ข้อคำถามที่ 3.1
ในกรณีกุญแจคือยุทธศาสตร์ในการนำพาสถานศึกษาไปสู่เป้าหมาย แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารทั้งสองมีพฤติกรรมในการบริหารงานในประเภทไม่ชอบแก้ปัญหา ดำเนินงานตามสบายไม่ได้มีแผนกลยุทธ์ในการนำองค์กรสู่เป้าหมาย หรือดำเนินการบริหารโรงเรียนโดยจัดทำยุทธศาสตร์เฉพาะในประเด็นที่มองเห็นว่ามีโอกาสในการดำเนินงานแล้วประสบความสำเร็จไม่มีอุปสรรคในการทำงานส่วนการบริหารงานที่คิดว่ามีปัญหาจะหลีกเลี่ยงในการดำเนินงานปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูหรือบุคลากรในโรงเรียน
ในด้านการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารโรงเรียนผู้บริหารทั้งสองท่านไม่ได้ดำเนินการวิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ได้จัดทำการวิเคราะห์สภาพของโรงเรียน (SWOT) จึงทำให้ไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโรงเรียนได้ตรงกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมการบริหารแบบไม่เปลี่ยนแปลงไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นของโรงเรียน
ข้อคำถามที่ 3.2
แนวคิดในการจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ เป็นการจัดการโดยนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดระบบข้อมูลเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ ในทางปฏิบัติสิ่งที่ผู้บริหารต้องการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานของตนให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือการมีข้อมูลที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันและเอื้อต่อการนำมาประเมินในขั้นวิเคราะห์และสังเคราะห์ต่อไป ที่ผ่านมาผู้บริหารการศึกษาทุกระดับได้พยายามให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่จำเป็นและสำคัญต่อการตัดสินใจและการวางแผนการศึกษา แต่คงไม่สามารถปฏิเสธว่าอุปสรรคต่อการดำเนินการคือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลความหลากหลายและปริมาณข้อมูลที่มีมาก ยิ่งไปกว่านั้นการนำข้อมูลที่ได้มาเพื่อการวิเคราะห์และสังเคราะห์มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการที่ต้องใช้เวลาและต้องระมัดระวังเพื่อป้องกันความผิดพลาดทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลที่ผู้ตอบตอบในแบบสอบถามขอข้อมูลนับเป็นข้อมูลตาย ไม่สามารถนำมาประมวลผลต่อได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาให้เป็นข้อมูลดิจิตอล(digital data) การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและอาจมีข้อผิดพลาดในการถ่ายข้อมูลได้ดังนั้นกว่าที่จะประมูลผลข้อมูลและออกเป็นรายงานได้จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและมักไม่ทันต่อการนำไปใช้วางแผนหรือปรับการดำเนินการ
ดังนั้นการบริหารจึงต้องอาศัยข้อมูลที่ได้จากการศึกษาอย่างมีระบบและมีความเป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เพราะข้อมูลในลักษณะดังกล่าวทำให้ทราบถึงจุดแข็งจุดอ่อนและประเด็นที่ต้องนำมาวางแผนเพื่อพัฒนาในการบริหารงานดังนี้
1. การจัดทำแผนการนำนวัตกรรมและสารสนเทศเข้ามาใช้ ต้องให้ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและเตรียมตัวในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องให้ประสานสอดคล้องกัน การเตรียมงบประมาณรองรับเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องให้เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมคนที่จะดูแลระบบงานใหม่เพื่อให้สามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ สิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ก็คือผู้เกี่ยวข้องที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จำเป็นต้องได้รับทราบและทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย
2. การพัฒนาหรือจัดหาระบบเทคโนโลยีที่ต้องการนำเข้ามาใช้ จะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยมีการพิจารณา ศึกษาวิเคราะห์ และคัดเลือกด้วยวิธีการที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลาและต้องให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้ระบบที่ดีที่เหมาะสมต่อการใช้งาน
3. การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีความสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการมาก เนื่องจากระบบงานด้านเทคโนโลยีมีองค์ประกอบจำนวนมากทั้ง Hardware, Software, และ Application องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้จะต้องจัดหาให้สอดคล้องกัน
4. การพัฒนาบุคลากรการจัดการสารสนเทศ เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพ บุคลากรที่ควบคุมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะต้องพัฒนาให้มีความรู้และสามารถทำงานตามข้อกำหนดของการใช้เทคโนโลยีได้อย่างครบถ้วน
5. การติดตามประเมินผล ระบบงานบริหารจัดการที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยควรมีการประเมินผลอย่างน้อย 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกต้องประเมินผลงานที่กำหนดไว้ในแผนงานเช่นความสามารถให้บริการตามเป้าหมาย การนำเสนอรายงานตามกำหนดเวลา ส่วนที่สองคือการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ เพื่อสะท้อนให้เห็นสถานภาพของระบบงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ ในด้านความรวดเร็ว ความแม่นยำถูกต้อง และความสะดวกในการใช้ระบบงาน การติดตามประเมินผลควรจะมีระยะเวลากำหนดไว้ตลอดช่วงเวลาในแต่ละปี หากพบข้อบกพร่องหรือมีข้อเสนอแนะที่ควรแก่การแก้ไขปรับปรุงก็ควรพิจารณา และปรับปรุงให้สอดคล้องตรงตามความต้องการของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง