ทุกๆ วันเวลาที่ผมออกไปข้างนอก ข้างนอกในที่นี้หมายถึง การเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง โดยมีวัตถุประสงค์อะไรก็แล้วแต่ สังคมรอบๆ ตัวบางทีก็ดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่บางทีก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีดีที่รับรู้ได้ทางสายตา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นไปตามวิถีทางของมันที่ควรจะเป็น ไปสนามเด็กเล่นก็เห็นมีเด็กวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ไปห้างสรรพสินค้าก็มีคนไปเดินพักผ่อนจับจ่ายใช้สอย แต่ความเป็นไปของวิถีทางเหล่านั้น มีความรู้สึกลึกๆ แอบแฝงอยู่ภายในตัวตนของคนเหล่านั้น ตรงกับข้อความที่มีคนบอกว่าความรู้สึกของคนอ่านกันได้ด้วยสายตา แต่เด็กตัวเล็กๆ ไร้เดียงสา จะมีสายตาที่ซื่อบริสุทธิ์ แต่คนที่เติบโตผ่านการใช้ชีวิตมามากพอ มีอารมณ์ร่วมรับรู้ความรู้สึกในโลกปัจจุบันทั้งปวงมักจะมีแววตาตรงกับความรู้สึกเหล่านั้น เวลาดีใจ แววตามักจะสดใส เป็นประกาย แต่เวลาเสียใจ แววตามันอ่อนไหว เหม่อลอย บางครั้งมีสีแดงเรื่อๆ พร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า
ถ้าเราไปเจอคนที่มีความสุข ก็คงจะสุขไปกับเค้าด้วย แต่ถ้าวันไหนเจอคนที่จิตใจหดหู่ ลองเอาใจของเราไปใส่ใจของคนๆ นั้นดู จะเห็นถึงความบอบช้ำ ความรู้สึกในตัวตนของคนๆ นั้นไม่มากก็น้อย ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าให้รับรู้อารมณ์ของใครทั้งหมด มิเช่นนั้นก็หมายถึงเอาโลกของคนอื่นมาแบกไว้กับตัว ไม่ใช่..ไม่ได้สื่อความหมายเช่นนั้น. แต่ต้องการจะบอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ถ้าคุณคิดถึงความรู้สึกของคนอื่น ไม่ว่าคนๆ นั้นจะยากดีมีจน การศึกษาไม่เทียบชั้น หน้าตาไม่ค่อยน่ามอง หรือน่ามองก็แล้วแต่ และเหตุผลอีกนานาประการ ถ้าคิดแบบนี้ได้ ..... โลกนี้คงไม่มีการดูถูก การเหยียดหยาม และโลกนี้คงสวยงามกว่านี้เยอะเลยทีเดียว
โลกจะสวยงามขึ้นเยอะ ถ้าผู้คนมีแต่การพึ่งพาอาศัยกัน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคนนั้นจะเลว ดี มี จน สวย หล่อ หรือว่าขี้เหร่ สุดท้าย..ก็มาจากพื้นฐานเดียวกันคือร่างกายที่เป็นสสาร