สงกรานต์ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นี้ คุณตาพาพวกเราครอบครัวตัวแสบ เดินทางไปหายายทวด ยายทวดอยู่ไกลจากเรามากๆ เลย ยายบอกว่าถ้าพวกเราทำตัวน่ารักๆ ไม่ทำสกปรกในรถของตา (สารถี :) ยายจะพาเราไปเที่ยวอีก วันนั้นเราแต่งตัวกันสวยมากเลย ยายซื้อสร้อยคอที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ ใส่ให้พวกเรา ยายบอกว่าเวลาพวกเราอยู่ลับสายตายาย ยายจะได้ยินเสียงของพวกเรา แต่พ่อกับแม่ไม่ใด้สร้อยคออันใหม่ล่ะ

ขอแนะนำตัวหน่อยนะคะ ครอบครัวตัวแสบ (ขอร้องให้ยายเปลี่ยนชื่อให้ฟังดูดีหน่อย แต่ยายบอกว่าเหมาะกับพวกเราที่สุดแล้ว) คุณพ่อของเราชื่อคุ้กกี้ แบบว่าตัวดำ และหัวหงอกนิดหน่อย คุณพ่อค่อนข้างจะอาวุโสแล้ว ส่วนคุณแม่เป็นสาวน้อยวัยเอ๊าะ ชื่อแม่นิ้งหน่อง คุณแม่มีขนสองสี เทาขาว สวยเชียวล่ะ ส่วนพวกเรา คุณหนูจอมแสบ (ตาเรียกแบบนี้บ่อยๆ ) ชื่อหนุงหนิง กะ น้อยหน่า

แนะนำตัวแล้ว อ้าวลืมแนะนำตัวตากะยายซะแล้ว คุณตาเรียกว่า  "ลุงเครา" ก็แล้วกัน ส่วนคุณยายเรียก ยายต๋อย นะ

ออกเดินทางวันที่ ๑๒ นะ พวกเราเด็กๆ ตื่นเต้นมากเลย พ่อกะแม่เคยไปเที่ยวไกลๆ กะตากะยายหลายครั้งแล้วไม่ตื่นเต้นมากเท่าพวกเรา ครั้งแรกนะเนี่ย แต่ขนาดว่าไม่ตื่นเต้นนะ พ่อกะแม่ก็ยืนเกาะหน้าต่างรถกินลมจนพุงกางหน้าชาไปเลย

ตาพาพวกเรามาที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว พอลงจากรถได้พวกเราก็ถูกรุมอุ้มจากพี่มัคคุเทศก์อาสากันยกใหญ่ อุ้มเราจนเวียนหัวไปหมด ขอนอนเอาแรงใต้ท้องรถตาก็แล้วกัน จากใต้ท้องรถเรามองเห็นอะไรๆ เยอะแยะเลย พ่อคุ้กกี้วิ่งไปวิ่งมากะแม่นิ้งหน่องอย่างสนุกสนาน ตื่นเต้นที่ได้วิ่งเต็มฝีเท้า เพราะอยู่ที่บ้านไม่ค่อยได้ออกไปวิ่งหรอก ยายบอกว่าระวังรถคันโตๆ มันจะวิ่งมาชนเอา แล้วจะไม่ได้อยู่กะตาและยายอีก

พ่อคุ้กกี้คงจะร้อนจัดลงไปลุยในหนองน้ำ (งานนี้ยายเหนื่อยอีกแล้ว) ส่วนตากับยายเดินไปกับพี่ๆ ไกด์นำชมปราสาท ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธมนี้กำลังอยู่ระหว่างการบูรณะ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ คงอีกหลายปีกว่าจะเสร็จ ถ้าเสร็จแล้วคงจะเป็นปราสาทที่มีความสง่างามมากที่เดียว

... :) ขออนญาตพักแป๊บนึง แล้วจะมาเล่าต่อนะ

ที่นี่เขามีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นอาสาสมัคร เป็นพี่ๆ นักเรียนจากโรงเรียนแถวนั้น มีคุณอาชัยรัตต์ สกุลพราห์ม เป็นประธานมัคคุเทศก์ท้องถิ่นคอยให้คำแนะนำพาเที่ยวชม มัคคุเทศก์เล่าว่าเมื่อก่อนที่นี่เป็นที่อยู่ของคนเขมรจำนวนมากที่อพยพเข้ามา มีการฝังระเบิดไว้มากมายเป็นพันๆ ลูก แต่ไม่ต้องกังวลไปในบริเวณปราสาทและรอบๆ นี้ ระเบิดเหล่านั้นได้รับการเก็บกู้ไปจนหมดเรียบร้อยแล้ว แต่ที่สำคัญถ้าไม่จำเป็นอย่าเดินออกไปไกลๆ ให้มากนัก ให้เดินตามมัคคุเทศก์ไว้แหละ ปลอดภัยที่สุด

ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตั้งอยู่บ้านโนนหมากมุ่น ตำบลโนนหมากมุ่น กิ่งอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ประกอบด้วยปราสาทประธานล้อมรอบด้วยกำแพงและคูน้ำ กำแพงชั้นในก่อเป็นระเบียงคด มีซุ้มประตู (โคปุระ) ทางเข้าตรงกลางทางทิศตะวันออก ส่วนด้านอื่นๆ ทำเป็นประตูหลอก ปิดทึบทั้งสามด้าน

sadok kokthom

ปรางค์ประธานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ด้านหน้าปรางค์ประธานเป็นมณฑป สภาพพังทลาย ที่มุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันตกเฉียงใต้ภายในระเบียงคดด้านหน้าปรางค์ประธานมีบรรณาลัย ๒ หลัง ระหว่างบรรณาลัยถึงปรางค์ประธานมีร่องรอยชิ้นส่วนของสะพานนาคปรากฎอยู่ สิ่งก่อสร้างภายในระเบียงคดเหล่านี้สร้างด้วยหินทรายบนฐานศิลาแลง

ถัดจากระเบียงคดออกมาเป็นคูน้ำล้อมรอบเว้นทางเดอนด้านหน้า ถัดจากคูน้ำออกมามีกำแพงอีกชั้นหนึ่งเป็นกำแพงชั้นนอกก่อด้วยศิลาแลง มีซุ้มประตู (โคปุระ) อยู่กลางกำแพงด้านทิศตะวันออกจากซุ้มประตูนี้มีทางเดินปูด้วยกินสองข้าง ประดับเสารูปดอกบัวเหลี่ยม (เสานางเรียง) เป็นระยะๆ ตรงไปยังสระน้ำขนาดใหญ่ทางทิศตะวันออก สระดังกล่าวมีขนาดความกว้างยาวประมาณ ๓๐๐*๖๐๐* เมตร

โบราณวัตถุที่สำคัญได้แก่ ชิ้นส่วนทับหลังหน้าบันที่ขุดพบขณะขุดแต่งซุ้มประตูกำแพงชั้นนอก อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ และจารึก ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ระบุตรงกับ พ.ศ. ๑๕๙๕

ยายกะตาอยู่เที่ยวชมปราสาทจนตะวันคล้อยต่ำไปมากแล้วนะ ถ้าไม่รีบสงสัยไปไม่ถึงบ้านยายทวดแน่วันนี้

ออกจากปราสาทสด๊กก๊อกธมด้วยความทุลักทุเล ก็จะอะไรซะอีกล่ะ พ่อคุ้กกี้ตัวแสบน่ะสิ ลงไปเล่นน้ำในคู เลอะเทอะโคลนและต้นจอกเล็กๆ เต็มตัวเลย ลำบากยายต้องพาไปอาบน้ำ ส่วนแม่นิ้งหน่องก็ใช่ย่อยคอยแต่ยั่วสี่ขาที่อยู่ในวัด จนยายต้องรีบอุ้มทั้งสองตัวขึ้นรถแทบไม่ทัน

ยายโมโหตานิดหน่อยที่ไม่ยอมช่วยอาบน้ำให้พ่อ ก็ตาน่ะมัวแต่ถ่ายรูปปราสาท ถ่ายซะเยอะแยะเลย แต่พอออกมาเจอเด็กๆ สาดน้ำใส่ยายก็หายโมโห ยิ้ม :) ได้ล่ะ

ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว ตากับยายยังตกลงไม่ได้ว่าจะขับรถไปบ้านย่าทวดเลยหรือแวะกลางทางแล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปต่อ ตาตัดสินใจว่าแวะปราสาทโคกงิ้วก่อนแลวค่อยว่ากัน ฮา (ไม่เข้ากันเลยนะตานะ) ตกลงก็แวะปราสาทโคกงิ้วก่อน อยูตำบลปะคำ อำเภอปะคำ จังหวัดนครราชสีมา ที่นี่เป็นอโรคยาศาล หนึ่งในสามสิบกว่าแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเรานี้ สภาพที่เหลือ ปรางค์ประธานค่อนข้างสมบูรณ์ ยังมีชั้นหลังคาสูงขึ้นไปเกือบถึงยอด รอบๆ เป็นทุ่งนา ตอนที่พวกเราไปถึงกันนั้นก็มืดค่ำแล้ว พวกเราก็เลยรีบกลับออกมาเพราะตากะยายตัดสินใจกันแล้วว่าจะต้องหาที่พักก่อน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปต่อ

kok ngew

ปัญหามีอยู่ว่าพวกเราสี่ขาเนี่ยจะมีที่พักไหนยินดีให้พวกเราเข้าไปพักกะตากะยายมั่งไหมหนอ? ตาขับรถมาถึงนางรอง บุรีรัมย์แล้ว ตอนนี้พระอาทิตย์ลับทุ่งนาไปแล้ว ยายก็เผ้ามองป้ายหาที่พัก โป๊ะเชะ ยายเจอที่พักแล้ว ป้ายบอกชื่อรีอสอร์ทบ้านเสาะ ตาก็เลี้ยวซ้ายตามป้ายไปเลย ไปถามเอาดาบหน้า พวกเราก็หมดพลังกันแล้ว สงบเงียบไม่กวนตากะยายแล้ว ต่างตัวต่างนอนหมอบ พักแล้วพวกเรา ตาจอดรถหน้ารีอสอร์ทแล้วส่งยายเป็นทัพหน้าไปถามถึงห้องพัก ไชโย เจ้าของใจดีให้สี่ขาเข้าห้องได้ เจ้าของเขาบอกว่าเขาก็มีสี่ขาอยู่หลายตัวเหมือนกัน ดีใจจัง ได้ที่พักแล้วสำหรับคืนนี้

พวกเราหม่ำอาหารเย็นตอนเกือบสามทุ่ม เสร็จแล้วพวกเราก็สลายตัวสำรวจห้องกันจ้าละหวั่น ส่วนตากะยายออกไปทานอาหารข้างนอกห้อง กว่าตากะยายจะกลับเข้ามาก็เป็นเวลาที่พวกเราต้องเข้านอนแล้ว ทุกคน (และทุกตัว)

:) หนุงหนิงกะน้อยหน่าและครอบครัวตัวแสบขอชาร์ตแบตก่อนนะ พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องของวันใหม่ให้ฟัง ;) >L<

ตะวันรอนที่นางรอง

 

ราตรีสวัสดิ์ :)

หนุงหนิงกะหน้อยหน่า

เช้าวันใหม่แล้ว พวกเราหนุงหนิงกะน้อยหน่าขอสวัสดีตอนเช้าเจ้าค่ะ ทักทายเลียหน้าเลียตากันแล้ว พร้อมจะเดินทางต่อแล้วนะ

เมื่อวานน่ะ เมื่อยายคืนห้องคืนกุญแจให้คุณยายเจ้าของรีสอร์ทแล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ปราสาทหินพนมรุ้ง อากาศยามเช้าดีมากๆ เลย ยายเก็บภาพเคลื่อนไหวไปตลอดทาง เช้าๆ คนเดินตามถนน บ้างก็ไปตลาด บ้างก็จับกลุ่มคุยกัน ปู่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนที่ไม่ใหญ่นักตามป้ายว่าไปพนมรู้ง ตาจอดรถหน้าร้านปาท่องโก๋กะกาแฟโบราณ พวกเราครอบครัวตัวแสบไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากรถ เพราะรอบๆ มีพลพรรคสี่ขาอยู่หลายตัว ตาเกรงว่าสุขภาพของพวกเราจะไม่ปลอดภัย พวกเราก็ได้แต่มองดูตากะยายนั่งทานกัน พวกเราเห็นมีคุณตาอีก ๓ คนนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง บ้านนี้น่าวิ่งเล่นจัง มีลานโล่ง มีดอกไม้สวยๆ อยากแทะเล่นจัง ตากับยายถ่ายรูปดอกไม้หน้าบ้านเขาด้วย สวยอ่ะ

ตากินไปอ่านหนังสือพิมพ์ไป สักพักก็ออกเดินทางต่อ ขึ้นเขาพนมรุ้ง เกิดปัญหาแล้ว เมื่อลำไส้เล็กทำงาน ลำไส้ใหญ่ก็ตามกระบวน ยายมองหาห้องน้ำ ปั๊ม อะไรก็ได้ ยกเว้นป่าข้างทาง (ตาแนะนำ) ยายบอกยายทนไหว ไปให้ถึงพนมรุ้งก่อนห้องน้ำมีอยู่แล้ว ปรากฎว่าตาก็หนีไม่พ้นกระบวนการทางธรรมชาติ ลำไส้ใหญ่ของตาเริ่มปั่นป่วน ทำให้เท้าของตากดคันเร่งเพื่อให้ไปถึงลานจอดรถให้เร็วที่สุด โอ้เขาพนมรุ้งเป็นพยาน พวกเรามาเช้าไปห้องน้ำที่ลานขายของที่ระลึกยังไม่มีคนมาเปิด เอางัยดี โน่นงัย วัดที่อยู่ทางขวามือน่ะ ตาจู้ดไปคนแรกเลย ยายล็อครถ เปิดระบายอากาศให้พวกเราตามเคย เฝ้ารถอีกล่ะ พ่อคุ้กกี้กะแม่นิ้งหน่องคงจะชินกับตากะยายแล้วจึงเฉยๆ ส่วนพวกเราก็เล่นฟัดกันจากเบาะหน้าไปเบาะหลัง ปีนชักคล่องแล้วนะพวกเรา

ตามาถึงรถก่อนตามด้วยยาย ตาเปรยว่าสงสัยน้ำพริก (แสนอร่อยที่รีสอร์ทบ้านเสาะ) เมื่อคืนจะทำพิษซะแล้ว จะเข้าปราสาทไหวไม๊ย ตากำลังประเมินสถานการณ์ แล้วใครจะดูแลพวกเรา ถ้าไม่มีที่จอดรถร่มๆ พวกเราจะลำบาก (ร้อนสิจ๊ะ) ตาว่าเราลงไปปราสาทเมืองต่ำดีกว่า (ไม่ไกลกัน อยู่ข้างล่าง จึงเรียกเมืองต่ำ) พนมรุ้งก็มาตั้งหลายเที่ยวแล้ว มติตกลงเป็นเอกฉันท์ วันนี้เลยได้ยอดพนมรุ้งจากถนน ๒ รูปและยายได้ภาพเคลื่อนไหวเมืองต่ำจากทางลงภูเขา มีเวิ้งน้ำใหญ่ ทุ่งนา สวยงามมากในยามเช้า

ก่อนถึงเมืองต่ำ ทางขวามือเป็นกุฏิฤาษี บ้านโคกเมือง ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย บุรีรัมย์ ตาเลี้ยวรถเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นเป็นบารายกว้าง ใหญ่ ซึ่งมีน้ำเต็ม อุดมสมบูรณ์มากบริเวฯรอบๆ มีบ้านผู้คนและทุ่งนา ปราสาทได้รับการบูรณะแล้ว ปรางค์ประธานก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายฐานปรางค์เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ขนาด ๗*๗ เมตร มีมุขยื่นออกด้านทิศตะวันออกยาวออกไปเป็นประตูเข้าออก ขนาดประมาณ ๒.๒๐*๓.๓๐ เมตร

บรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลงและหินทรายอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ภายในกำแพงแก้ว กุฎิฤษษีนี้เป็นอโรคยาศาลอีกแห่งหนึ่งที่สร้างในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘

ก็อย่างที่เห็น น้ำน่าเล่นขนาดนั้นพ่อคุ้กกี้มีหรือจะพลาด ตามเคย เปียกซก ยายต้องเหนื่ยอีกแล้ว พวกเราครอบครัวสี่ขาสี่หน่อ กินอาหารเช้าที่กุฏิฤาษีนี่แหละ ไก่สับในน้ำซอสหวานคลุกกับเม็ดอาหารกรอบๆ อร่อยจัง แม่นิ้งหน่องบอกว่าให้พวกเราทานให้มากๆ เพราะวันนี้ต้องใช้พลังงานมาก ต้องเดินทางกันอีกไกล

ออกจากกุฏิฤาษีแป๊บเดียวก็มาถึงปราสาทเมืองต่ำ ตาไม่ได้เข้าไปข้างในหรอก ก็มาหลายรอบแล้ว ผ่านมาทีไรก็แวะทุกที ครานี้ไม่ประทับใจเท่าไรเพราะตาบอกว่าไม่น่าจะมีพ่อค้าแม่ขายมาตั้งแผงขายของกันรอบๆ ปราสาทเลย ทำให้ดูไม่ดี เสียทัศนเนตรกันหมด (ยายคิดคำนี้เอง :) ตาก็เลยตัดสินใจจะตามรอยไปที่ปราสาทหินปลายบัดที่อยู่บนเนินเขาที่เห็นอยู่ลิบๆ ตาขับรถไปถึงสำนักสงฆ์เล็กๆ ที่มีคนมาทำบุญในวันสงกรานต์กันมากหน้าหลายตา ถามคนแถวนี้เขาก็ว่าจะขึ้นไปต้องมีคนนำทางไม่งั้นจะหลงได้ง่ายเพราะไม่มีทางให้เดินแบบว่าต้องบุกป่าขึ้นไป ปู่ก็เลยถอดใจเพราะถ้าขึ้นไปอาจต้องใช้เวลมากแล้วใครจะดูพวกเรา จอดรถไว้นานจะปลอดภัยไหม (พวกเราเป็นอุปสรรคกับตากะยายอีกแล้ว ฮือ) ยายก็เลยตัดสินว่า วันนี้ยังก่อน เอาไว้ครั้งหน้าเตรียมตัวมาให้พร้อมแล้วค่อยขึ้นไปสำรวจกัน

ดูเวลาแล้ววันนี้คงจะถึงบ้านยายทวดไม่ค่ำสักเท่าไร เพราะจุดหมายปราสาทสุดท้ายก่อนถึงบ้านก็คือ ปราสาทยายเหงา (ปราสาทในดวงใจของตา) พวกเราอยู่ที่ปราสาทยายเหงานานมากเลย พวกเราก็ชอบด้วย เพราะอะไรนะเหรอ ก็พวกเราได้เล่นขุดดิน แล้วได้วิ่งเล่น สนุกมากเลย พ่อคุ้กกี้กะแม่นิ้งหน่องก็วิ่งไปทั่วเลย ตาคุยกับพระที่อยู่แถวนั้น พระบอกว่ากรมศิลป์เขาจะเข้ามาบูรณะ (ทำนองนั้น) ประมาณปี ๕๐ ก็รอดูกันต่อไป เขาห้ามมิให้พระขุดใดๆ หรือปลูกต้นไม้ในบริเวณนี้เพิ่ม ตาตั้งข้อสังเกตว่า ปราสาทยายเหงา ปรางค์องค์ที่ ๓ น่าจะอยู่ทางซ้าย เพราะดูจากกองอิฐที่มีอยู่เป็นบริเวณมากกว่าทางทางขวาปราสาทประธาน (เอ ท่างั้นปราสาทที่เหลือค่อนข้างสมบูรณ์หลังนี้ก็อาจจะไม่ใช่ปราสาทประธานน่ะสิ?) พระเล่าว่าเมื่อก่อนตอนท่านเป็นเด็กๆ สภาพไม่ใช่อย่างที่เห็นปัจจุบัน เมื่อก่อนเห็นแนวสะพานทางเดินสู่ปราสาทหลังที่สอง (หลังที่พักมากๆ ) ตอนหลังมามีการถมที่บริเวณปราสาท ทำให้สภูมิสภาพเปลี่ยนไป

ตาเขามีความสนใจศึกษาปราสาทยายเหงาอย่างแรงกล้าเลย อยากเห็นจริงๆ ว่าหลังจาก(ถ้า) มีการขุดบูรณะปราสาทยายเหงาแล้วจะสวยงามและน่าภาคภูมิใจสไรบคนสุรินทร์เพียงไรนะ ยายก็ได้ความรู้และข้อคิดใหม่ๆ จากตามากเลย สำหรับการมาเยี่ยมชมยายเหงาในครั้งนี้

พวกเราวิ่งเล่น ขุดดิน นอนพัก แสนสบายอารมณ์จัง

พ่อคุ้กกี้ทำยายเหนื่อยอีกแล้ว ลงไปกินน้ำในหนอง โคลนเต็มขาเลย สกปรกมาก ฮิฮิ พวกเราหนุงหนิงกะน้อยหน่าก็ไม่น้อยหน้า ขุดดินจนหน้าเป็นหมูน้อยแล้วไม่เหมือนหมาน้อยเอาซะแล้ว ยายเหนื่อยยกกำลังเลยครานี้ :(

พวกเราตรงดิ่งเข้าขุขันธ์บ้านของตากันเลย ชักเหนื่อยแล้วอยากจะพักแล้วล่ะ ถึงบ้านเจอยายทวด ท่าทางยังแข็งแรง กรุชุ่มกระชวยเหมือนอากาศยามเช้าเช่นเคย ไม่เชื่อหนุงหนิง ก็ดูรูปซะก่อน

เป็นงัย สดชื่อเหมือนน้ำค้างยามเช้าไหมล่ะ หนุงหนิงหะน้อยหน่าขอยืนยัน :)

พวกเราตื่นเต้นกับบ้านใหม่มาก แม่นิ้งหน่องท้าทายพลพรรคแถวนั้นตลอดเลย พ่อคุ้กกี้ก็พลอยผสมโรงด้วย ขรมเลยล่ะ พวกเราก็ใช่ย่อย วิ่งวน สาละวนไปทั่ว เล่นน้ำในขันที่ยายให้ดื่ม โดนเพี๊ยะไปตามระเบียบ แต่ไม่มีเข็ด

ตาบอกว่าจะออกไปหาอะไรมากินกัน ยายรอ ปรากฎว่ายายรอจนเกือบจะเป็นลมเพราะความหิว และเพราะความโกรธ ยายเขาสังหรณ์แล้วว่าต้องไปเยี่ยมลุงศักดิ์ แล้วก็เช่นเคยนานเพราะซดน้ำเหลืองๆ หลายขวด กว่าตาจะกลับมาก็สายไปแล้ว ยายโกรธไปเรียบร้อย ยายประทังหิวด้วยนมเปรี้ยวไปแล้ว ก็จะออกไปซื้อข้าวเหนียว ไก่บ่าง ส้มตำจานโปรดก็ไปไม่ได้เพราะพวกเราวิ่งตามเป็นพรวมเลย ยายกลัวพลพรรคจะสกรัมก็เลยอด

กว่าตาจะกลับมาก็ค่ำแล้ว พกเอาความใจน้อยไว้เต็มเปี่ยม บ้านเปิดเข้าไม่ได้ เพราะพี่สาวคนถือกุญแจยังไม่กลับจากขายของ ไปตามหาคุณแม่ของตาก็หาไม่เจอ แรงน้อยใจพวกเราก็เลยออกไปหาที่นอนกันที่ในเมือง เก็บของขึ้นรถ ฝนฟ้าชักครึ้ม พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ยายเคลิ้มๆ ไปตลอดทางพวกเราก็ซนไปตลอดทางเหมือนกัน พ่อกะแม่ผลัดกันเป็นเนให้ปู่เพราะยายหลับไปแล้ว คงจะเหนื่อยมาก พวกเราเข้าเมืองศรีสะเกษฝนตก ยายตื่นแล้ว พวกเรามองหาที่นอนกันก่อนอื่น คืนนี้ได้ผจญภัยอีกแล้ว โรงแรมในเมืองคงไม่ต้องรับสี่ขาในห้องพักเป็นแน่ ตะเวนรอบนอก ฝนซาแล้ว ยายลงไปถามตำรวจที่ด่านเขาแนะนำม่านรูด ประมาณว่าเหมาะกับสี่ขาด้วย โชคดีได้ห้องพัก (ม่านรูด) แต่ไม่เหมือนม่านรูด ไม่มีม่านรูดปิดรถ ห้องพักกว้างขวาง สะอาด  เตียงกว้าง ห้องน้ำสะอาด แต่น้ำสกปรก (น้ำขุ่น) เจ้าของขอร้องอย่าทำที่นอนสกปรกเพราะแม่บ้านไม่มี (หยุดสงกรานต์) พวกเรารับปากอย่าแข็งขัน เพราะผิดจากนี้ไม่แน่ว่าจะหาที่พักได้อีกไหม จะต้องนอกับพื้นก็ต้องยอม โชคดีที่ไม่ต้องถึงกะนอนกับพื้นเพราะพวกเราไม่ทำสกปรกกันสักกะนิด ทุกอย่างดีหมด ยกเว้นแอร์ไม่เย็น

เช้าแล้ว ทุกคน (ตัว) พร้อมออกเดินทางผจญภัย วันนี้จะไปปราสาทไหนต่อนะ ออกจากที่พัก ปราสาทแรกที่เจอ ก็ปราสาทสระกำแพงน้อย อยู่ในวัดสระกำแพงน้อย ตำบลขยูง อำเภอเมือง ศรีสะเกษ ที่นี่ก็เป็นอโรคยาศาลอีกที่หนึ่ง สภาพที่เห็น

ปราสาทก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม มีมุขต่ออกไปทางทิศตะวันออกเชื่อมต่อกับฐานวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมีทับหลังหินทรายจำหลักเป็นรูปพระศิวะและพระอุมาประทับบนหลังโคนนทิ พร้อมแท่นฐานศิวะลึงค์หินทรายตั้งอยู่

บรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ โคปุระก่อด้วยศิลาแลงอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเชื่อมต่อด้วยกำแพงศิลาแลงล้อมองค์ปรางคื?งสี่ด้าน เหนือประตูยังมีทับหลังหินทรายสลักรูปพระกฤษณะปราบนาคกาลิยะปรากฎอยู่ ส่วนสระน้ำรูปสี่หลี่ยมผืนผ้ากรุด้วยศิลาแลงเป็นขั้นบันไดลงไปทั้งสี่ด้าน อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

พวกเราไม่ได้ลงจากรถหรอก ยายด้วย ตาเขาลงไปถ่ายรูปคนเดียว พลพรรคในวัดยังไม่ตื่นมั้งเลยยังมองไม่เห็นซักตัว แม่นิ้งหน่องทำเรื่องเสียเพราะเห่าออกไปคำเดียว เท่านั้นแหละพลพรรคมาจากทิศไหนบ้างไม่รู้เป็นสิบเลยรายล้อมรถและเห่าเสียงดังประสานไปทั่วเลย ตากลับมาแล้ว พาพวกเราออกจากวงล้อมของพลพรรค จะไปไหนต่อตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับป้ายตามทางแล้ว

พวกเราจำได้ว่าตาขับรถเข้าไปในทุ่งนามองกู่สมบูรณ์ รายการป้ายตามทางอีกแล้ว กู่สมบูรณ์ตั้งอยู่กลางทุ่งนาในสำนักสงฆ์อะไร ชื่อไม่ได้จำ จำได้ว่าในสำนักสงฆ์กำลังสร้างอะไรสักอย่างรูปร่างเป็นเรือด้วย

กู่สมบูรณ์นี้เป็นปราสาทสร้างด้วยศิลาแลง อิฐและหินทราย ผสมกัน ทั้งสามหลังตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน สภาพโดยมั่วไปปรางค์องค์กลางหักพังเหลืออยู่ครึ่งเดียว อีกสองหลังที่อยู่ด้านข้างมองดูแล้วลักษณะเหมือนกับสร้างไม่เสร็จมากกว่าที่จะเกิดจากการพังทะลาย สังเกตจากรอยบนศิลาแลงด้านบน และรอยตัดที่เหลือของปราสาทก็ฟ้องว่าน่าจะเป็นลักษณะสร้างไส่เสร็จ สาเหตุนั้นจะเนื่องมาจากไม่มีวัสดุ หรือว่าขาดช่างกระทันหันหรือด้วยเหตุใดก็สุดจะเดา ในปราสาทองค์กลางประดิษฐานรูปเคารพพระพรหมใหม่ประทับบนสิงโต ส่วนปราสาทหลังซ้ายมือมีฐานศิวลึงค์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีช่องสำหรับวางศิวลึงค์ ๒ ช่อง ส่วนปราสาททางขวา มีร่องรอยของฐานศิวลึงค์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส บริวณด้านข้างปราสาทพบบัวและเสากรอบประตู ลักษณะคล้ายการจัดเตรียมไว้แต่ยังไม่ได้นำไปประกอบ

พวกเราก็รออยู่ในรถตามเคย มีพลพรรค หลายตัว ตาเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย พวกเราออกจากกู่สมบูรณ์ วิ่งรถไปตามถนน ตาเขาตั้งใจว่าวันนี้จะกลับบ้านที่ลำลูกกาเลย ไปก็จะแวะปราสาทศรีขรภูมิก่อน ตอนนี้ดาบหน้าของเรามีป้ายบอกสระกำแพงใหญ่ ปราสาทเมืองจันทร์ ปราสาทบ้านปราสาท ปราสาทแรกที่จะไปก้คือ ปราสาทบ้านจันทร์ จากป้ายนี้ประมาณยี่สิบกว่ากิโลน่ะ ขับไปตามป้าย ถึงจนได้ แต่เอ๊ะ ปราสาทนี้มีลักษณะเหมือนพระธาตุพนม เป็นปราสาทหลังเดี่ยว ประดับด้วยผ้าแพรสีหลายหลายสี ก็วันนี้เขามีงานทำบัญพระธาตุเมืองจันทร์กัน (โชคดีจริงๆ เลยนะ) มีรองผู้ว่ามาเป็นประธานเปิดงาน มีการแสดงของนักเรียนหลายโรงเรียน มีทั้งรำอัปสรา รำพื้นเมือง และร้องชาดก บรรยากาศงานสวยงามากด้วยการประดับด้วยผ้าทอลายสีสันสดสวย ปักเป็นระยะตามทางเดิน มีการออกร้านสินค้าของแต่ละตำบล มีทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย และสินค้าโอท็อปอื่นๆ

 

อัปสราร่ายรำท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง พวกเราขอชมพี่ๆ ตั้งใจและอดทนต่อความร้อนเที่ยงวัน

ที่นี่นะพวกเราก็เป็นนางเอกอีกแล้ว ใครๆ ที่เห็นพวกเราก็พากันมาอุ้มมาเล่นกะเรา แต่พวกเราหนุงหนิงกะน้อยหน่าน่ะ ชอบอยู่ใต้ท้องรถมากกว่า ส่วนพ่อคุ้กกี้กะแม่นิ้งหน่องก็เที่ยวดม สำรวจไปทั่ว โชคดีที่นี่ไม่เห็นมีพลพรรคสี่ขาเหมือนกะวัดที่อื่นๆ เลย

ยายให้พวกเราทานมื้อเช้าที่นี่ อาหารสูตรเดิม พวกเราชักเบื่อแล้วสิ (ตาบอกว่าจะหาไก่ย่างให้พวกเรา เฮ)  ตอนนี้ตานั่งอยู่กลางแดดถ่ายภาพเคลื่อนไหวพี่ๆ นักเรียนที่กำลังรำอัปสรากันอยู่ โชคดีเก็บภาพได้ตลอดการแสดง ส่วนยายก็เก็บภาพนิ่ง ภาพอัปสราที่เห็นอยู่นี่ ยายเขาเป็นคนเก็บภาพมานะ (อิ อิ) อากาศร้อนมากเลย ตาถูกเข้าใจผิดมีคนคิดว่าตาเป็นช่างภาพรับจ้างที่ได้จ้างมาถ่ายภาพนักเรียนรำอัปสรา ตาบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวตัดต่อแล้วจะส่วมาให้อาจารย์ท่านนั้น ตาใจดีเสมอแหละ พวกเรารู้ดี ใจดีไม่แพ้ยายเลย

มีการเปลี่ยนแผนอย่างปัจจุบันทันด่วนจากตา ตาได้ยินโฆษกเขาประกาศเชิญชวนคนให้ไปเลือกส.ว. ล่วงหน้า ตาเขาก็เลยอยากจะไปเลือก ส.ว. มั่ง (ทำไมไม่คิดได้ตั้งแต่อยู่ที่บ้านขุขันธ์เนาะ) ตกลงก็ต้องเปลี่ยนแผนยกเลิกการไปชมปราสาทศรีขรภูมิ เพราะต้องกลับไปที่ขุขันธ์เพื่อเลือกส.ว. ก่อนถึงขุขันธ์ พวกเราก็ได้แวะปราสาทสระกำแพงใหญ่ที่อำเภออุทุมพรก่อน ที่นี่มีคนไปเที่ยวหลายคนเหมือนกัน พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ลงจากรถตอนที่ตากะยายไปเที่ยวชมปราสาท พวกเราก็เล่นซนกันในรถซะกระจุยไปเลย

ตากะยายเล่าว่าเคยมาที่นี่เมื่อสี่ปีที่แล้ว วันนี้ได้กลับมาอีกครั้งได้เก็บลายละเอียดของปราสาทไว้เพื่อการศึกษาต่อไป ปราสาทนี้มีหน้าบันและทับหลังที่สวยงามอยู่หลายชิ้น หน้าบันด้านทิศตะวันออกสลักเป็นรูปศิวนาฎราช ทับหลังด้านทิศใต้สลักเป็นรูปหนุมานถวายแหวนเหนือหน้ากาลหรือเกียรติมุข  หน้าบันจำหลักเป็นรูปสุตรีพต่อสู้กับพาลี ด้านทิศเหนือทับหลังจำหลักรูปบุคคลนั่งเหนือเกียรติมุขมีเทพรายล้อมอยู่ด้านบน

พวเราออกจากปราสาทสระกำแพงใหญ่หลังจากที่ตากะยายเลี้ยงอาหารพวกเราแล้ว (ลูกชิ้นกะไก่ทอด) ตามสัญญา พวกเราไปถึงขุขันธ์ก็เกือบจะบ่ายสามโมงแล้ว ตาเขาตรงไปที่ว่าการอำเภอไปตรวจรายชื่อ ปรากฎว่าตาจำบ้านเลขที่ไม่ได้ก็เลยต้องกลับมาที่บ้านก่อน พบพี่สาวและยายทวด พี่สาวเขาชวนนอนค้างอีกสักคืน บ่นว่าเมื่อวานไม่น่าจะน้อยใจไปหานอนที่อื่น นอนที่บ้านนี้ก็ได้ รอเขาหน่อยก็ไม่ได้ ใจจริงตาเขาก็อยากอยู่แหละ ทำเป็นถามยายโน่นนี่ ยายก็รู้อยู่ว่าตาอยากอยู่ ยายก็ยังไงก็ได้อยู่แล้ว สำหรับพวกเราเช่นกัน

ยายไปหาซื้อไก่ย่าง ส้มตำ ข้าวเหนียว มาทานกัน พวกเราก็ได้กินด้วย อร่อยจัง เสร็จแล้วตาก็ออกไปเลือก ส.ว. ตอนนี้รู้บ้านเลขที่แล้ว ตาเขาก็บรรลุจุดประสงค์ ตอนเย็นพวกเราก็นอนเอาแรง ยายก็นอนหลับเอาแรงเหมือนกัน ส่วนตาก็ออกไปหาลุงศักดิ์ ไปปลอบใจลุงศักดิ์ นัยว่าเมียลุงศักดิ์หนีไปอยู่บ้านที่เชียงรายแล้ว เหตุเพราะลุงมีกิ๊ก (ฮา) ตอนนี้ลุงศักดิ์กำลังเศร้า+ซึม คิดถึงเมีย (กิ๊กไปไหน?) ยายไม่สนใจหรอก พวกเราก็ไม่สนด้วย พวกเรารักเดียวใจเดียวเนาะหนุงหนิง :)

ตาเขามาปลุกยายตอนเกือยสองทุ่มแล้ว พวกเราก็นอนกันได้หลายตื่น ตาบอกว่าจะไปหาน้องชายที่บ้าน (ถัดไปอีกไม่ไกล) ยายก็เลยลุกล้างหน้าล้างตา ไปกันทั้งหมดทุกตัวทุกคน หนุงหนิงกะน้อยหน่าถูกอาเขาอุ้มไปก่อนแล้ว

ตากินเหล้าไปหลายแล้วเลย ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าลูกอาทั้งสามคนทั้งที่ไปเรียนที่อื่นและเรียนที่บ้านหนึ่งคน แต่คนสำคัญที่ตาต้องการพบ แต่ไม่ได้พบก็คือแม่ของตานั่นเอง เศร้าจัง

พวกเรานอนกันที่บ้านหลังเก่า พวกเราทำตากะยายโมโหหนักเลยคืนนั้น ก็แม่นิ้งหน่องน่ะสิ เห่าทั้งคืนเลย เห็นหรือได้ยินอะไรหน่อยก็เห่าดะ พ่อก็ด้วย ตากะยายโมโหห็เอาไปขังไว้ในห้องหน้าห้องน้ำ ก็ไม่วายจะเคาะประตูตลอด ตาโมโหก็ปล่อยออกมา สลับกันไปมาอย่างนี้ทั้งคืน ยายอยากจะตายซะให้ได้ เฮ้อ เช้าซะที

ทุกคนงัวเงียตื่นกัน ยิ้มให้กัน ลืมเรื่องเมื่อคืนกันแล้ว เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเราจริงๆ แล้ว ยัง ยังหรอกพวกเราว่าเราต้องได้แวะปราสาทไหนอีกแน่ๆ เนาะ หนุงหนิงเนาะ

นั่นยังไงล่ะ ตาเขามองหาปราสาทถนนหัก อยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่มากนัก บ้านถนนหัก ตำบลไทยเจริญ หนองบุนนาก นครราชสีมา

ตั้งอยู่ในวัดของหมู่บ้าน สภาพโดยทั่วไป ไม่ค่อยได้รับการดูแล หญ้าคาขึ้นปกคลุมทั่วไป ปราสาทได้รับการบูรณะแล้วตามสภาพ ปรางค์ประธานสร้างด้วยศิลาแลง ทั้งสี่มุมมีฐานปราสาทเหลืออยู่ให้เห็นอยู่ด้านละหลัง คูน้ำล้อมรอบปราสาทเว้นทางเข้าปราสาท สภาพจะดูสวย สมบูรณ์กว่านี้ถ้าได้รับการดูแลรักษา ตัดหญ้าและลอกคูคลอง

พวกเราอยู่กันไม่นานก็ออกมาสู่ถนนใหญ่ ตาแวะซื้อขนุนคุณตาที่ขายอยู่ข้างถนนทางเข้าปราสาท กิโลละ แปดบาท ยายซื้อลูกหนึ่งตกเจ็ดสิบบาท คุณตาคนขายบอกว่า สักสองวันก็แกะกินได้ ปราสาทสุดท้ายของทริปนี้ตาตั้งใจไว้ก็คือปราสาทพระโค พวกเราไปตามป้าย อากาสเริ่มครึ้มฝน มองไปไกลๆ ผนตกเป็นสายสวยมาก ยายเก็บภาพเคลื่อนไหหวไว้แล้ว ไปถึงปราสาทพระโค หาไม่ยากเลยเราพอยู่ติดถนนเลย โชคร้ายจัง ยังไม่ทันจะได้ชมปราสาทเลย แป็บเดียวฝนตกลงมาไม่ลืมหูลืมตา ตากกะยายกระโดดขึ้นรถแทบไม่ทัน พวกเราแง้มกระจกหน้าต่างรไว้หน่อยนึง อากาศอบอ้าวมากในรถ ฝนแรงสุดๆ ฟ้าก็ครืนๆ น่ากลัว หนุงหนิงกะน้อยหน่าวนเวียนแต่กระจกรถที่มีฝอยฝนฟุ้งเข้ามา เลยถูกยายจับวางหน้ารถซะเลย

สักครู่ตาก็ตัดสินใจบอกไปต่อดีกว่า ดูท่าฝนจะไม่หยุดตกง่ายๆ แน่เลย ตาขับรถไปได้ไม่นานก็ตัดสินใจจอดข้างทางเพราะฝนแรงมาก มองแทบๆม่เห็นถนน จนฝนซาหน่อยถึงได้ออกเดินทางต่อ ฝนดูซาแต่ก็ยังดูหนักๆ ตาก็เลยตัดสินใจอีกครั้งเมื่อเห็นปั๊มข้างหน้า แวะก่อนดีกว่า บรรยากาศแบบนี้เกิดอุบัติ้หตุง่าย

ตาแวะร้านกาแฟข้างปั๊ม พวกเราอยู่ในรถ ตาเข้าไปนานเลย จิบกาแฟ ดูรูปจากกล้องที่ถ่สยไว้ จนฝนเกือบหยุด พวกเราก็เดินทางต่อ

แวะทานอาหารกันข้างทาง พวกเราก็ได้ยืดเส้นยืดสายกันบ้าง อย่างที่เห็นน่ะแหละ

สุดเท่ ของเนวิเกเตอร์คุ้กกี้

ต่อจากนี้ไปไม่มีแวะแล้ว มุ่งหน้ากลับบ้านทันที พวกเราก็สลบสไล หลับกันมาตลอดทาง จนมืดค่ำก็ยังไม่ถึงบ้านซะที รถติดอีกต่างหากก่อนถึงวังน้อย เพราะมีอุบัติเหตุ แต่ก็ผ่านไปด้วยดี พวกเรากลับมาถึงบ้านก็สามทุ่มกว่าแล้ว

จบการผจญภัยของครอบครัวตัวแสบสี่ขาแล้วเจ้าค่ะ

บ้ายบาย

จาก ...หนุงหนิงกะน้อยหน่า :)