น้องนนท์  เป็นเด็กผู้ชายอายุ  5  ขวบ  ร่างกายแข็งแรง  ซุกซน  ช่างคุย  และอารมณ์ดีวันหนึ่ง  คุณแม่ไปรับที่โรงเรียน.....คุณครูบอกว่า “วันนี้น้องนนท์วิ่งเล่นที่สนามแล้วล้มบ่อยนะคะคุณแม่”  ซึ่งหลักฐานก็ฟ้องชัดเจนคือ...หัวเข่า  แข้งขา ถลอกปอกเปิกไปหมด...ตกเย็นพอจะขึ้นนอน  น้องนนท์ไม่ยอมเดินขึ้นบันได  จะอ้อนขี่หลังให้พ่อพาขึ้นบ้าน 

น้องนนท์บอกว่า “นนท์ยกขาไม่ขึ้นพ่อขี่หลังหน่อย”....

 

หลังจากนั้นทุกเย็นหลังเลิกเรียนน้องนนท์ก็จะกลับบ้านมาพร้อมกับ  ริ้วรอยถลอกปอกเปิก  เต็มขาทั้งสองข้างเพราะล้มบ่อย  และขาข้างซ้ายเริ่มแบะออกเวลาเดินจะลากเท้า   เย็นวันหนึ่งคุณแม่พาน้องนนท์เดินข้ามถนนเพื่อไปซื้อขนม....น้องนนท์ทำรองเท้าหล่นกลางถนน  ซึ่งรถก็เยอะมาก...คุณแม่โมโหเลยดุน้องนนท์…..น้องนนท์บอกว่า

“แม่รองเท้าคู่นี้มันใส่ไม่ดี  ใส่แล้วหลุดบ่อย” 

เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์  เช้าวันหนึ่งขณะที่น้องนนท์นั่งกินข้าวเช้าจะไปโรงเรียนพร้อมกับดูการ์ตูนไปด้วย....

“แม่ครับมาดูทีวีให้หน่อยไม่รู้เป็นอะไร   ทำไมตัวมิ๊กกี้เม้าส์สีมันไม่เหมือนเดิม  เสื้อแม่ก็เหมือนกันเมื่อก่อนสีขาว  ทำไหมวันนี้สีเหลืองละแม่”   ด้วยภาวะที่เร่งรีบในตอนเช้าทำให้ไม่ทันสังเกตอะไรคุณแม่ก็เลยบอกว่า... “สงสัยแดดมันส่องนะลูก  เดี๋ยวแม่รูดม่านให้นะครับ รีบๆกินข้าวแม่สายแล้ว”

 

 และตอนเย็นวันนั้นเองที่คุณแม่เริ่มสังเกตเห็นน้องนนท์เดินขาเป๋มากขึ้น  จึงพาไปตรวจที่โรงพยาบาล  คุณหมอให้ตรวจอิเลคโตรลัยต์ในเลือดผลก็ปกติ....หรือว่าน้องนนท์วิ่งเล่นแล้วล้มบ่อย  จึงเจ็บขา  เช้าวันต่อมาน้องนนท์ขาซ้ายอ่อนแรงมากขึ้น  พร้อมกับมือขวาจับของไม่ถนัด  แปรงฟันเองไม่ได้น้องนนท์บอกว่า

“แม่ครับ  มือข้างนี้แข็งกำไม่ได้เลย” 

วันนี้คุณแม่ตกใจมากคิดว่าน้องนนท์ต้องมีอะไรในตัวที่ผิดปกติแน่ๆเลย  เริ่มเห็นน้องนนท์กระพริบตาบ่อย   คุณแม่จึงพาน้องนนท์ไปหาหมอ........คุณหมอบอกคุณแม่ว่า “คงต้องพาน้องนนท์ไปทำ MRI ที่กรุงเทพฯ แล้วละครับ  เพราะที่ขอนแก่นคิวยาว”    พอคุณหมอพูดจบคุณแม่ก็ร้องไห้โฮที่คลินิกโดยไม่อายใคร....เริ่มรู้แล้วละว่าน้องนนท์ต้องป่วยแบบไม่ธรรมดาแน่.....และในบ่ายวันนั้นเองพวกเราทั้งครอบครัว ก็พาน้องนนท์เข้ากรุงเทพฯเพื่อทำ MRI ที่สถาบันเอกชนแห่งหนึ่ง....

 

ความรู้สึกของคุณแม่ขณะนั้นเป็นความรู้สึกที่กลัวที่สุดของชีวิต 

คือกลัวว่าน้องนนท์จะไม่ได้กลับบ้าน.......

 

ขณะที่ทำ MRI ในเวลา 50 นาที  ในความรู้สึกของพวกเรามันยาวนานมาก  พอผล MRI ออกมาก็เป็นอย่างที่คุณแม่คาดคะเนไว้ มีการตรวจพบความผิดปกติในสมองน้องนนท์  ในส่วนที่ Parietal  Lobe  ซ้าย  ขวา และ Occipital  Lobe ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ควบคุม  แขน ขา ทั้ง  2  ข้าง  และส่วนที่ควบคุม การมองเห็น  วันนั้นคุณแม่เสียใจมากมีความรู้สึกโทษตนเองที่ให้เวลาแก่ลูกน้อยไป...แล้วพวกเราก็พาน้องนนท์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ....คุณหมอได้ให้การวินิจฉัยแยกโรคไว้ 3 อย่างคือ  1) Tumor  หรือ CA Mastastasis  2) ฝีในสมอง (Brain  Abscess) 3) โรคในกลุ่ม Auto immune  เช่น Multiple  Sclerosis ซึ่งพบน้อยมากโดยเฉพาะในเด็ก  แต่คุณหมอบอกว่า  “ฝีในสมองไม่น่าจะใช่   น้องนนท์ไม่มีประวัติสนับสนุน มีเพียงแต่มีไข้ต่ำๆ 

ตอนนี้คุณพ่อ คุณแม่ไม่ต้องทำอะไร  มีหน้าที่สวดมนต์อย่างเดียวขอให้น้องนนท์  ป่วยเป็นอย่างหลังเพราะว่าถ้าโชคดีเป็นอย่างหลังก็ได้กลับบ้าน 

 

ทำอย่างไรดีละ....ภาวนาให้หายเลยได้ไหม...ไม่เอาโรคสักอย่างเลยได้ไหม....

เวลาผ่านไป 3 วัน คุณแม่เริ่มตั้งสติได้ว่าจะต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  เราจะต้องดูแลน้องนนท์ให้ดีที่สุด....แล้วคุณแม่ก็ทำตามที่คุณหมอแนะนำ คือ สวดมนต์ ภาวนา คุณแม่ตั้งจิตอธิษฐานว่า...

บุญกุศลที่คุณแม่ได้ทำความดีมาตลอดเวลาที่ผ่านมา  ขออุทิศให้น้องนนท์ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ถูกทาง  ขอให้พวกเราได้กลับบ้านพร้อมกัน  แล้วต่อแต่นี้ไปแม่จะตั้งใจ  ทำความดี  ช่วยเหลือคนอื่นช่วยเหลือสังคมเท่าที่ทำได้เต็มความสามารถ  เพื่อให้น้องนนท์ได้บุญกุศลมากๆ....

เช้าวันที่ 5 ของการรักษาในกรุงเทพฯ ตอนเช้าที่คุณแม่เข้าไปหาน้องนนท์วันนั้น น้องนนท์ยิ้มและกอดแม่ด้วยความดีใจพร้อมกับพูดว่า

“ดีใจจังวันนี้ หน้าแม่เหลือหน้าเดียวแล้ว  ทุกวันหน้าแม่มีหลายหน้าเต็มไปหมดเลย” 

พวกเราพ่อแม่ลูกกอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ...ต่อไปนี้แม่จะมีหน้าที่คือทำตามคำอธิษฐานที่ได้ให้สัญญากับตนเองไว้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

....แม้ว่าเวลา จะผ่านไป 4  ปีแล้ว  น้องนนท์  อายุ 9  ขวบ ถึงจะเทียวเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง  แต่ทุกครั้งพวกเราก็ได้เดินกลับบ้านพร้อมกัน  พ่อแม่ลูกเสมอ......ขอบคุณโชคชะตา  หรือบุญวาสนา  หรืออะไรก็ตามที่ให้ครอบครัวเราประสบ  เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้คุณแม่ได้มีโอกาสตั้งจิตอธิษฐาน.............................

คุณแม่น้องนนท์

-------------------------------------

เรื่องเล่า...ในวงแลกเปล่ยนเรียนรู้

"มิตรภาพบำบัด"และการเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้าย

รพ.ยโสธร

27 กุมภาพันธ์ 2552