การจัดการนวัตกรรมสารสนเทศ

บทความวิชาการ

การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ

         

      จากกรณีศึกษา  ถ้าหากกุญแจรถ  คือ  ยุทธศาสตร์ในการนำพาสถานศึกษาไปสู่เป้าหมาย  เรื่องกุญแจของนายท่านอยู่ไหนโดยเฉพาะพฤติกรรมที่ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งสองคนก้มหน้าก้มตามองหากุญแจรถที่ตนเองทำหาย  ซึ่งหายอีกที่หนึ่งแต่ไปหาอีกที่หนึ่งอย่างสะเปะสะปะนั้น  แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารสถานศึกษาทั้งสองท่านขาดการคิดวิเคราะห์ ข้อมูล และการนำข้อมาใช้ในการแก้ปัญหา  ทำให้แก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด  หรือจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าไม่ได้มีการวางกลยุทธ์อันฉลาดในการปฏิบัติงาน    วิสัยทัศน์    พันธกิจในการบริหาร สถานศึกษา  เป็นผู้บริหารที่ปฏิบัติหน้าที่แบบส่ง ๆ คิดวันนี้  ทำวันนี้   ไม่ได้มีการใคร่ครวญ  และวางแผน  รวมทั้งไม่ได้ใช้ข้อมูล  สารสนเทศ    การวิเคราะห์ข้อมูล  การประมวลผลข้อมูล  เพื่อช่วยในการตัดสินใจและการวางแผนอย่างชาญฉลาดให้เหมาะสมกับงานหรือภารกิจที่ต้องกระทำเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย   เป็นการทำงานตามกระแส  ช่วงไหนมีกระแสเรื่องใดก็จะทำตัวให้เข้ากับกระแส   เสมือนว่าตนเองเป็นคนเอาการเอางาน  มีความมุ่งมั่นตั้งใจ  แต่ความจริงแล้วเป็นการทำงานแบบไร้กระบวนการ  ไร้เป้าหมาย  ไร้ทีมงาน  เป็นการทำงานที่สูญเปล่า  ซึ่งไม่มีโอกาสจะสร้างความเปลี่ยนแปลง และสร้างความสำเร็จให้แก่สถานศึกษา/โรงเรียนได้เลย 

          บุคลที่เป็นผู้นำในการบริหารจัดการสถานศึกษา/โรงเรียน   ต้องมีความกล้า  มีบุคลิกที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง   มีความสามารถในการจัดการด้านเทคนิค  สามารถริเริ่มชี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม    กล้าทำสิ่งที่ใหม่  กล้าเผชิญปัญหา  กล้าตัดสินใจ  มีความคิดสร้างสรรค์  ซึ่งคุณลักษณะของผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีพฤติกรรมดังนี้
  1.รอบรู้กว้างไกล

1.1  บริหารการเปลี่ยนแปลง  โดยการนำการเปลี่ยนแปลงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส อาศัยการวางแผนเป็นการเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและปรับสภาพการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงาน และเป็นเชื้อเพลิงในการผลักดันให้หน่วยงานมุ่งสู่สภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

1.2 วางแผนกลยุทธ์ ( Strategic Planning ) โดยวางยุทธ์ศาสตร์ในการปฏิบัติงานอันชาญฉลาด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดของผลงาน

1.3 มองทุกอย่างรอบด้าน ( Balanced Scorecard ) ด้วยการนำกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ โดย

อาศัยการวัดผลงานอย่างสมดุลรอบด้าน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินงานเกิดความสอดคล้องเป็นเอกภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน

1.4  เทียบงาน เทียบคน ( Benchmarking ) โดยการเทียบเคียงหรือเปรียบเทียบการดำเนินงานของหน่วยงานตนเองกับหน่วยงานอื่นที่พัฒนาก้าวหน้าแล้ว เพื่อนำสิ่งที่ดีมาปรับใช้และพัฒนาหน่วยงานตนเองให้ดียิ่งขึ้น

1.5  มีจิตใจมุ่งบริการ โดยใช้ระบบการให้บริการที่ดีและมีมโนทัศน์การบริหารที่เป็นเลิศ( Service Concept ) เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้รับบริการ

  2. เปิดใจกว้าง

                2.1 กล้าตัดสินใจ  โดยพิจารณาทางเลือกที่เห็นว่าดีที่สุดเหมาะที่สุด จากทางเลือกหลายๆทาง เพื่อนำมาดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดผลเสียหายน้อยที่สุด

 2.2 คิดใช้กลยุทธ์ ในสภาวการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หากต้องการประสบความสำเร็จจำเป็นต้องรู้กลเม็ด การคิดเชิงกลยุทธ์  โดยผู้บริหารต้องมีความสามารถในการกำหนดวิธีการทำงานที่ดีที่สุด ภายใต้สภาวะต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

2.3 นำคน นำงาน ผู้นำยุคการเปลี่ยนแปลงจะยึดหลักการ มีวิสัยทัศน์ เป็นนักปฏิบัติ และสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน ผู้นำยุคใหม่ จะปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง  สร้างและผลักดัน     วิสัยทัศน์ให้บรรลุผล มอบหมายงาน กำกับทิศทางของงานให้ผู้อื่นทำงานที่ถูกต้อง มีการโน้มน้าวชักจูง เป็นที่พึ่งให้คำปรึกษาแนะนำ และนำองค์กรสู่ความท้าทายใหม่ๆเช่น สังคมพื้นฐานความรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้ การบริหารแบบองค์รวม เป็นต้น 

 

 

 

2.4 CEO ( Chief  Euecutive  Officer)  โดยมีความเป็นเจ้าภาพในการบริหารจัดการ มีภาวะผู้นำ เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง มีการทำงานแบบเชิงรุก มีการคิดนอกกรอบ รู้ปัญหาและสามารถระดมสรรพกำลังมาร่วมทำงานให้บรรลุเป้าหมาย

2.5 ICT ( Information and Communication Technology)  การบริหารในยุคปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก  การบริหารการจัดการและการตัดสินใจที่ดีจึงต้องมีระบบข้อมูลที่ดีจึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร

  3. สร้างความร่วมมือ

3.1 ปรับตัวและยืดหยุ่น(Adaptation and Flexibility) ผู้บริหารซึ่งต้องดูแลและควบคุมการบริหารเพื่อแก้ปัญหา ป้องกันปัญหา พัฒนาองค์กรให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคม เหตุการณ์สถานการณ์และบุคคล จึงต้องมีความสามารถในการปรับตัวและมีความยืดหยุ่นในการบริหาร

3.2 มุ่งการสื่อสาร การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้ศาสตร์ศิลป์และการฝึกฝนจนเกิดทักษะ ในการเตรียมตัวสื่อสารต้องถามตัวเองก่อนว่า จะส่งสารให้ใคร อยากให้เขาเข้าใจว่าอย่างไร มีอะไรที่จะจงใจให้เกิดการตอบสนอง จะมั่นใจได้อย่างไรว่าสารที่ส่งและรับจะตรงกัน  แล้วเตรียมสารและส่งสารอย่างมีประสิทธิภาพ

3.3 ประสานสัมพันธ์ การบริหารจะประสบผลสำเร็จได้ต้องอาศัยและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันดำเนินการให้บรรลุผลตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การประสานสัมพันธ์ที่ดีต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นไปในทางที่ดี สร้างสรรค์และเกิดความสบายใจ พอใจกันทุกฝ่าย

3.4 ร่วมมือกันทุกฝ่าย  ในการบริหารแบบมีส่วนร่วมนั้นต้องตระหนักเสมอว่ามากคน มากวัตถุประสงค์  มากวิธีการ  มากข้อมูล  มากผลที่ต้องการ”  ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนจากหลายฝ่าย หลายคน หลายภูมิหลัง หลายค่านิยม หลายจุดมุ่งหมายของชีวิต  หลายวิธีคิด  มาผูกสัมพันธ์กับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องจนเป็นพลังสู่ความสำเร็จ

     4. ยึดถือผลสำเร็จ

 4.1 รับผิดชอบที่ตรวจสอบได้  (Accountability)  การสร้างและนำความสำเร็จให้กับองค์กรหรือหน่วยงานในความรับผิดชอบให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามนโยบาย  แผนงาน และโครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องยึดหลักสำคัญของการมีจิตสำนึกในหน้าที่ และ ความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

4.2 มุ่งผลสัมฤทธิ์    การบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result -Based  Management : RBM) ไม่ใช่เพียงให้เกิดผลผลิต (Out puts)  เท่านั้น  แต่เป็นการทำงานที่มุ่งให้เกิดทั้งผลผลิตและผลลัพธ์ (Out comes) ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดด้วย

4.3 Coaching   ผู้บริหาร คือ โค้ช ภาระที่สำคัญคือการส่งทอดความรู้ประสบการณ์ ภูมิปัญญาให้แก่ผู้นำรุ่นต่อไป ขณะเดียวกันก็ต้องขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของบุคลากรให้บรรลุผลสำเร็จ โดยการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

4.4 จัดการทรัพยากร(Managing Resources) ทรัพยากรเป็นปัจจัยนำเข้าสู่กระบวนการบริหาร และเปลี่ยนแปลงมาสู่ผลผลิตเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ทรัพยากรทุกประเภทมีลักษณะพื้นฐานที่สำคัญร่วมกัน ผู้บริหารจึงต้องจัดการใช้ทรัพยากรให้ถูกประเภทโดยใช้อย่างประหยัด คุ้มค่า และ เกิดประโยชน์สูงสุด

               ในการบริหารองค์กรต้องมีระบบการจัดการที่ดี  จะไม่ทำให้หลงทาง และทั้งสามารถเรียกค้นข้อมูลได้ถูกต้องและรวดเร็ว ช่วยในการตัดสินใจได้ถูกต้อง

ลักษณะของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการที่ดี

            1. ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารทุกระดับ ผู้บริหารสามารถเรียกค้นข้อมูลได้รวดเร็ว
            2. เป็นศูนย์รวมข้อมูลจาก แหล่งต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร หรือระบบย่อยหลาย ๆ ระบบที่มีความสัมพันธ์กัน

 

           3. ต้องมาจากความต้องการและความเห็นชอบของผู้บริหารเพื่อจัดเตรียมสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารและบรรลุจุดมุ่งหมายโดยรวมองค์กร
            4. นำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เนื่องจากข้อมูลในองค์กรหนึ่ง ๆ มีเป็นจำนวนมากและมี

ความสลับซับซ้อน คอมพิวเตอร์จึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้าง MIS ให้แก่ผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจได้ในเวลาอันรวดเร็วและเหมาะสม
            5. สารสนเทศนั้นจะถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับพนักงานเครื่องจักร เงินทุนและวัตถุดิบ จุดมุ่งหมายของ MIS คือ จัดทำสารสนเทศที่เป็นประโยชน์แก่องค์กรเพื่อใช้ควบคุมการทำงานและการจัดการขององค์กร
            6. ทำการจัดเก็บข้อมูล สร้างเป็นฐานข้อมูลเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนของการเก็บข้อมูล
            7. การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าปราศจากจากความร่วมมือและความพอใจของผู้ใช้งาน ถึงแม้ว่ามีระบบที่ดีเพียงใดก็ตามถ้าผู้ใช้งานเกิดความรู้สึกต่อต้านและคิดว่า MIS จะมาแย่งงานของตนไป

 

                                                            ---------------------------------