วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

แผ่นน้ำ ณ ท่ามศศินะแสง
ดุจะแต่งระลอกรอ
ผืนกว้าง ณ กลางวตะพะนอ
ดุจะรอระริกผืน

๐ ลมโรยประโปรยชละระลอก
ดุจะหยอกจะยั่วคืน
แนวพฤกษ์ผนึกนิละทะมื่น
ระกะตื่นระรื่นตาม

๐ วงจันทร์ถวัลยะโพยม
กละโคมนะส่องคาม
วงพักตร์สุลักษณ์พฤติพิราม
ฤจะห้ามละห้อยเห็น

๐ ใจคนระคนทุขะสภาพ
ฤจะบาปะสาบเป็น-
บ่วงล่าม ฤ ห้าม ฤ ละ ฤ เร้น
ขณะเค้นก็สุดคลาย

๐ ฝ่าขวัญประจันฤดิพิมล
ปะทุผละพริ้งพราย
แผ่วผ่านประสารกมละหมาย
รสะผายก็พร่างพรม

๐ โหยเห็นบ่เว้นระยะถวิล
ขณะจินตะจ่อมจม
ห่างเห็นก็เข็ญอุระระทม
ฤจะข่มฤดีคอย

๐ หลับฝันก็มั่นจะเจอะจะเจอ
ขณะเผลอก็เหม่อลอย
ตื่นตาผวานัยนะพลอย-
จะละห้อยระโหยเห็น

๐ เต็มตรองคระลองรหัสะนัย
ก็พิไลพิลาสเพ็ญ
อกใจไฉนผิวะจะเร้น
ก็จะเค้นซะเค็มขม

๐ อบอุ่นละมุนระยะคะนึง
ขณะหนึ่งก็นานนม
งามหนึ่งก็ถึงบทะปฐม
ระดะห่ม ณ ห้องใจ

๐ โอ้..งามละลามนยะระบัด
ปฏิพัทธะอำไพ
ดวงมานสมานกะพิสมัย
ระยะใจก็เชื่อมถึง

๐ เที่ยวทางระหว่างระยะกมล
รติ..ดละเหนี่ยวดึง
อ่อนเอนกระเวนบทะคะนึง
ดละซึ้งผสานเสริม

๐ ลมรื่นระผืนทกะสะท้อน
อุระตอนก็ตวงเติม
หวานซึ้งก็ถึงภวะกระเหิม
รสะเริ่ม..ก็เพิ่มแรง

๐ เหมือนหวานและคราญสิริพิสุทธิ์
จะประทุษและเสียดแทง
โอ้ใจ..ไฉนจะผละจะแผลง
ยุติแว้งบ่วกเวียน

๐ หอมกรุ่นกะสุนทริยภาค
จะประจาคก็จวนเจียน-
เกินหมายจะถ่ายนยะเสถียร-
ฤดิเพียระผูกพัน

๐ เกินการณ์จะผ่านนยะประพจน์
มธุรสะโรมรัน
สุดที่จะลี้จะผละจะผัน
รตินั้นนิรันดร




ล.....



๐ น้ำแล่นริ้วปลิวผืนในคืนค่ำ
ระลอกลำก็ระริกระริวไหว
ผืนแผ่นกว้างลมโหมตระโบมไป
ค่อยค่อยไหลริ้วตื่นเป็นคลื่นครวญ

๐ ลำลมโชยเฉื่อยหยอกระลอกน้ำ
เมื่อมืดดำโลมรุกไปทุกส่วน
แนวพฤกษ์พรรณลมเห่ก็เรรวน
ระกะซวนเซซบตระหลบลม

๐ จวงจันทร์ครองฟ้าโอ่แสงโอภาส
ดั่งโคมสาดป้องคืนจากขื่นขม
วงพักตร์งามแตะตื่นความรื่นรมย์
จะขับข่มละห้อยเห็น..ยากเข็ญนัก

๐ ใจเอยเมื่อห่างเห็นก็เป็นห่วง
จะเลือนล่วงโฉมเผชิญก็เกินหัก
ราวบ่วงบาปล่ามร้อยผ่านรอยพักตร์
สุดกร่อนกักบีบเค้นให้เว้น...คลาย

๐ ฝ่าขวัญฝากฤดี..เกินลี้หลบ
เมื่อบรรจบก็สุดที่จะหนีหาย
ครั้นแผ่วผ่านสะท้านไปทั้งใจกาย
คือความหมายหอมหวาน..เผยผ่านชม

๐ ละเมียดละมุนทรวงในบ่วงถวิล
สอดแทรกจินตนาการผสานผสม
ครั้นห่างเห็นเติมขวัญ..ด้วยรันทม
ด้วยสุดข่มหวั่นระรัว...แห่งหัวใจ

๐ หลับฝันก็รอคอยละห้อยหวน
เฝ้าคร่ำครวญผูกพัน..แสนหวั่นไหว
หลับตื่นแต่วาบหวามด้วยความนัย
โอ้กระไรเฝ้าคะนึงเพียงหนึ่งเดียว

๐ ลอบเร้นเสน่หาความอาลัย
เก็บกักไว้หวังแค่..ได้แลเหลียว
หวังสายใยสองเส้น..ถักเป็นเกลียว
ไว้หน่วงเหนี่ยวโอบล้อมประนอมคะนึง

๐ ระหว่างความอบอุ่นละมุนละม่อม
ก็พรั่งพร้อมสุจริต..แรงคิดถึง
ระหว่างนัยลึกล้ำ..พากย์รำพึง
รวมเป็นหนึ่งห่มครอง ณ ห้องใจ

๐ เมื่องดงามวามเห็นราวเส้นสร้อย
ดาลพร่างพร้อยแววระยับขึ้นขับไข
ก็เมื่อนั้นถ้วนปวง..ความห่วงใย
จะทอถักผสานให้เป็นนัยเดียว

๐ ท่ามทางระยะก้าว..ที่เท้าเหยียบ
เกรงจะเยียบเย็นเหงา..ด้วยเปล่าเปลี่ยว
สายใยเอยสองเส้น..จะเป็นเกลียว-
ก็แต่ร่วมแนบเหนี่ยว..ทุกเสี้ยวทรวง

๐ ริ้วลมล่องผันผ่านฝ่าลานน้ำ
และอกกรำคะนึงแสน, ความแหนหวง-
ความหอมหวาน, เงียบเหงา-อันเปล่าปวง
ก็เริ่มทวงทาบบทให้ทดลอง

๐ เหมือนหวานจะผ่านบทให้ทดสอบ
เข้ารายรอบคละระคนด้วยหม่นหมอง
และเพียงนัยหนึ่งระยับให้จับจอง
ก็สุดป้องปัดถวิลให้สิ้นแรง

๐ หอมเอย..หวานหอมเมื่อน้อมแนบ
อาจตระหลบปวดแปลบเข้าแอบแฝง
ทั้ง..งดงามอาจเวียนเข้าเปลี่ยนแปลง
เพื่อเติมแต่ง..ลึกล้ำ..ในสัมพันธ์

๐ งามเอย...พจนารูปวาที
จะแผ่ผ่านห้วงฤดีเติมสีสัน
และฟังเถิดครวญคร่ำ..ถ้อยจำนรรจ์
จะขอเคียงคู่ขวัญ...นิรันดร