า นี่คือความเป็นจริง ที่ถูกนำมาตีแผ่  ไม่ว่าใครจะเห็นด้วย หรือเห็นต่างอย่างไร  มันก็ได้เกิดขึ้นแล้วที่อเมริกาครับ

สวัสดีค่ะ หมอแป๊ะ

ครูอ้อยเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ  เหนื่อยอย่างไร  ต้องต่อสู้ฝ่าฟันกันไปค่ะ

รักษาสุขภาพนะคะ

อ้อมค่ะ
IP: xxx.170.234.20
เขียนเมื่อ 

อ้อมไม่เคยทำท่าอยากจะรับประทานคนไข้นะคะตอนที่ ... น้องๆ ... เค้าทำแท้งมา แต่มันไม่รู้เป็นไง .. มันจี๊ดดดดด .. มาก ตอนที่ เห็นพ่อเด็กมาทำท่าพะเน้าพะนอคลอเคลียน้องๆ เค้าจัง ตอนเอาเด็กออกไปแล้วอ่ะ .. เห็นแล้วหงุดหงิด

สมมติ เป็นตัวเอง

อ้อมจะบอกว่า .. พี่คะ .. ถ้าพี่กะว่าจะฟันแล้วทิ้ง(แน่ๆ)ก็รีบๆ ไปเลยค่ะ อย่าลีลา

แต่ปัญหาคือ .....

....

....

.....

แหะ .. แหะ ... ไม่ตลกใช่มั๊ย

-.-"

สวัสดีครับคุณหมอ ไม่ได้อ่าน blog ของคุณหมอตั้งนาน คิดถึง

การทำแท้งกับสังคมไทยเหมือนกับเส้นด้ายเส้นเล็กๆที่กั้นระหว่างศีลธรรมและความอยู่รอดในสังคม

เด็กตัวเล็กๆที่อาจะเกิดมาในสภาพสิ่งแวดล้อมทีไม่พร้อมและสังคมก็ไม่ได้ดูแลอะไรเค้าเลย แต่ก็บังคับว่าเค้าต้องออกมาลืมตาดูโลกโดยผู้เป็นแม่ถูกสังคมบังคับ อะไรถูก อะไรผิด

สวัสดีค่ะ

หนูว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัวมากเลยทีเดียว

บางคนคิดว่ามันเป็นทางแก้ที่ดีที่สุด

ทั้งที่ทางแก้มันคือการป้องกันมากกว่าใช้มั้ยค่ะ

สู้ต่อไปนะค่ะ

แวะมาให้กำลังใจอาจารย์ค่ะ

ขอบคุณถึงใจ ซวง ณ ชุมแสง ครับ

ปีก่อนหน้านี้ เรามักจะไปบรรยายพร้อมกับท่านศาสตราจารย์ทางด้านจิตเวชด้วย ท่านก็ได้พูดถึงเรื่องเดียวกันนี้ ก็คือ สถิติการก่ออาชญากรรมในกรณีที่ต่อเนื่องมาจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมด้วยเสมอครับ

เรื่องเดียวกันนี้นี่เลย แต่คนละแหล่งอ้างอิง

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความเข้าใจ

สวัสดีครับครูอ้อย

ผมสบายเสมอครับ เพียงแต่ช่วงนี้ยุ่งหน่อย เลยห่างจาก gotoknow ไปนาน

อ้อม (คนเดียวกันไหมเนี่ย)

ยังงงงงว่าอ้อมกำลังรู้สึกอย่างไร เรื่องแบบนี้ ต้องคนที่มีอารมณ์ร่วมกับผู้มีปัญหาเท่านั้น จึงจะเข้าใจกันครับ

พี่หนึ่งครับ

ใครถูกใครผิด ไม่ทราบครับ

แต่ที่แน่ๆ สังคมชอบมายุ่มย่ามกับมดลูกผู้หญิง โดยที่เธอไม่มีโอกาสได้ต่อรองเพื่อมดลูกเธอเองเลย

นี่แหละประเทศไทย ประเทศที่คนชอบใช้ตาตุ่มคิดแทนสมอง

ขอบคุณครับ นันทินารี พี่ลักษมี

เรื่องป้องกันนี่ใครๆก็พูดกันเสมอครับ แต่ทำไม๊ทำไมมันยังคงท้องกันวันยังค่ำ

อันนี้มีที่มาครับ

1. ผู้หญิงต่อรองไม่ได้

2. ผู้ชายไม่ยอมใช้ถุงยาง ไม่มัน ไม่เสียว

3. ใช้ยาคุมไม่ได้ คลื่นไส้

4. ไม่ฉีดยาคุม เพราะอ้วน mens มาไม่ปกติ เลือดเสียคั่ง (เป็นความเชื่อล้วนๆ)

5. ไม่ใช้ห่วงคุมกำเนิด เพราะปวดท้อง

6. ไม่กล้าไปซื้อถุงยาง ยาคุม กลัวคนขายว่าแรด

7. กลัวแฟนทิ้ง

8. ใช้ถุงยาง ยาคุมไม่เป็น ไม่ถูกวิธี เพราะไม่มีคนสอนให้ใช้ ครูไม่สอน เพราะกลัวเด็กจะเอาไปใช้จริงๆ

9. มันมีอารมณ์นี่นา ไปหาของมาป้องกันไม่ทัน

10. ฯลฯ ย้ำว่า มันมีมากกว่าที่ผมเขียนไว้มากมายจริงๆครับ

ไม่ได้มาทักทายคุณหมอนาน เลยแวะมาอ่านและบอกว่ายังไม่ท้องค่ะ 555 ไม่แน่อาจจะมีโอกาสได้ไปสงขลางาน forum ถ้าได้ไปจริงหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันนะค้า แต่ขอพบเฉยๆ พอ ไม่ต้องพก MVA หรือกระต่ายขูดมะพร้าวมานะคะ : P

สวัสดีครับพี่แจ๊สน้อย

forum อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ครับ

ผมเองไม่ได้เข้ามาใน gotoknow บ่อยเหมือนอย่างเคย แต่อยากเจอคนที่รู้จักกับเขาบ้าง

ช่วยบอกวัน เวลา สถานที่หน่อยได้ไหมครับ

รับรองว่าจะไม่พก MVA ไปรับแน่นอนครับ

สวัสดีค่ะคุณหมอ

เป็นกำลังใจให้นะคะ

อย่าท้อนะคะ

สู้ๆๆค่ะ

ลองอ่านนี่ดูค่ะ GotoKnow Forum : จะจัดครั้งแรกที่ภาคใต้ ยังต้องดูวันก่อนเหมือนกันค่ะ เพราะจัดหลังจากวันหยุดยาว ถ้าต้องหยุดอีกเดี๋ยวกิจการล่มจม ^ ^ 

อ้อ พลาดไปนิด ไม่อัพเดท ต้องอันนี้ค่ะ GotoKnow Forum : เตรียมรูปเตรียมร่าง

ben
IP: xxx.47.14.164
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

ดิฉันมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม

คือว่าดิฉันท้องได้ ประมาณ 1 เดือนแล้วแต่ไม่รู้ นึกว่าประจำเดือนไม่มา

เพราะประจำเดือนไมมา 1 เดือนแล้วจึงซื้อยาสตรีมากิน

ไม่ทราบว่าเด็กในท้องจะพิการหรือมีโอกาสแท้งหรือไม่ค่ะ

mo
IP: xxx.47.14.164
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

ดิฉันอยากทราบสถานที่ทำแท้งที่ถูกกฎหมายมีไหมค่ะ

ดิฉันท้องได้4-6สัปดาห์แล้ว

ต้องการทำแท้งค่ะ

ช่วยตอบทีน่ะคะ

การกินยาใดๆก็ตามที่มีผลต่อทารกในครรภ์ (หมายความว่าอาจจะมีผลให้เกิดความผิดปกติแต่กำเนิด)หากแต่ในช่วงแรกสุดของการตั้งครรภ์นั้นจะมีผล 2 ประการครับ คือ all or none

นั่นคือ หากยาหรือสารใดมีผลต่อทารก มันก็จะทำให้แท้งไป

หากไม่มีผล (หรือมีผล) แต่ cells สามารถจัดการตัวเอง ซ่อมแซมตัวเองได้หมด อันนี้จะไม่แท้ง และไม่มีผลต่อความพิการครับ

ยาสตรี เหล่านี้ เป็นปัญหาโลกแตกครับ ไม่รู้ว่าทำไมหญิงไทยจึงเข้าใจกันหนักหนาว่า มันทำให้แท้งได้

ตลอดระยะเวลาการเป็นหมอมานาน (พอประมาณ) ผมพบคนท้องกินยาสตรีเพื่อให้แท้งมามากต่อมาก แต่ไม่เห็นใครแท้งด้วยยาเหล่านี้สักคน

คุณ ben ทำใจสบายๆนะครับ

ARZT
IP: xxx.123.96.69
เขียนเมื่อ 

เหนื่อยนักพักดูรูปบ้างนะ เหอๆ มาโปรโมท

เริ่มทำร้านหรือยัง สู้ๆ นะเพื่อน

http://arztarzt.multiply.com

นีน่า
IP: xxx.122.149.16
เขียนเมื่อ 

หมอค่ะหนูอยู่ กทม.ย่านลาดพร้าว 1 เดือน หาที่ปลอดภัยด่วน!

โม
IP: xxx.158.161.34
เขียนเมื่อ 

หนูอยากรู้ว่าโรงพยาบาทนี่สามารถยุติการตั้งครรภ์จริงไหมค่ะเพราะตอนนี้หนูหาสถานที่อยู่ค่ะแต่ไม่รุ้จะไปที่ไหนของนครสวรรค์ช่วยแนะนำหน่อยค่ะว่าควรใช้ค่าใช้จ่ายเท่าใรอายุ16-17ทำได้ไหมค่ะๆ