จากการที่ได้ไปเยือนรัฐอัสสัมเมื่อเดือนมกราคม 2552 ทำให้ได้พบหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน http://gotoknow.org/blog/poldejw/242254 หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า People of Indiaโดย k.s. Singh หรือ “ชนชาติของอินเดีย” เป็นหนังสือที่กล่าวถึงประวัติชาติอินเดียที่ระบุว่าตั้งใจให้สมบูรณ์ที่สุด เริ่มจัดทำเมื่อปีค.ศ. 1985 โดยมีจำนวนเล่มมากถึง 39 เล่ม ในส่วนของอัสสัมอยู่ในเล่มที่ 15 กล่าวถึงชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในอัสสัม
ในส่วนของคนไทรัฐอัสสัม ได้กล่าวถึงคนไทผาเกว่า คนไทพาเกเชื่อว่าตนสืบบรรพบุรุษมาจาก Tai Royal official และมีเขตอาศัยอย่างเป็นทางการใน Hukong Valley ก็มีเหตุผลเพราะ pha หรือฟ้า หมายถึง king or chief และ ke หมายถึง official หรืออีกแนวหนึ่งบอกว่าเกหมายถึงเก่า อีกหลักฐานหนึ่งก็คือคนกลุ่มนี้เมื่อลงมาจากภูเขา ได้เข้ามาทำธุรกิจกับพวกอัสสัมเมส โดยบอกว่าตนเองมาจากเผ่า Phake yat คือชนที่มาจากเผ่าพาเก ซึ่งต่อมาคำเปลี่ยนไปเป็น Phakeyel และ Phakial
ชนไทผาเกเข้ามาอัสสัมช่วง ศตวรรษที่ 18 โดยเข้ามาทาง Patkai และอยู่ใน Mogoung จนถึงปี ค.ศ. 1700 คนไทผาเกเป็นชนที่มีเชื้อสายโมงโกลอยด์ คือผิวเหลือง ผมน้ำตาลหรือดำเส้นตรง ตาสีน้ำตาล และตาแบบคนเอชีย หมุ่บ้านพาเกมี 5 แห่งอยู่บริเวณ Disbugarh อัสสัมตอนเหนือ เลียบริมฝั่งแม่น้ำ Buridihing สาขาหนึ่งของแม่น้ำพรหมบุตร
ชาวไทพาเกนับว่ามีความฉลาด ชอบตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำและติดกับชายเขา โดยนิยมปลูกข้าวและป่าไผ่ ทำให้ใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่ในทุกรูปแบบ ซึ่งต่างจากคนท้องถิ่นที่เป็นฮินดู การเลือกทำเลบริเวณชายเขาทำให้มีชายป่าติดกับหมู่บ้านซึ่งก็จะเป็นแหล่งฟืนและไม้สำหรับหมู่บ้านและสุดหมู่บ้านจะเป็นสุสานฝังศพซึ่งจะมีต้นไม้ล้อมรอบคนไทพาเกสามารถพูดได้หลายภาษา คือทั้งไทและอัสสัมเมส ปัจจุบันเด็กไทพาเกจะเรียนทั้งภาษาอัสสัมเมส อังกฤษและฮินดีด้วย
การแต่งกายจะใช้เสื้อผ้าฝ้ายและไหมที่ทอเองและเท่าที่ไปสัมผัสมา ทุกบ้านจะมีกี่ทอผ้าอยู่ที่ชานเรือนหรือใต้ถุนบ้าน ผู้ชายปรกติจะใส่ Chequered lungi (fatong) โดยมีเส้นสีเขียว ดำและแดง เหลือแงหรือขาว และใส่เสื้อ Jenji และผ้าขาวโพกหัว (fa ho ho) White Chadar (fa fex mai) จะใส่เมื่อต้องเข้าพิธีทางศาสนา หญิงชราจะใส่ Mekhela (chin) คล้องคอและไหล่ ส่วนเด็กผู้ชายจะใส่เสื้อที่เรียกว่า Fa Nank Wat ผ้าพันเอวชื่อว่า Chairchinis เวลาหญิงชราเข้าวัด จะใส่ Chadar สีขาวและใส่กระโปรง Chekhamchum
ชาวไทพาเกทานข้าวเป็นหลัก นอกจากนั้นก็มีผัก ปลา เนื้อ ไข่โดยไม่ทานเนื้อวัวเช่นชาวฮินดู และมีการถนอมอาหารเอาไว้ด้วยเช่น Panao (dry fish) คงจะคล้ายปลาเค็ม Ngu haing (dry meat) เนื้อแดดเดียวPasom (sour fish) ปลาส้ม Patex ( preserved raw fish) และปลาร้านิยมต้มผักกับเครื่องปรุง เห็ด หน่อไม้ can shoots รวมทั้งทำ Pokatsom สำหรับผักหน้าหนาว ข้าวหุงหรือข้าวสุก Sokhao (streamed rice) เป็นอาหารประจำ ในเทศกาลต่างๆ จะมีการทำ แป้ง Paing (rice cakes) และ Khaotex ข้าวตอกปั้นกลมๆ หวานๆ นิยมทานน้ำชา เครื่องดื่นแอลกอฮอร์เป็นที่ต้องห้าม แต่ก็มีเหล้าทำจากข้าว สาโทหรืออุ ไว้ทานเช่นกัน เด็กๆ ดื่มนมกัน ในครั้งที่ผมไปเยี่ยมหมู่บ้านของชาวไทพาเก ก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นและได้นำอาหารเหล่านี้มาให้ทานด้วย ลองดื่มสาโทไปหนึ่งแก้วรู้สึกมึนไปเลย
อาชีพแบ่งเป็น 2 พวกคือพวกชาวนา และพระ พวกเกษตรกรเรียกว่า Ehouman หัวหน้าหมู่บ้านเรียกว่า Pathak หัวหน้าหมู่บ้านมีอำนาจที่จะดำเนินกิจกรรมภายในและระหว่างหมู่บ้าน ส่วนพระก็มีหน้าที่สอนศาสนาอย่างเดียว นอกจากนั้น ทุกหมู่บ้านจะมีคนที่เรียกว่า Chouman ซึ่งจะเป็นผู้ที่รอบรู้เรื่องวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนเป็นอย่างดี และเป็นตำแหน่งที่จะเป็นไปจนกว่าจะตาย
บันทึกหน้ามาดูวิถีชีวิตในครอบครัวกันครับ ว่าแต่งงานมีภรรยาได้กี่คน
ครับ แล้วจะมาอ่านต่อ
ชนไทผาเก ใช่ ไท เหมือนกันไทสยามไหมครับ
คุณ บีเวอร์ ครับ
ประวัติศาสตร์ตรงนี้น่าค้นคว้าและหาต่อไปครับ
แต่ก็น่าคิดว่า คน 2 กลุ่ม อยู่ต่างที่กันมานานกว่าพันปี
ไม่เคยติดต่อกันเลย (เช่นเดียวกับ 12 ปันนาในจีน)
แต่มีวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา รวมทั้งวิถีชีวิตต่างๆ เหมือนกัน
วันนี้ เจอแล้วที่อัสสัม กลุ่มไท Tai หนึ่งใน 6 กลุ่มที่ยังเหลืออยู่ในรัฐอีสานของอินเดีย(ติดกับพม่า)
น่าคิดจริงๆ ครับ
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย
จริงๆ ถ้าเราเอาศาสตร์มานุษยวิทยาไปศึกษาดีดี หากเป็นเชื้อสายเดียวกัน เราอาจจะได้คำตอบที่ชัดเจนจากที่นี่ก็ได้นะครับ
ว่าที่แท้จริงแล้ว เผ่าไท มาจากไหน
กราบอ.พลเดชค่ะ
มาอ่านเพิ่มเติมความรู้ค่ะ
อาจารย์สบายดีนะคะ
ตอนนี้คนไม่มีราก กำลังเข้าสู่ "ดุลยภาพ" ของชีวิตค่ะ
ปรับเปลี่ยนการใช้เวลาในชีวิตใหม่ ทำให้ไม่ค่อยได้เข้ามาสวัสดีอาจารย์ค่ะ
ระลึกถึงอาจารย์อยู่เสมอค่ะ
(^___^)
คุณ บีเวอร์ ครับ
จริงครับ หากใครสนใจ เชิญไปเยี่ยมหมู่บ้านไทผาเกนะครับ
น่าจะเป็นจุดท่องเที่ยวทางมานุษยวิทยาได้ดีครับ
ขอบคุณครับ
คุณ คนไม่มีราก ครับ
ยินดีกับการเกิดใหม่ (ทางจิตวิญญาน)ครับ
อย่างไรก็ตาม อย่าท้อถอยนะครับ
การสู้ (ไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังเท่านั้น) ดีกว่าการไม่สู้
ผลเป็นอย่างไร เรมีแต่ได้ (ความรู้และประสบการณ์ ที่เป็นบทเรียน)
นอกจากนั้น หากพรุ่งนี้ ไม่มี วันนี้สำคัญที่สุด
เจริญสุขครับ
มาอ่านคำตอบ
และกราบขอบพระคุณอาจารย์จากใจค่ะ
จำจดไว้ว่า....อย่าท้อถอย ค่ะ
(^___^)
คุณ คนไม่มีราก ครับ
หยุดกับที่ได้ แต่อย่าท้อและถอยครับ
และที่สำคัญ
สิ่งใดที่ผิด อย่าไปทำครับ
แค่นั้นเอง