ได้รับบทความนี้จากน้องที่รักทางเมลค่ะ อ่านประโยคท้ายๆแล้วก็เชื่อว่าการเผยแพร่ต่อๆไปมีแต่จะสร้างความประทับใจ และความคิดที่ดีๆให้กับคนอ่าน ก็เลยขอนำมาบอกต่อด้วยค่ะ ยังไม่ได้ตรวจสอบที่มาจริงๆที่บอกไว้ หากท่านใดจะเพิ่มเติมก็ยินดีและขอบคุณนะคะ

คนซื่อสัตย์ คือ สมบัติของพระราชา  

ที่มา หนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับวันศุกร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑  

เมื่อหลายปีก่อน (ประมาณสัก ๑๓ปี) มีนักธุรกิจคนหนึ่งไปหาอาตมาที่วัดสุทัศน์ฯ  

เป็นนักธุรกิจที่ทำงานอยู่กับคุณเจริญ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี  

เมื่อพบกัน ท่านผู้นี้ก็แจ้งความประสงค์ของการมาพบ และเล่าเรื่องที่เป็นจุดประสงค์ ดังนี้...  

" ท่านคงพอจะจำผมได้นะครับ เราเคยพบกันที่บ้านของคุณเจริญ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี  

ผมมีเรื่องอยากจะเล่าให้ท่านฟังดังนี้ว่า  

เมื่อก่อนผมเป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์  

ปกติผมต้องไปค้นคว้าข้อมูลในหอสมุดแห่งชาติ  

ต่อมา ก็มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งผูกเปีย ๒ ข้างเข้าไปค้นข้อมูลอย่างจริงจัง  

ว่างก็สนทนากันถึงเรื่องวิชาการ  

... อยู่มาวันหนึ่งนักเรียนหญิงคนนั้นก็ชวนผมไปเที่ยวบ้าน  

โดยบอกว่าจะให้พ่อเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ ในฐานะที่ให้ความรู้ด้านวิชาการ  

โดยมีการนัดแนะกันที่พระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา  

โดยเธอบอกว่าเมื่อเข้าประตูที่ ๑

แล้วขอให้บอกแก่คนที่เฝ้าประตูด้วยคำพูดนี้ ( เป็นคำเฉพาะ)  

... ครั้นถึงวันนัดหมายผมก็เดินทางไปโดยรถแท็กซี่  

เมื่อเข้าประตูผมก็มิได้สงสัย คงบอกเจ้าหน้าที่ตามนั้น  

ครั้นถึงขั้นที่ ๒ ผมก็บอกตามนั้นอีก เจ้าหน้าที่ก็อัธยาศัยดี ให้ความเคารพผมอย่างยิ่ง  

แต่พอถึงขั้นที่๓ ผมก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่า...แท้ที่จริงเด็กผู้หญิงคนนั้นคือ  

" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี "  

ซึ่งตอนนั้นยังมิได้เฉลิมพระยศนี้...  

... ท่านครับ พอผมนึกออกก็เริ่มสั่นแล้ว  

แต่เหตุที่ผมนึกไม่ออกนั้น เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่า  

เจ้าฟ้าจะสนพระทัยในวิชาการอย่างจริงจัง  

เวลาค้นคว้าก็ทรงสืบค้นด้วยพระองค์เองทุกอย่าง  

ทรงค้นคว้าและจดจำอย่างขมีขมัน  

โดยมิได้มีข้าราชบริพารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระองค์  

และเวลาที่ทรงสนทนาก็ให้ความนับถือคู่สนทนา  

ยิ่งรู้ว่าผมเป็นครูสอนวิชาดังกล่าว  

... เมื่อผมรู้ว่านักเรียนหญิงคนนั้นคือสมเด็จพระเทพฯ ผมก็ประหม่า  

และแล้วรถแท็กซี่ก็ถึงที่นัดพบ  

สักครู่พระองค์ก็เสด็จออกมาแล้วตรัสปฏิสันถาร  

ถึงตอนนี้ผมก็ก้มลงกราบกับพื้น  

และที่ทำให้ผมสั่นยิ่งขึ้นก็คือ  

ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคุณพ่อของเด็กผู้หญิงคนนี้คือ  

" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "  

... ท่านครับ  

สักครู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จออกมา  

ทรงมีพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มแล้วตรัสว่า  

" เห็นลูกสาวบอกว่าเป็นเพื่อนกัน "

เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้  

ผมก็ก้มลงกราบด้วยความประหม่าเป็นที่สุด แล้วกราบบังคมทูลว่า  

" มิเป็นการบังอาจ พระพุทธเจ้าข้า "  

... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตรัสว่า  

ขอให้ทำตัวตามปกติไม่ต้องประหม่าหรือกลัวแต่อย่างใด  

พระองค์ตรัสขอบใจที่ได้เป็นเพื่อนสนทนาในวิชาการดังกล่าว  

จากนั้นพระองค์ก็ตรัสว่า  

" อันที่จริงก็มีผู้อยากขอเข้าเฝ้าฯ เป็นจำนวนมาก  

บางรายก็ขอนำเงินขึ้นทูลเกล้าถวาย แต่เราก็ไม่สามารถจะรับเงินของบางคนได้  

เราจะรับเงินของเขาได้อย่างไร ในเมื่อเงินที่เขานำมาถวายเรานั้น  

เป็นเงินที่เกิดจากการขายแผ่นดินของเรา  

เราจึงรับเงินนั้นไม่ได้  

... ถ้าจะถามพระราชาอย่างเราว่าพระราชาอย่างเราต้องการอะไร  

เราก็ขอตอบว่า ... พระราชาอย่างเราต้องการคนที่ซื่อสัตย์    

เพราะคนที่ซื่อสัตย์ คือ สมบัติของพระราชาอย่างเรา "  

... ท่านครับ  

ผมก้มลงกราบถวายบังคมพระองค์อีกครั้ง ด้วยความซาบซึ้งน้ำตาไหล  

ในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้แก่ครูสอนหนังสือเล็กๆ คนหนึ่ง  

พระราชดำรัสของพระองค์มีคุณค่ายิ่งต่อชีวิตของผม  

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว  

เป็นอาหารที่ผมรับประทานแล้วอิ่มตลอดชีวิต........  

... ท่านครับ จากวันนั้นมา  

ชีวิตผมก็เปลี่ยนแปลงไป โดยที่ผมเองก็มิได้รู้ว่าทำไม  

ชีวิตของผมซึ่งเป็นครูต้องเปลี่ยนแปลงงานที่ทำโดยมิได้ตั้งใจ

ชีวิตเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ  

แต่พระราชดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้นั้นจารึกอยู่ในใจผมเสมอ  

... ผมอยากจะเรียนท่านให้ทราบเพียงเท่านี้แหละครับ  

ถ้าท่านจะกรุณานำไปเล่าให้คนทั้งหลายได้รับทราบ

ก็จะเป็นลาภของคนที่ฟัง  

เขาจะได้รู้ว่าพวกเขาควรทำอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนของพระราชา  

อาจารย์ท่านนี้เมื่อเล่าจบก็ลากลับด้วยสีหน้าที่อิ่มสุขและน้ำตาที่คลอเบ้าตา  

มิใช่เพียงอาจารย์ท่านนี้ที่อิ่มสุขเท่านั้น  

อาตมาเองซึ่งเป็นผู้ฟังก็อิ่มสุขน้ำตาคลอเบ้าเช่นเดียวกัน  


บทความของ พระราชวิจิตรปฏิภาณ วัดสุทัศน์