"Classic" signs and symptoms ซึ่งเป็นอาการแสดง ซึ่งปกติในคนทั่วๆ ไป อาจไม่แสดงออกเลย ในคนสูงอายุ และยากมาก

 

คนสูงอายุมีลักษณะอะไรบ้าง

อันที่หนึ่ง Physiologic functions diminished ... ความสามารถทางร่างกายถดถอยลง หนูอาจเห็นคนที่เดินมา สง่า ดีมาก 70 หรือ 80 ปี ... เขาไม่เหมือนคนอายุ 20 ปี แน่นอน ถึงเขาจะดี เขาจะ smart พลังสำรองของร่างกายต่างกัน

ที่อาจารย์พูดพลังสำรองนี้ ปกติมนุษย์เรามีพลังสำรองเยอะมาก พลังสำรองถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ไต มี 2 ข้าง มีข้างหนึ่งก็อยู่ได้ ... ถามว่าคนมีไตข้างเดียวกับคนมีไตสองข้าง ก็มีพลังสำรองไม่เท่ากัน ปกติไตมีสองข้าง ไตมีหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่เกิดจากอาหารโปรตีน หรืออาหารเนื้อสัตว์ ถ้าคุณกินอาหารเนื้อสัตว์เข้าไป ถึงจะมีอุจจาระออกมา ก็จะมีปัสสาวะออกมาเป็นเหม็นๆ ฉี่ออกมาเหม็นๆ ขับถ่ายทางไต

ถ้าคุณกินคาร์โบไฮเดรต หรือ ไขมัน ... สิ่งที่เป็นของเสียคือ คาร์บอนไดออกไซด์ กระจายออกมา

แต่อาหารโปรตีนที่ออกมาทางปัสสาวะ สมมติมีหน่วยไตทำงานข้างนี้ 100 ตัว ข้างนี้ 100 ตัว ในที่หนูกินอาหารโปรตีน สมมติว่าวันหนึ่งใช้ 20 ตัว ข้างนี้เหลือสำรอง 80 ตัว อีกข้างใช้ 20 ตัว สำรองอีก 80 ตัว รวมกันคือใช้ทั้งหมด 40 ตัว มีตัวสำรองเป็น 160 ตัว เท่ากับสำรองเป็น 4 เท่า ทำไมต้องมีสำรอง คือ วันธรรมดา ปกติคุณใช้ 40 ตัวเอง แต่วันนี้ บอกว่า ที่ รพ. ผ่าน HA ผอ. เลี้ยงเต็มที่ สั่ง ไก่ KFC มา 800 ชุด กิน KFC อย่างเดียว วันนั้นก็กินแต่ไก่ ทุกวันกินไก่ไม่มาก วันนี้เต็มเหยียดเลย พอกินเข้าไปปุ๊บ ร่างกายก็ผ่านมา urea ก็ขึ้น ไตก็บอกว่า ที่สำรองอยู่ มาทำงาน ของเสียเกิดขึ้น ก็ต้องจับเข้าไปในฉี่ ฉี่ออกมา วันนั้นตอนเย็น อาจารย์จับคุณไปเจาะเลือด ดูว่า มีของเสียที่เกิดจากอาหารโปรตีนเยอะๆ ค้างอยู่ไหม ไม่มีค้างเลย อาจารย์ไม่มีวันรู้เลย ว่า คุณกิน KFC มาเท่าไร กี่กระป๋อง กี่กล่อง กี่ห่อ เพราะว่าพลังสำรองนั้น จะเปิดตัวมาทำงาน ลากของเสียทั้งหมดลงมาเลย

ถ้าคุณตัดไตไปข้างหนึ่ง ถามว่า จะกินไก่ KFC อย่างนี้ได้หรือไม่ ... ได้ ... แต่อาจารย์จะเจาะเลือดเห็นร่องรอย ถ้าของเสียในเลือด ถ้าคุณมีทั้งหมด 2 ไต ก็จะไม่มีอะไรผิดปกติ ถ้าเหลือไตข้างเดียว ก็จะมีของเสียเยอะ มันบอกทั้ง 100 ตัว ทำงานหมด 40 ประจำการ และอีก 60 สำรองทำเต็มที่แล้ว วันนี้ล่อเข้าไปเยอะ ค่า BUN ปกติน่าจะต่ำกว่า 20 วันนี้เข้าไป 30 กว่า มันมีอาการค่ะ แต่ว่าพรุ่งนี้ ไตก็จะช่วยกันออกมาทำงาน และก็กลับสู่ปกติเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น เขาก็ยังทำงานได้ อาการก็ไม่มีอะไรแสดงออกมาเลย ยังคงสามารถเหมือนปกติเลย แต่ถ้ามีอะไรที่หนักหนาขึ้นมา ก็จะมีของเสียคั่งค้าง ถ้าตัวจริงทำงานอยู่ 40 ตัว ตัวสำรอง 60 ตัว เกิดทำไป ใช้ไป กินยาไป ตัวที่สำรองตายไปเรื่อยๆ ตัวทำงานตายไป ตัวสำรองมาแทน ตัวสำรองลดลงเรื่อยๆ สุดท้าย ที่เหลือไตทำงานอยู่ 40 ตัว สุดท้าย ถามว่าเจาะเลือดผิดปกติไหม ไม่ผิดเลย ปกติ ไม่รู้เลย ...

40 ตัว หายไป 20 ตัว เหลือ 20 ตัว เหลือ 50% ของที่ต้องมี ตอนนี้เจาะเลือดจะผิดปกติ ค่า creatinine ค่าปกติจะประมาณ 1 กว่าๆ 1.2 แต่ creatinine ของคนที่เหลืออยู่ 20 ตัวสุดท้ายนี้จะเปลี่ยนจาก 1 ขึ้นไปเป็น 2 คนไข้ก็ยังเดินอยู่ได้ เหลือตัวทำงานอยู่ครึ่งเดียวของที่ต้องใช้ หายไปอีกครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออยู่ เหลืออยู่ 25% creatinine เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4

... ต้องล้างไตหรือยัง ยังค่ะ คนไข้ยังอยู่ได้ อย่ากินโปรตีนเยอะ ทานน้ำพอควร ทานของที่มีเกลือโปตัสเซียมเยอะ อยู่ได้ คนบางคนอาจจะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ตายด้วยโรคอื่นได้ นี่เหลือแค่ 1 ใน 4 นะคะ 25% ถ้าไปอีก 12.5% เหลือ 1 ใน 8 คราวนี้ต้องล้างไตแล้ว

... อาจารย์บอกอย่างนี้ เพื่อที่จะบอกว่า ทุกวันที่เวลาผ่านไป พลังสำรองร่างกายของทุกคน ไม่ว่าจะแข็งแรง หรือไม่แข็งแรง จะค่อยๆ หดหายไป คน 70 ปี ไม่เหมือนคน 20 ปี เขาอาจจะดูดี ดูสง่า แต่อวัยวะภายในของเขา คุณต้องระวังให้มาก

ชีวิตเขาจะมีทั้งชีวิตที่มีความเครียด stress มี disease และมีสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อเขา (Accumulation of life's stresses, diseases, and environmental hazards) เป็นมาตั้งนานแล้ว อายุ 70 ปี แต่ก่อนตอนหนุ่มๆ ทำงานอยู่สระบุรี ขี้ฝุ่น หิน เต็มไปหมด ตอนนี้ก็รู้สึกเหนื่อย สูบบุหรี่ไหม ไม่ได้สูบ พอเอ๊กซเรย์เข้ามา ปอดเต็มไปหมด นั่นคือ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ซึ่งติดตัวเขามา สมัยก่อน รบเกาหลี เหยียบกับระเบิด แผลหายแล้ว แต่ยังขโยกๆ อยู่ พออายุมากขึ้น สมัยก่อนไม่เจ็บ ตอนนี้เจ็บจังเลย นั่นละค่ะ คือ สิ่งแวดล้อมของโรคต่างๆ มันสะสมอยู่ในตัวเขาเยอะ

เราบอกกับนักเรียนอยู่เสมอ คือ "Classic " signs and symptoms of disease possibly absent, delayed, or altered ... อาการเฉพาะของผู้สูงอายุ ในโรคบางโรค เช่น เราพูดถึงปอดบวม นักศึกษาแพทย์จะรู้ว่า คนไข้จะมาด้วยไข้ ไอ เสมหะเป็นหนอง จะมีเจ็บหน้าอก เวลาที่ไอ บริเวณปอดบวม ... ผู้สูงอายุน่ะหรือ เขาไม่ได้มาด้วยไข้ เขามาด้วยซึม ... ถามว่า "ไอไหม" "นิดหน่อย" ... "เจ็บหน้าอกไหม" "ไม่เจ็บ" ... "แม่ขากเสลดหน่อย" ??? โอย แค่ไอยังไอไม่ค่อยจะออกมาเลย เสลดน่ะหรือก็ซูดไปเลย ไม่ออก กลืนเข้าไปเลย ... ลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่า "Classic" signs and symptoms ซึ่งเป็นอาการแสดง ซึ่งปกติในคนทั่วๆ ไป อาจไม่แสดงออกเลย ในคนสูงอายุ และยากมาก

นอกจากนี้แล้ว เขาอาจจะมีอาการ Physical disease คือ may present as psychiatric syndrome โรคทางร่างกาย ... บอกว่า เอะอะอาละวาด พูดไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวจะลุก เดี๋ยวจะนั่ง ลงมาเดิน เดี๋ยวบอกจะนอนอีกแล้ว ญาติบอกไม่ไหวแล้ว พาไป รพ.

มาถึงเรา ก็ถามว่า "ป้าเป็นอะไร" ... "มันไม่สบาย ผุดลุกผุดนั่ง" เราก็บอก สงสัยโรคจิต โรคประสาท ปรากฎว่า ไม่ใช่ ... แกเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และมีภาวะที่ภาษาหมอเรียกว่า Hypoxia ออกซิเจนต่ำ ทำให้แกสับสน ไม่รู้จะทำอะไรดี แกไม่สบายใจ แต่ไม่ได้เจ็บหน้าอก เหมือนที่ชาวบ้านเขาเป็น หมอก็ดูแล้ว ตรวจแล้ว ไม่เจออะไรเลย ไม่ทำคลื่นหัวใจไฟฟ้า อ้าว คนไข้สับสน ฉีดยาเข้าไป พรุ่งนี้เช้า ภาษาเราเรียกว่า Found dead ผู้ป่วยไม่สมัครใจอยู่ ลาไปอยู่ชั้น 1 ... ตายไปแล้ว ... ญาติก็ไม่เข้าใจ บอกว่ายังพูดรู้เรื่อง อยู่บ้านเดินได้ ทำอะไรได้ เขาจับมาขึ้นรถมาได้ แต่มาถึงเรา dead เสียแล้ว เขามีโรคอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้ว อาจจะตายก็ได้

เพราะฉะนั้น เวลาที่คุณทำฟันให้ผู้สูงอายุ ไม่ต้องกลุ้มใจ และอย่าโมโห "เป็นซี่ไหนๆ" โถ น้องขา มันชี้มือก็ไม่ถูก ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหน และไม่รู้เจ็บตรงไหนด้วย

Psychiatric illness may present as a medical complaint ... ไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหน มันจะมีลักษณะที่ภาษาหมอบอกว่า เขาไม่สามารถจะชี้ให้เห็นว่า เขาเจ็บตรงไหน อาจารย์ยกตัวอย่างบ่อยๆ คือ หมอศัลยกรรม ตอนตี 2 จะมาผ่า ถูกตามมา บอกว่า ผู้สูงอายุ 80 ขวบ ปวดท้อง ถามว่า ปวดตรงไหนยาย ... ปวดที่ท้องนี่ พวกเราเราจะต้องบอกว่า Localized pain คือ บอกไม่ได้ว่า pain ตรงไหน ถ้าเป็นไส้ติ่ง ปวดทางขวา ก็เป็นไส้ติ่ง บอกทางซ้ายก็เป็นอย่างอื่น ... ก็บอกว่า ยาย เอามือขึ้นมานิ้วหนึ่ง ชี้ไปเลยว่าเจ็บตรงไหน แกบอกว่า เจ็บตรงนี้ (ก็คือ ชี้วนทั่วทั้งท้องนั่นละค่ะ) ... โกรธกันไปทั้งสองฝ่าย อาจารย์ก็ต้องไปหย่าทับ บอกว่า ลูก เขาบอกไม่ได้จริงๆ มันบอกไม่ได้ค่ะ

เพราะฉะนั้น คุณจะถามว่า มันเจ็บฟันซี่ไหน เคาะๆ ดู ถามว่า "เจ็บไหม เจ็บไหม" ท่านก็จะตอบว่า "ก็เจ็บ ก็เจ็บ เจ็บก็ได้ อะไรอย่างนี้" ... เขาบอกไม่ถูกหรอกค่ะ น้องขา ไม่ใช่อยากจะกวน หรืออะไร มันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูกจริงๆ

... เพราะฉะนั้น ความสามารถนี้เขาจะด้อยลง เพราะว่าตัวต่อมที่รับความรู้สึก จากของคุณ ในพื้นที่หนึ่งในนิ้วมือของเรา อาจจะมีตัวรับความรู้สึกประมาณ 200 ตัว เราจะรู้เลย ว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ... ผู้สูงอายุนั้น ตรงนี้มันหายไป รวมทั้งการรับความรู้สึกก็น้อยลงไปด้วย แต่ไม่ใช่เขาน้อยไปหมดนะคะ จะบอกว่า ยังงั้นไม่ต้องฉีดยาชาเลยนะ เขามีความรู้สึกน้อยลง ล่อมันเลย ก็ไม่ใช่นะคะ น้อง เพราะว่า มันก็ยังมีอยู่ และบวกความกลัวด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ต้องดูให้ดีๆ

อาจารย์ก็จะบอกเลยว่า "มือเท้าก็จะชานะ จะรับรู้ช้าลง" คุณจะไปจับให้ประคบร้อนเยอะๆ ประคบร้อน แช่น้ำอุ่น ไอ้คนประคบก็บอกให้แม่ประคบไว้ และถ้าร้อน ก็บอกนะ ร้อนก็เอาออกนะ กลับมาดู แม่ก็ไม่บอกว่าร้อน แต่พอเรายกออกมา ปรากฎว่า พองไปแล้ว ... "เอ้า แม่ทำไมไม่บอก ร้อนทำไมไม่บอก" ... แม่ก็บอกว่า "ก็ มันไม่ร้อน" แต่หนังมันไม่ได้เหนียว ... นึกออกไหมคะ เพราะฉะนั้น มันเป็นความยากลำบากมากเลยค่ะ

เพราะฉะนั้น เวลาที่มา เขาอาจจะมาเอะอะโวยวาย และเรานึกว่าเป็นโรคติคโรคประสาทปั๊บ ก็ไม่ใช่ บางครั้งคนที่เป็นโรคจิต โรคประสาทจริงไ กลับมาทาง เมื่อย ปวดท้อง อืด เรอเปรี้ยว นอนไม่หลับ ใจเต้น ใจสั่น นะคะ อันนี้เจอบ่อย

Multiple medical, psychiatric, and social problems in the same patient ... คนไข้หนึ่งคนมีหลายเรื่อง หลายโรค และยานั้นจะมีผลอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ บางทียาตัวเดียว คุณกินไม่เป็นอะไร แกกินหลับนิ่งไปเลย อันนี้เป็นลักษณะของผู้สูงอายุ Drug effects more pronounced and adverse reactions more common

รวมเรื่อง สุขภาพช่องปากที่สัมพันธ์กับโรคทางระบบ