ประวัติศาสตร์เป็นเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของประชาชาติ

ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีบทบาทอย่างมากในการกำหนดชะตากรรมของประชาชาติ(หลังจากความประสงค์ของอัลลอฮฺ) มีบทบาทในการสร้างสังคม และจริยธรรม และทำให้สามารถวิเคราะห์และเข้าใจถึงแนวคิดและความก้าวหน้าของแต่ละสังคมในภายภาคหน้า (อัชชัยบานีย์, มปป. :5-6)

ในช่วงศตวรรษแรกแห่งปีฮิจเราะฮฺศักราชนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินไปของประวัติศาสตร์อิสลาม เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกประวัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ในขณะเดียวกันสังคมมุสลิมก็เริ่มแตกร้าวและขัดแย้งกันเอง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบต่องานเขียนประวัติศาสตร์ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างที่เราได้ประจักษ์ในปัจจุบัน อาทิเช่น ได้มีการรายงานที่ขัดแย้งเกี่ยวกับเหตุการณ์เดียวกันเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดและสภาพการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่เป็นต้น

สาเหตุสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเขียนประวัติศาสตร์อิสลามในช่วงศตวรรษแรกแห่งปีฮิจเราะฮฺ มีอยู่สองสาเหตุใหญ่ๆ คือ

  • 1. สาเหตุด้านการเมือง
  • 2. สาเหตุด้านแนวคิดและความเชื่อ

1. สาเหตุด้านการเมือง

เป็นที่ทราบกันดีว่างานเขียนประวัติศาสตร์อิสลามนั้น เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังในช่วงหลังจากศตวรรษแรกแห่งปีฮีจเราะฮฺศักราช หรืออาจจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ งานเขียนประวัติศาสตร์อิสลามเริ่มมีการบันทึกอย่างจริงจังในช่วงการปกครองของอาณาจักรอับบาสิยะฮฺซึ่งได้ทำการปฏิวัติและโค่นล้มบัลลังค์ราชวงศ์อุมะวิยะฮฺในปี 127 ฮ.ศ.  ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปกครองของราชวงศ์อุมะวิยะฮฺนั้นจึงไม่ค่อยเป็นกลาง เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมและสอดส่องของราชวงศ์อับบาสิยะฮฺศัตรูของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ อัซซะฮะบีย์จึงกล่าวว่า "เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นกับทุกอาณาจักร ซึ่งนักประวัติศาสตร์ (ส่วนใหญ่) มักจะกล่าวถึงความดีของผู้ปกครองในสมัยนั้น โดยพยายามหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ เพราะกลัวจะถูกลงโทษด้วยการบั่นคอหรือโบย". (อัสสะคอวีย์, 1399 : 121) รายงานประวัติศาสตร์มากมายสามารถเป็นพยานถึงความเกลียดชังและเป็นศัตรูของราชวงศ์อับบาสิยะฮฺที่มีต่อราชวงศ์อุมัยยะฮฺได้เป็นอย่างดี แน่นอนนักประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นจะกล้าพูดความจริงได้อย่างไรในเมื่อพวกเขามาสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระได้ ไม่สามารถพูดความจริงตามที่ต้องการ...

ฏอวูสเล่าว่า "ปู่ของฉันได้เข้าไปหา ฮัรมะซะฮฺ บิน อะอฺยุน ซึ่งดำรงค์ตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองมูเศลในขณะนั้น

แล้วเขาก็ถามปู่ของฉันว่า : นี่เชค อายุเท่าไรแล้ว

ปู่ตอบว่า : ฉันทันกับบรรดาอมามของถึงห้าคน

เขาถามต่อว่า : นี่เชค ราชวงศ์อุมัยยะฮฺ ในสายตาของเจ้ามีสถานภาพเป็นอิมาม ด้วยหรือ (ในขณะนั้นในมือของเขามีท่อนเหล็กที่กำลังพลิกไปมาอยู่)

ดังนั้นปู่กล่าวว่า : ดังนั้นฉัน(เหมือนกับว่า) ได้เห็นความตาย (อยู่ต่อหน้า) ฉันจึงกล่าวว่า : บรรดาอิมามที่เชิญชวนสู่นรก และในวันปรโลกพวกเขาจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ".

ปู่กล่าวว่า : ดังนั้นเขาจึงผละจากไป ซึ่งก่อนหน้านั้นสีหน้าของเขาได้เปลี่ยนแปลงไป". (อัลอัซดีย์, 1384 : 252)

เหตุการณ์นี้ และอื่นๆ บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าราชวงศอับบาสิยะฮฺนั้นได้เก็บกดและสุมความเกลียดชังและเคียดแค้นต่อราชวงศ์อุมัยยะฮฺมากขนาดใหน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบเป็นอย่างมากต่องานเขียนประวัติศาสตร์อิสลามที่ถูกต้องและเป็นกลางที่เกี่ยวกับราชวงศ์อุมัยยะฮฺ

 

2. สาเหตุด้านแนวคิดและความเชื่อ

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างบรรดาเศาะหาบะฮฺหลังจากการเสียชีวิตของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน บิน อัฟฟาน ทำให้กำเนิดสองพวกใหญ่ๆ นั่นคือ เคาะวาริจญ์ ผู้ซึ่งแยกออกจากกลุ่มของเคาะลีฟะฮฺอลี เนื่องจากไม่พอใจต่อท่าทีของอลีที่มีต่อมุอาวิยะฮฺ และชีอะฮฺ ซึ่งเป็นผู้ที่สนับสนุนอลีและครอบครัวของท่าน ซึ่งแต่ละพวกต่างมีแนวคิดและพื้นฐานที่แตกต่างจากแนวคิดของอัฮลุลสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺซึ่งเป็นมุสลิมชนส่วนใหญ่

ในช่วงเริ่มแรกของการบันทึกประวัติศาสตร์ได้มีนักเขียนประวัติศาสตร์ชาวชีอะฮฺที่สำคัญๆหลายคน ซึ่งต่อมานักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างยึดเอาการรายงานของพวกเขาเป็นบรรทัดฐานในการรายงานประวัติศาสตร์อิสลาม อาทิ เช่น อัลกัลบีย์ นัศร บิน มุซาหิม และ อบูมิคนัฟ เป็นต้น ในขณะที่การตะกิยยะฮฺ หรือการหมกเม็ดซ่อนเงื่อน และอำพราง ในสายตาของชีอะฮฺ กลายเป็นความเชื่อพื้นฐานด้านศาสนาอย่างหนึ่ง ซึ่งชาวชีอะฮฺทุกคนมีสิทธิที่จะโกหกกับใครก็ได้ เพื่อประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อแนวคิดและความเชื่อของพวกเขา (อัชชัยบานีย์, มปป : 8-9)

จากเบื้องหลังดังกล่าวทำให้เกิดการเขียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของหุเสนและวิกฤติกัรบะลาอฺด้วยอารมณ์แห่งความโกรธแค้นที่เกินความเป็นจริงและกุเรื่องขึ้นมากมายเพื่อใส่ไคล้กลุ่มคนที่พวกเขาจงเกลียดจงชังและเคียดแค้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อราชวงศ์อะมะวิยยะฮฺ  จนทำให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์รุ่นหลังที่ไม่ประสากับแผนการดังกล่าวต้องพลอยมีอารมณ์คล้อยตามพวกเขาไปด้วย อาทิเช่น ในบทนำของหนังสือ อัตชีวประวัติหุซัยน์ ของผู้เขียน ฟัฎล์ อะหมัด ตอนหนึ่งว่า "ยะซีดหัวโจกที่ก่อให้เกิดการฆ่าหมู่ที่กัรบะลาอฺก็พบกับจุดจบอันน่าทุเรศพร้อมกับลูกสมุนคนอื่น ซึ่งส่วนมากแล้วอาจจะเรียกว่า ตายอย่างหมา..." (ฟัฎล์ อะหมัด, มปป.: 7)

ด้วยเหตุนี้อิบนุค็อลดูนกล่าวว่า "แท้จริงบรรดานักรายงานประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้พลาดพลั้งเป็นจำนวนมากเนื่องจากรับเอาการรายงานและแนวคิด(ของพวกนี้) และทำการสาธยายคล้อยตามแนวคิดของพวกเขา พร้อมกับอิงหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ทั้งหมดมาจากพวกเขาโดยปราศจากการไต่สวนและอิงสายรายงาน และเก็บไว้ในความทรงจำของพวกเขาจนกลายเป็นงานเขียนประวัติศาสตร์ที่อ่อน(ต่อหลักฐาน) และปะปนกัน(ระหว่างข้อเท็จจริงและสิ่งจอมปลอม)" (อิบนุ ค็อลดูน, 1984 : 1/58)

วิกฤติกัรบะลาอฺเป็นตัวอย่างของเหตุการณ์หนึ่งที่เขย่าโลกมุสลิมในขณะนั้น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้หลานรักของท่านนบีที่ชื่อ หุเสน อิบนุ อะลี ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถและเศร้าสลด (อิบนุ ค็อยยาฏ, 1985: 234, นูรวะลีย์ 1996: 371)  ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงได้ถูกบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์ที่เต็มด้วยอารมณ์ ความเกลียดชัง และเคียดแค้น จนยากที่จะแยกแยะได้ระหว่างข้อเท็จจริงและการกุเรื่องขึ้นมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดและความเชื่อของผู้เขียน

อิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า "บรรดาผู้ที่ได้รายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของหุเสนได้อุปโลกน์เรื่องที่โกหกขึ้นมากมาย... บรรดาผู้ที่บันทึกเหตุการณ์การเสียชีวิตของหุเสนบางคนเป็นผู้ที่มีความรู้ ดังเช่น อัลบะเฆาะวีย์  อิบนุ อบีดุนยา และอื่นๆ ถึงกระนั้นสิ่งที่พวกเขาได้รายงานมาสวนใหญ่จะเป็นสายรายงานที่ขาดตอน ไม่ต่อเนื่อง และเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริงมากมาย ส่วนผู้ที่บันทึกเหตุการณ์นี้โดยปราศจากสายรายงานนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเต็มไปด้วยการโกหก" (อิบนุตัยมิยะฮฺ, 1406 , 4:556)

อิบนุหะญัรกล่าวว่า "ความจริงแล้วได้มีชนรุ่นก่อนเขียนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของหุเสนอย่างมากมาย ซึ่งมีทั้งที่เป็นจริงและโกหก..." (อิบนุหะญัร, มปป, 2:81)

เหตุการณ์การดังกล่าวไม่เพียงมีผลกระทบโดยตรงต่อสังคมมุสลิมในสมัยนั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นชนวนที่สร้างความแตกแยกโดยเฉพาะด้านสังคม แนวคิดและความเชื่อในหมู่มุสลิมสุนนีย์และชีอะฮฺ จวบจนทุกวันนี้ และกลายเป็นจุดหักเหที่อันตรายยิ่งของชนมุสลิมกลุ่มหนึ่งซึ่งอ้างตัวว่ารักและเลื่อมใสต่อครอบครัวของหุเสน พร้อมกับยอมภักดีต่อพวกเขาเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงอาศัยวิกฤติดังกล่าวเป็นชนวนในการปลุกระดมและปลูกฝังแนวคิดที่ค้านกับชาวสุนนีย์ เสมือนกับว่าพวกสุนนีย์คือต้นเหตุที่แท้จริงของวิกฤติกัรบะลาอฺ อันนำไปสู่การเสียชีวิตของหุเสน

วิกฤติดังกล่าวยังกลายเป็นชนวนสู่การกล่าวหา สาปแช่ง ต่อต้านและแข็งข้อต่อการปกครองของราชวงศ์อะมะวิยะฮฺ จนนำไปสู่การปฏิวัติเพื่อโค่นล้มราชวงศ์อะมะวิยะฮฺ และเกิดความเชื่อและการอุตริในศาสนาอย่างมากมาย อาทิเช่นความเชื่อเกี่ยวกับความประเสริฐของดินกัรบะลาอฺ การทำพิธีกรรมด้วยการร้องไห้ ทุบตี และทิ่มแทงตัวเอง เพื่อแสดงถึงความโศกเศร้าเสียใจต่อการสูญเสียหุเสนไป เป็นต้น วัลลอฮุอะอฺลัม