หากใช้หลักการของอริยสัจจ์ ๔ ประการในการวิจัยและพัฒนาปัญหาหนี้สินของชุมชน...ณ วันนี้ นักวิชาการ นักพัฒนา และแกนนำชุมชน “บางส่วน” ได้ค้นพบ ได้รับรู้และเข้าใจถึง “ทุกข์ - สมุทัย – นิโรธ” และแม้แต่ “มรรค” กันบ้างแล้ว

เราเพิ่งเดินทางกลับจากเชียงใหม่

ครอบครัวของเรามี “สัญญาใจ” ร่วมกันว่า ประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี จะเดินทางไปทำบุญที่ภาคเหนือด้วยกัน เพื่อถวายปัจจัยไทยธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์สามเณรและช่วยบูรณะวัดวาอารามต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกล

 

การไปทำบุญที่เชียงใหม่ในปี ๒๕๕๒ นี้ ทำให้เราได้พบเห็นบางสิ่งบางอย่างที่แปลกไปกว่าทุกปีที่ผ่านมา

 

ป้ายขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างถนน บนเส้นทางจากวัดบ้านขุน อำเภอฮอด ไปยังวัดทุ่งจำเริญ อำเภออมก๋อย มีข้อความที่สะดุดตาสะดุดใจเรามาก...ทุกปีที่มาทำบุญที่นี่ เราก็ใช้เส้นทางนี้ แต่ไม่เคยมีป้ายแบบนี้เลยนี่นะ...

 

ช่วงขากลับกรุงเทพฯ จากอำเภอฮอด เราเลี้ยวขวา ...ใช้เส้นทางลัดที่ตัดผ่านช่องเขาเพื่อไปทางอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง... ระหว่างเส้นทางนี้ เราพบป้ายแบบนี้ข้างถนนอีกเช่นกัน

 

เสียดายที่ไม่มีโอกาสเก็บภาพป้ายที่ว่านี้มาฝาก

 

ด้านบนของป้ายมีชื่อของบริษัทสินเชื่อ....(ไม่บอกชื่อดีกว่านะ) ถัดมามีอักษรตัวเอนขนาดใหญ่สีแดงเขียนบนพื้นสีขาวว่า “คุยเรื่องเงิน” โดยบรรทัดถัดมาเขียนต่อไว้ว่า “......กับคนกันเอง” จากนั้นก็เป็นการบรรยายถึงสินเชื่อที่จะได้รับอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ และสรรพคุณของบริษัทดังกล่าว... ปิดท้ายที่ด้านล่างของป้ายด้วยหมายเลขโทรศัพท์ของบริษัทเพื่อความสะดวกของลูกค้าในการติดต่อ

 

แวบแรกที่เห็นป้ายนี้ เรานึกในใจว่า “...มาถึงนี่ได้เชียวนะ ชุมชนท่าจะแย่แน่คราวนี้” แล้วก็นึกต่อไปถึงสภาวะหนี้สินและการ "หมุนหนี้" ของพี่น้องในชุมชน แหล่งเงินกู้นอกระบบและดอกเบี้ยสุดโหด... สมองเราทำงานต่อ...เชื่อมโยงกับประสบการณ์ ๒๐ กว่าปีของการทำงานด้านพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะชุมชนเกษตร... ภาพ เรื่องราว และคำบอกเล่าต่าง ๆ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง...ซึ่งก็ไม่พ้น "โศกนาฏกรรม" เรื่องเดิมของชุมชนที่เคยได้รับรู้...ผลผลิตราคาตกต่ำ ปุ๋ยยาราคาแพง ...โรคแมลงระบาด...ภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครคาดเดา...และหนี้สินที่มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกคืนทุกวัน

 

“ปีที่แล้วฝนแล้งไม่ได้ข้าวเลย..พอมาปีนี้น้ำก็มาท่วมเสียอีก จะเอาอะไรกินกันยังไม่รู้เลย...”

“ลูกก็กำลังเรียน พ่อมันก็มาป่วย...หากไม่มีเงินส่งต้นส่งดอก เถ้าแก่เค้าก็มายึดโฉนดที่ดินเราไป”

“ค่าเช่าที่นาก็เพิ่มขึ้นทุกปี หักลบกลบหนี้ ก็แทบไม่เหลืออะไร...”

“บริษัทเค้าบอกว่า ให้เราลงทุน แล้วจะมารับซื้อในราคาประกัน ถึงเวลาก็ไม่เห็นมา...ก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาได้ที่ไหน...”

“ไอ้ครั้นจะไปหางานอื่นทำ ตัวเราก็ไม่มีความรู้”

ฯลฯ

สารพัดสารพันปัญหาที่รุมเร้า...ที่ชุมชนบอกเล่าให้เราฟังเพื่อระบาย "ทุกข์ในใจ"... ผ่านคำพูดซื่อ ๆ และตรงไปตรงมา

 

แวบต่อมา...เรานึกถึง “สมการหนี้สิน” ของชุมชน...เพราะชอบเรียนรู้และค้นหาความจริงนอกตำรา เราจึงชอบงานลงพื้นที่ การมีโอกาสได้ทำงานกับชุมชน ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ ของชุมชนรวมทั้งสภาวะการเป็นหนี้ของชุมชนทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ จำได้ว่าเคยนำเสนอและอภิปรายเรื่อง“สมการหนี้สิน” ของชุมชนนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งในเวทีวิชาการและการประชุมสัมมนาของหลายหน่วยงาน

 

จำได้อีกว่า ในการประชุมที่ว่าด้วยงานวิจัยครั้งหนึ่ง เราเคยตั้งประเด็นท้าทายหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องแนวทางแก้ไขหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ม.เกษตรศาสตร์และทำงานที่ธกส.ว่า “…คงไม่ต้องทำวิจัยเพื่อหาสาเหตุของการเป็นหนี้ ไม่ต้องตั้งสมมุติฐานและตัวแปรมากมายเกือบสี่สิบตัวในสมการหนี้ ไม่ต้องใช้สถิติที่มีการคำนวณซับซ้อนเพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปร เพราะสมการนี้ง่ายมาก เมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็เป็นหนี้....”

 

เรายังได้เสนอข้อคิดเห็นต่อธกส.ต่อไปอีกว่า “หากจะทำให้พี่น้องเกษตรกรเป็นหนี้น้อยลง สิ่งที่ธกส.สามารถทำได้ทันทีคือ การปรับลดเงินเดือนและโบนัสของพนักงานธกส.ลง แล้วนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรลูกค้าธกส.มีรายจ่ายที่น้อยลง”

กับข้อเสนอนี้... เราแอบเห็นผู้แทนจากกระทรวงการคลังที่นั่งอยู่ตรงข้ามเรา...ก้มหน้าลงพร้อมอมยิ้ม

 

หลังเลิกประชุม...พี่หัวหน้าโครงการวิจัยฯเดินมาหาเราและบอกว่า ฟังตุ้มพูดแล้ว พี่ก็รู้สึก guilty เหมือนกัน..พวกเราได้โบนัสทุกปี พี่เองก็ได้ปีละสองสามแสน ขณะที่เกษตรกรต้องเป็นหนี้เป็นสิน”

............

 

เราคิดว่า หากใช้หลักการของ "อริยสัจจ์ ๔ ประการ" ในการวิจัยและพัฒนาปัญหาหนี้สินของชุมชน จากข้อมูลและรายงานต่าง ๆ ที่มี... ณ วันนี้ นักวิชาการ นักพัฒนา และแกนนำชุมชน “บางส่วน” ได้ค้นพบ ได้รับรู้และเข้าใจถึง “ทุกข์ - สมุทัย – นิโรธ” และแม้แต่ “มรรค” กันบ้างแล้ว

 

สิ่งสำคัญคือ จะทำให้ “ส่วนใหญ่” ของผู้คนที่เหลืออยู่ได้รับรู้ ได้ตระหนัก และได้ร่วมกันรวมพลังเพื่อนำพาชุมชนให้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่ง “มรรค” ที่ค้นพบนี้กันได้อย่างไร

 

คำบรรยายรายวิชาการวิเคราะห์ชุมชนเกษตรและการพัฒนาการเกษตรของครูเรา... Prof. Dr.Marcel MAZOYER แห่งสถาบันการเกษตรแห่งชาติ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ...ดังขึ้นในใจ

 

“เมื่อรายได้มาจากการขายผลผลิต ก็มาดูว่าผลิตอะไร ได้ผลผลิตปริมาณเท่าใด และราคาผลผลิตเป็นอย่างไร”

“ปริมาณผลผลิตขึ้นกับระบบภูมินิเวศเกษตร และเทคนิคในการผลิต ส่วนราคาผลผลิตนั้นเป็นไปตามหลักการของ Demand-Supply แต่ก็มีบางครั้ง บางจังหวะ ที่กลไกราคาไม่เป็นไปตามหลักการ เช่น มีการ Subsidize ฯลฯ”

“ส่วนรายจ่าย ก็ดูจากต้นทุนการผลิต ทั้งที่เป็นต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ ตามดูในรายละเอียดต่อว่า การผลิตทางการเกษตรแต่ละระบบในชุมชนเกษตรนั้น มีค่าต้นทุนผันแปรอะไรบ้าง และมีค่าต้นทุนคงที่อะไรบ้าง อย่าลืมนะว่า...มีต้นทุนคงที่ที่สามารถผันแปรตามการผลิตด้วยเหมือนกัน เช่น โรงเรือนที่มีขนาดต่างกันตามจำนวนฝูงสัตว์ ฯลฯ”

“หากเกษตรกรสามารถพัฒนาประสิทธิภาพแรงงานหรือประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

“เช่นเดียวกัน หากเกษตรกรสามารถลดรายจ่ายส่วนที่เป็นต้นทุนการผลิตลงได้ ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน”

“จากนั้น ก็มาดูในส่วนที่เป็น Social Distribution คือ ส่วนที่เป็นค่าดอกเบี้ย ค่าภาษี ค่าเช่าที่ดิน ดูว่าเกษตรกรต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อย่างไร”

“ส่วนที่เหลือสุดท้ายนี้ คือ รายได้ที่แท้จริงจากภาคการผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร”

“การที่ครัวเรือนเกษตรกรจะดำรงอยู่ ไม่ล่มสลายหายไปนั้น อย่างน้อยรายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนเกษตรกรจะต้องอยู่เหนือเส้นแห่งการยังชีพ (Revival Threshold) และหากจะมีความสามารถผลิตในฤดูกาลต่อไปได้ ต้องมีรายได้ที่แท้จริงอยู่เหนือเส้นแห่งการผลิตซ้ำ (Reproduction Threshold)

“เส้นที่ลากขนานกับแกน Y จากจุดตัดระหว่างเส้นกราฟประสิทธิภาพการผลิตและเส้นแห่งการผลิตซ้ำ มายังแกน X จะทำให้เราทราบว่า ภายใต้ระบบการผลิตทางการเกษตรระบบหนึ่ง ๆ นั้น จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่ต่อแรงงานอย่างน้อยที่สุดเท่าใด จึงจะทำให้เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตซ้ำได้”

ฯลฯ

 

เราขอต่อคำบรรยายของครูว่า

“หากจะแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรและหนี้สินชุมชน รัฐในประเทศที่กำลังพัฒนาต้องมีนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนว่า รัฐจะกำกับดูแลเรื่องต้นทุนการผลิต ราคาปัจจัยการผลิต และราคาผลผลิตต่าง ๆ อย่างไร อีกทั้งจะพัฒนาโครงสร้างการผลิตพื้นฐาน คือเรื่องที่ดินทำกิน เรื่องการจัดการน้ำ และระบบตลาดสินค้าเกษตรอย่างไร สิ่งที่ต้องทำโดยเร่งด่วนคือ การสนับสนุนให้เกิดสถาบันการเงินของรัฐและสถาบันการเงินชุมชนที่ให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกร อันจะนำไปสู่การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้รัฐต้องมีแนวทางการจัดระบบสวัสดิการชุมชนที่เหมาะสมและเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน

 

“ชุมชนต้องเปลี่ยนวิธีคิดและวิถีปฏิบัติจากการพึ่งพาผู้อื่นมาพึ่งตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของชุมชน ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลชุมชน โดยเฉพาะด้านรายรับ-รายจ่าย มีการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ตนเองของชุมชน และนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง

“เศรษฐกิจชุมชนจะเข้มแข็ง ต้องทำให้เงินในชุมชนเกิดการหมุนหลาย ๆ รอบ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนผลผลิตในชุมชนทั้งที่เป็นสินค้าและบริการ มีการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปผลผลิต และสร้างตลาดทางเลือกทั้งที่เป็นตลาดชุมชนและตลาดเครือข่าย”

 

ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก”

“ต้องอุดรูรั่ว ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดละเลิกอบายมุข เหล้า บุหรี่ หวย การพนัน”

“ต้องช่วยกันบริหารจัดการ ช่วยกันออม ช่วยกันจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ ในชุมชน จัดตั้งธนาคารชุมชน โดยใช้เงินเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนและฟื้นฟูทุนทางสังคม

“เราต้องสร้างสวัสดิการของพวกเรากันเอง สวัสดิการจะมาเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินชุมชนซึ่งเป็นกองทุนแห่งความรัก เป็นสถาบันการเงินเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูล มีการปันผลและมีการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่งไม่ใช่การสงเคราะห์ แต่เป็นการให้อย่างมีคุณค่าและการรับอย่างมีศักดิ์ศรี”

“ผู้นำต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม บริหารด้วยความโปร่งใส ธรรมาภิบาล”

"ต้องมีการจัดการความรู้ ต้องพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการ ติดอาวุธทางปัญญา พาเรียนรู้ศึกษาดูงาน"

ฯลฯ

ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในวันนี้ เราได้แต่หวังว่า ชุดความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในตัวผู้คนและชุมชนต้นแบบจะถูกนำไปใช้ "ปฏิบัติการ" เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ได้ผลจริง ...

โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐที่กำลังอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่หมู่บ้านและชุมชน จะช่วยทำให้รายได้โดยรวมของครัวเรือนเกษตรกรซึ่งมาจากรายได้ภาคเกษตรและรายได้นอกภาคเกษตร "พอเพียง" ต่อการยังชีพและการผลิตซ้ำได้อย่างไร...อีกทั้งจะช่วยทำให้ปัญหาหนี้สินซึ่งเป็น "ทุกข์" ของชุมชนเบาบางลงได้หรือไม่ ...เป็น "โจทย์ร่วม" ของคนทำงานสายชุมชนที่จะต้องรวมพลังร่วมด้วยช่วยกัน

 

เราหวนคิดถึงป้ายข้างถนน “คุยเรื่องเงิน...กับคนกันเอง” อีกครั้ง

...ป้ายโฆษณาสั้น ๆ ที่สามารถปลุกพลังภายในตัว และสร้างกำลังใจให้เดินต่อ....