มาทำแท้งที่วิทยาลัยพยาบาล จ.นครสวรรค์

            วันที่ 10 มีนาคม 2552 ผมมีอันจำเป็นต้องเดินทางออกจากบ้านอีกรอบ ด้วยภาระกิจของงานอนามัยเจริญพันธุ์สตรี ว่าด้วยกิจการเผยแพร่ทัศนะคติที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ในประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของประเทศ อันมีความเป็นปึกแผ่นร่มเย็นแห่งสยามนี้

            ครั้งนี้ผมเดินทางไปที่วิทยาลัยพยาบาล จ.นครสววรค์ โดยไปพร้อมกับ ศ.นพ.กำแหง อดีตประธานราชวิทยาลัยสูติฯ และศ.นพ.ประทักษ์ รองประธานราชวิทยาลัยสูติฯ และคุณนงลักษณ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการของกองอนามัยการเจริญพันธุ์ ที่ทำงานเรื่องการยุติการตั้งครรภ์มานานนับสิบปี และเธอคนนี้นี่เอง ที่เป็นคนแรกที่ชักชวนหมอธนพันธ์ผู้จงเกลียดจงชังการทำแท้งเข้าหัวใจให้มารู้จักหัวใจของคนที่มีปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อม และต้องมาเป็นวิทยากรเรื่องการทำแท้งมาจนถึงวันนี้

            ทำไมต้องเดินทางให้ความรู้เรื่องนี้ คำตอบมีหลายข้อมากเลยนะครับ  

            เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยก็ยังคงมีความรู้สึกอย่างแรงว่า การทำแท้งเป็นบาปและชั่ว

            เพราะนักศึกษาแพทย์และหมอยังคงถูกสั่งสอนให้เข้าใจว่า การทำแท้งเป็นบริการที่ผิดจรรยาบรรณ

            เรากลัวว่าจะเกิด การทำแท้งเสรี มากกว่าสิ่งอื่นใด

            การเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ ยังคงสอนให้นักเรียนแพทย์ใช้เทคโนโลยีการขูดมดลูกแบบโบราณที่ทำอันตรายต่อคนไข้มากกว่า

            หญิงไทยยังคงบาดเจ็บและตายลงทุกวันจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

 

            ในประเด็นแรก เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยก็ยังคงมีความรู้สึกอย่างแรงว่า การทำแท้งเป็นบาปและชั่วเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกสั่งสอนและสั่งสมมานานในจิตใจชาวไทยเรา เราถูกสอนให้จำว่า การกระทำใดเป็รเรื่องบาปเรื่องดี โดยปราศจากการไตร่ตรองในเหตุและปัจจัยของสิ่งต่างๆ เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ต้องเป็นแม่เท่านั้นเด็กไทยคิดไม่ค่อยเป็น เราถูกสอนให้เชื่อโดยไม่ต้องหาเหตุผลมาอธิบายให้มากความ จนทำให้ทุกวันนี้ หมอคนใดหรือใครก็ตามที่ถูกปรึกษาว่ามีการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ก็มักจะเกิดความกระอักกระอ่วน เครียดและพาลจะหงุดหงิด เราไม่ค่อยจะพยายามคิดว่า เหตุใดผู้หญิงคนหนึ่งจึงมีความไม่พร้อมเกิดขึ้น เขาท้องเพราะเหตุใด เพราะสามีไม่ยอมสวมถุงยาง เขากินยาคุมไม่ได้เพราะอ๊วก เขาไม่ฉีดยาคุมเพราะเลือดออกกะปริดกะปรอยและอ้วน เขาไม่ทำหมันเพราะหมอไม่ทำให้ เนื่องจากมีลูกแค่คนเดียว นี่คือเหตุแต่เราไม่เข้าใจเขา แล้วเราก็บอกเขาว่า เขาต้องท้องต่อ เขาต้องเลี้ยงลูกต่อไป เราไม่ทราบใช่ไหมว่าเขามีลูกอยู่แล้ว 4 คน (ที่ท้องบ่อยก็เพราะเหตุผลเหมือนข้างต้น) นี่อย่างไรครับ ที่เราถูกบ่มเพาะให้เข้าใจคนอื่นโดยใช้ตัวเราเป็นตัวอ้างอิง

            ประเด็นต่อมา เพราะนักศึกษาแพทย์และหมอยังคงถูกสั่งสอนให้เข้าใจว่า การทำแท้งเป็นบริการที่ผิดจรรยาบรรณ อันนี้เป็นผลพวงมาจากประเด็นข้างต้น เพราะมันเป็นเรื่องชั่วอย่างไรเล่า แถมซ้ำ เราอาจจะยังถูกสอนให้พาลเกลียดเพื่อนแพทย์ที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์อื่นๆอีก โดยที่ไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่า หากเพื่อเราไม่ทำแท้งให้หญิงคนหนึ่ง แล้วเธอยังคงดิ้นรนไปหาที่ทำแท้งที่เถื่อนและสกปรก เธอบาดเจ็บล้มตาย นั่นมันเป็นกรรมของหญิงเอง อามิตตาพุทธ

            เรากลัวว่าจะเกิด การทำแท้งเสรี มากกว่าสิ่งอื่นใด ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ เพราะเราถูกยัดเยียดความกลัวลงไปในหัว กลัวโดยไร้เหตุผล กลัวอะไรก็ไม่รู้เหมือนเรากลัวผีโดยที่ไม่เคยมีโอกาสเห็นผีสักครั้งหนึ่งในชีวิต พฤติกรรมการกลัวของเราเหมือนนกกระจอกเทศที่ขุดรูเพื่อเอาหัวมุดลงไปเวลาเจอศัตรู เนื่องจากมันมืดเมื่อเอาหัวยัดลงไป แล้วคิดว่าศัตรูก็คงไม่เห็นเหมือนกับที่มันไม่เห็น เราเข้าใจว่า การให้บริการยุติการตั้งครรภ์จะก่อให้เกิดการทำแท้งอย่างง่ายดาย แท้งซ้ำซาก เสื่อมเสียศีลธรรม แต่เราไม่เคยคิดเลยว่า หากเรามีการให้บริการที่สามารถเข้าถึงได้ เราก็สามารถที่จะให้บริการให้การปรึกษาเพื่อหาทางเลือกจากการท้องร่วมกัน  หลายคนเปลี่ยนความคิดที่จะทำแท้งมาเลี้ยงลูก เพราะเหตุที่สามารถได้มองเห็นทางเลือกอื่นๆ ไม่เชื่อก็ลองถามบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของเราๆท่านๆดูก็ได้ ว่าหากตั้งท้องขึ้นมาขณะเรียนจะทำอย่างไร ท่านจะได้เห็นว่า กว่าร้อยละ 90 ของลูกศิษย์เราบอกว่า เอาออก โดยไม่ต้องคิดนานเลย และนี่แหละที่ทำให้ต้องมีสถานที่ให้บริการ เพื่อคุยก่อนทำแท้ง แต่เรากลับกลัวการทำแท้งเสรี ซึ่งอันที่จริงแล้ว การทำแท้งเสรีไม่เคยมี ในประเทศที่มีการอนุญาตให้ทำแท้งได้โดยถูกกฎหมาย การทำแท้งเสรีหมายความว่า ทำแท้งได้โดยไม่ต้องคุยไม่ต้องปรึกษา ทำได้ทุกอายุครรภ์ เด็กร้องได้แล้วก็ยังทำให้ อย่างนี้ต่างหากที่เรียกว่า ทำแท้งเสรี

            การเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ ยังคงสอนให้นักเรียนแพทย์ใช้เทคโนโลยีการขูดมดลูกแบบโบราณที่ทำอันตรายต่อคนไข้มากกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญและน่าตลกตกใจเป็นที่สุด เพราะนั่นหมายความว่า ทุกวันนี้ โรงเรียนแพทย์ต่างๆ สอนนักศึกษาแพทย์ให้ใช้เทคโนโลยีที่มีอันตรายอย่างนั้นหรือ ทุกวันนี้เราสอนนักเรียนให้ใช้เครื่องมือขูดมดลูกชนิดที่เป็นเหล็กขูด (sharp curettage) ทั้งๆที่ทุกวันนี้ ต่างประเทศเขาใช้อุปกรณ์ดูดชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก (vacuum aspirator หรืออาจจะเป็น manual vacuum aspirator: MVA) กันหมดแล้ว ทำไมน่ะหรือ นั่นก็เพราะว่า อาจารย์แพทย์ทั้งหลายคิดว่า ไอ้เครื่องมือ MVA นั้นเป็นเครื่องมือทำแท้ง เลยพาลไม่สอนการใช้มันไปซะเลย ว่าไปนั่น ปัจจุบันนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้ sharp curettage เป็นอันรายต่อผู้ป่วย เราพึงใช้ sharp curettage ได้ในกรณีที่ไม่สามารถหา MVA มาใช้ได้ เครื่อมือ MVA ใช้ดูดชิ้นเนื้อในโพรงมดลูก สามารถใช้ในการวินิจฉัยภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดได้ รักษาอาการตกเลือดจากการแท้งไม่ครบ และใช้ทำแท้งได้ โดยที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องดมยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง ยิ่งเดี๋ยวนี้คนไทยชอบตั้งตัวจากการฟ้องหมอ เลยทำให้ลูกศิษย์ยุคใหม่ไม่กล้าประกอบเวชปฏิบัติ การใช้ MV Aสามารถทำได้ง่าย ปลอดภัย ไม่ต้องมีหมอดมยา มันน่าจะเป็นคำตอบของสาธารณสุขไทย ภายใต้บริบทของความปลอดภัยต่อผู้ป่วย (และแพทย์) ได้ แต่ทำไมไม่สอนการใช้ MVA ก็เพราะมันเป็นเครื่องมือทำแท้ง เฮ้อ ไม่จบเสียที

            หญิงไทยยังคงบาดเจ็บและตายลงทุกวันจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยอันนี้เป็นเรื่องจริงที่หมอทุกคนต้องเจอ ผมเจอคนที่ต้องแทบจะถูกตัดขาจากการที่การติดเชื้อลุกลามมาถึง ต้องล้างไต ต้องตัดมดลูกในเด็กสาวๆ ทั้งๆที่กฎหมายก็มี แต่ทำไมจึงยังมีคนเจ็บคนตายจากการทำแท้งเถื่อน นั่นเพราะว่า กฎหมายไม่ได้ทำให้คนไม่ท้องได้ กฎหมายเอื้อให้เกิดธุรกิจใต้ดิน มีการรีดไถแพทย์ผู้ให้บริการ ครูไม่กล้าสอนเรื่องการคุมกำเนิด สังคมยังไม่ยอมให้เด็กรู้จักใช้ถุงยาง (เพราะกลัวว่าเด็กจะเอาไปใช้จริงๆ !) อะไรทำนองนี้ ล้วนเป็นมูลเหตุของการทำให้ผู้หญิงต้องดิ้นรนไปหาที่ทำแท้ง เมื่อหมอไม่ให้บริการเขาก็ไปหาหมอเถื่อน เมื่อถูกหมอเถื่อนทำแท้งมาก็บาดเจ็บ เสียอวัยวะ หรือเลวมากหน่อยก็ตายไปเลย

 

            ทุกวันนี้ ท่านอาจารย์กำแหงและทีมงาน จึงได้ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่แพทย์ พยาบาล รวมทั้งบุคลากรสามธารณสุขระดับต่างๆ ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย การใช้ MVA ในการให้การรักษาผู้ป่วย พยายามให้ลด ละ เลิก การใช้ sharp curettage หรือที่ผมชอบเรียกว่าเหล็กขูด (ไม่ใช่กระต่ายขูดมะพร้าวหรอกนะครับ) มาในช่วงหลังนี้ก็เริ่มเข้าไปสอนในโรงเรียนแพทย์ เพราะที่นี่คือต้นน้ำ ต้นสายของการเรียนการปฏิบัติหลังจากที่เขาจบไปแล้ว และครั้งนี้เรามาที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ครับ