การทิ้งระยะห่างให้พอเหมาะพอควร กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันและในสังคมยุคนี้ บางเรื่องก็มองว่ามีความจำเป็นสำหรับปัจจุบันนี้ เพราะอะไรคงเป็นเหตุผลในแต่ละเรื่อง ในแต่ละประเด็นนั้น ๆ ไป และก็เป็นเหตุผลส่วนตัวที่คงจะอธิบายในภาพรวมได้ลำบากนัก

     หากจะกล่าวอย่างคลาสสิก ก็จะบอกว่าเพื่อ “ความเหมาะสม” หลาย ๆ เรื่องอธิบายได้อย่างนี้จริง ๆ ในมุมมองของผมความเหมาะสมที่ว่านี้จะประกอบไปด้วยเงื่อนไขที่เป็นปทัฏฐานทางสังคมเป็นสำคัญ และเกือบทั้งหมดเป็นเงื่อนไขนี้ เช่นเพื่อป้องกันคำครหา คำติฉินนินทา หรือโลกวัชชะ การทิ้งระยะห่างที่พอเหมาะพอควร ก็เป็นไปเพื่อป้องกันคำกล่าวหาที่ไม่สามารถแก้ตัวได้ดังที่ได้กล่าวแล้วก่อนหน้า ทั้งนี้มองว่าเพื่อรักษาเกียรติภูมิแก่มิตรของเรา เช่นในกรณีต่างเพศกัน หรือต่างสถานะกันเช่นศิษย์กับอาจารย์ เจ้านายกับลูกน้อง หรือกับคนรัก

     การทิ้งระยะห่างให้พอเหมาะพอควร แม้จะดูเหมือนเป็นสัมพันธภาพที่ไม่ใกล้ชิดกันนัก แต่ผมว่าความสำคัญกลับไปอยู่ที่ความเสมอต้นเสมอปลายเสียมากกว่า แม้จะจำเป็นต้องทิ้งระยะห่างบ้างก็เพื่อความจำเป็นในการรักษาเงื่อนไขทางสังคมเสียมากกว่า และเป็นความจำเป็นเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด เข้าใจไปเอง แม้ใคร ๆ จะบอกว่าก็อย่าไปคิด อย่าไปมอง ก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะยังไง ๆ แล้วคนเราก็ยังมีกิเลส มีอารมณ์ มีความรู้สึกเชิงลบ ซึ่งเป็นความรู้สึกตามธรรมชาติที่จะปกป้องคนที่เรารัก หรือตัวเราเอง

     การทิ้งระยะห่างให้เหมาะสมในอีกหลาย ๆ ประการ เช่น เมื่อรู้สึกโกรธ เราก็หลีก ๆ เสียสักพัก พอรู้สึกดีขึ้นแล้ว สถานการณ์อาจจะเป็นดีก็ได้ คือดีกว่าการปะทะกันในทันที เพราะเมื่อปะทะกันแล้วยากที่จะสมานกลับ ทั้ง ๆ ที่โกรธไปนั้นอาจจะเป็นเพียงความเข้าใจที่คาดเคลื่อน หรือเข้าใจผิดไปก็ได้ และมีมากมายที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ แล้วรู้สึกเสียใจกันในภายหลัง ลองพิจารณาดูดี ๆ จะเห็นว่ามีหลาย ๆ เรื่องที่บางครั้งต้องรู้จักการ “การทิ้งระยะห่างที่พอเหมาะพอควร” นึกได้ก็เอามาเขียน หากแต่ยังนึกตัวอย่างไม่ครอบคลุม แต่ในใจแล้วมีแน่ ๆ ที่เป็นสาเหตุให้เขียนบันทึกนี้ขึ้นมา...ครับ (ยิ้ม ๆ)