จากการเดินทางตลอดร่วมหลายวันที่ไปที่นั่น ที่นี่...ตามปณิธานของตนเองที่ตั้งใจทำประโยชน์ต่างๆ ตามความสามารถที่ตนเองมีอยู่... ช่วงเย็นวันหนึ่งขณะนั่งรอขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ได้รับสายจากพี่แป๋ว... รพ.ยโสธร เชิญ...ร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงการมิตรภาพบำบัด...และการดูแลผู้ระยะสุดท้ายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 นั่นหมายความว่า หากข้าพเจ้าเข้าร่วมด้วยก็ต้องเป็นการเดินทางที่ต้องย้อนกลับไปกลับมาระหว่าง กรุงเทพ-ขอนแก่นและยโสธร...

แต่ ณ ขณะนั้นข้าพเจ้าไม่ได้หยุดคิดอะไร รับปากทันทีที่จะเข้าร่วมประชุมด้วย

การเดินทางจึงเป็นเหมือนวนกลับไปกลับมา จนคุณแม่ได้ทักว่า "เหนื่อยไหม...แต่ทำไมจึงยังดูสดชื่น" นั่นอาจเป็นเพราะเกิดสารชีวเคมีทางด้านบวกเกิดขึ้นขณะทำงานที่เราใช้ความตั้งใจและเจตนาที่ดีอยู่เสมอ เวลาที่ทำภารกิจใดใดเกิดขึ้น จึงก่อเกิดเป็นพลังงานเชิงบวกมากมายในตนเอง และเมื่อมีปัญหาและอุปสรรค...ก็ใช้โอกาสนี้แหละเรียนรู้ภายในตนเอง...ให้สามารถนำพาตนเองให้ผ่านปัญหาและอุปสรรคไปได้ด้วยใจเบาเบา ขัดแย้งและบอบช้ำน้อยที่สุด ศานติน้อมนำปรากฏให้มากสุดภายในตนเอง...

การเข้าร่วมครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอิ่มเอิมใจอย่างมาก

กระบวนการพูดคุย...เราใช้เรื่องเล่า เป็นสิ่งนำทางเพื่อไปสู่การหารูปแบบการดูแลและเยียวยาที่เหมาะสมตามสภาพบริบทของคนยโสธร... เป็นมิติใหม่ของการวาดเส้นทางการเดินทางการทำงาน ที่เมื่อก่อนเรามักหยิบยกจากสิ่งที่ได้ไปเรียนรู้มาครอบและดำเนินการตาม

พี่จิ๊ - คุณประชุมสุข เป็นประธานในวงสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้

พี่เม็ง - คุณกีรติ...เป็นผู้นำกระบวนการให้เกิดขึ้นในการประชุม

แรกๆ บรรยากาศเรามีทีท่าจะเป็นการถกและอภิปราย... แต่ด้วยความที่เราได้เรียนรู้การใช้สุนทรียสนทนาจึงพลิกผันบรรยากาศให้เกิดเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยหัวใจผ่านเรื่องเล่า...

การเริ่มคำถาม...ที่ว่า "เรารู้จักคำว่าความตาย"... กันแค่ไหนและอย่างไร

"ตาย" ที่ว่านี้เราทุกคนทีนั่งล้อมวงกันอยู่นี้ มิติในความลึกซึ้งเรามอง..ไปในจุดร่วมเดียวกันหรือเปล่า เรามองความตายที่ปรากฏขึ้นในผู้คนและผู้ป่วยของเราอย่างไร อย่างเป็นกลไก หรืออย่างซาบซึ้งลงไปถึงใจที่อ่อนน้อมต่อความตาย... ทุกครั้งที่เราให้การพยาบาลผู้ป่วยใกล้ตายนี้ เรามักปฏิบัติต่อเขาอย่างไร้ซึ่งความเมตตาทางจิตวิญญาณ

คำถามต่างๆ เล่านี้พรั่งพรูออกมา อันนำไปสู่ให้ทุกคนอึ่งและฉุก หยุดคิด ทบทวนต่อตนเอง

จากการที่กำลังถกกันถึงการหารูปแบบที่จะนำมาใช้ในองค์กร - โรงพยาบาลได้หยุดไป

เปลี่ยนเป็นเริ่ม share ประสบการณ์ของการเป็นผู้เคยร่วมเผชิญหน้าต่อความตาย... พี่กลอย-เปิดใจเล่าเรื่องที่ตนเองประสบและเผชิญหน้าร่วมสภาวะความเป็นและความตายกับลูกชาย "แรงอธิษฐาน" ความสั่นสะเทือนทางอารมณ์ และการนำพาตนเองผ่านช่วงวิกฤตนั้นมาได้ เรื่องเล่าของพี่กลอยทำให้เราทุกคนในวงเงียบ ... นิ่ง บางคนน้ำตาซึม และซาบซึ้งต่อความเข้มแข็ง...ของหัวใจผู้เป็นแม่

จากพี่กลอย...สู่น้องระ ที่เป็นทั้งผู้เผชิญหน้ากับความตาย และประสบการณ์ของผู้สูญเสีย เปิดใจเล่าเรื่องของตนเอง...จากนั้นทุกคนในวงต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตนเอง...ออกมาบอกเล่าถึงอารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด... ใจน้อมลงมากกว่าการใช้สมองมองเรื่องราวเล่านี้

บทเรียนที่เราได้เรียนรู้ "ความตาย"...ครั้งแรกของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเรื่องเล่านี้

ทำให้เรามองเห็นทิศทางในการทำงานเรื่องนี้มากขึ้น ... โดยเริ่มจากทีมนำเรื่องนี้ต่อการร่วมกันทำความเข้าใจในมิติการตาย...เรียนรู้เรื่องความตาย ที่ไม่ใช่อย่างที่เราได้เรียนรู้มาสมัยที่เรียนพยาบาล ความเหนื่อยล้าทำให้ใจเรากระด้างขึ้น แต่เมื่อเราได้เรียนรู้เพื่อหยุดความกระด้างนั้นด้วยลมหายใจเบาเบาที่เรามี ทำให้เราน้อมใจใคร่ครวญเรื่องนี้ด้วยหัวใจ...

"พี่กลอย" ... ทำงานพยาบาลมานานแต่ได้เปลี่ยนบทมาเป็นแม่และญาติของผู้ที่กำลังถูกชี้ให้ได้รู้จักคำว่า "ตาย" เสียงลูกชายตัวน้อยที่ถามแม่ว่า "ตายเป็นอย่างไร" ทำให้หัวใจของผู้เป็นแม่ช่างสั่นสะเทือนยิ่งนัก แม่ก็ตอบไม่ได้ว่าตายนั้นเป็นเช่นไร ทั้งๆ ที่แม่ได้สัมผัสความตายของผู้ป่วยมานักต่อนัก แต่แม่ได้ขาดความซาบซึ้งใจในเรื่องนี้ไป พอถูกถามจึงรู้สึกงุนงง ...ต่อการที่จะตอบให้ลูกได้เข้าใจได้อย่างไร... บทเรียนแห่งความเฉียดตายของลูก ทำให้แม่กลอยต้องน้อมนำใจตนมาใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

น้องระ... ผู้เป็นทั้งผู้สูญเสียและผู้ที่ถูกตีตราด้วยโรคที่ป่วยไม่เหมือนคนทั่วไป ทำให้น้องระเรียนรู้ที่จะอยู่กับความสูญเสียและความพร้อมตาย แต่น้องระบอกว่า แม้จะฝึกตนเอง แต่ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องความตายนี้ ...ใจก็ยังคงไหว ไหว ... ไป อย่างยั้งไว้ไม่อยู่ ขณะเล่าน้องระดูเข้มแข็ง หากแต่ความสั่นสะเทือนทางอารมณ์ทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่ความตั้งใจอันแน่วแน่ ... ที่น้องระจะนำพาตนเองผ่านเส้นทางนี้ไปให้ได้

หนิง...ถูกชี้ให้มาร่วมทำงานนี้ด้วยใจ แต่เมื่อต้องเล่าเรื่องนี้ หนิงรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งค้างคาใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสของการร่วมเป็นผู้สูญเสีย...

พี่นารี...เล่าว่า ตลอดชีวิตการทำงาน ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ผ่านผู้ป่วยเป็นครู ครูผู้สอนไม่ให้ประมาทและคิดไม่ดีต่อผู้อื่น จิตที่เป็นอกุศลแม้ภายนอกไม่พูด แต่ในใจเราคิดไม่ดี เมื่อเขาตายไปเรากลับรู้สึกเสียใจมากที่ทำไมเราถึงได้คิดไม่ดีต่อเขา... จากการตายของผู้ป่วยทำให้พี่นารีต้องบอกกับตนเองว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทุกๆ ขณะจิตเราต้องฝึกการคิดดีต่อผู้อื่น... โดยเฉพาะการฝึกให้เกิดขึ้นภายในใจของตนเอง...

พี่สุปัญญา...เป็นผู้ป่วยเองด้วยเช่นกัน ชี้ให้เราในวงได้มองเห็นหัวใจของผู้เป็นญาติและครอบครัว...ที่เราไม่อาจละเลยได้เลย บางครั้งญาติเสียอีกที่เผชิญหน้าต่อการสูญเสียไม่ได้... คุณเพียงเล่าเสริมถึง โอกาสและการได้พลาดโอกาสที่คิดว่า "น่าจะทำ" ต่อพอเวลาผ่านไปแล้วเราไม่ได้ทำ รู้สึกเสียดายและเป็นการพลาดโอกาสอันดีที่จะได้ทำ

พี่นก...หยิบเรื่องเล่าที่ทำให้เราต้องใคร่ครวญร่วมกันว่า ผู้ป่วยของเรานั้นมีสิทธิ์ที่รู้ถึงความตายของเขาไหม หรือจะปกปิดให้เขาตายไปโดยที่ไม่รู้ว่าตนเองป่วยเป็นอะไร เรื่องเล่าของพี่นกนำครูซึ่งเป็นผู้ป่วยรายหนึ่งที่พี่นกได้เยียวยา แต่หมอและญาติให้ปกปิดผู้ป่วยไม่ให้ทราบว่าป่วยเป็นอะไร จนผู้ป่วยคิดมากและกังวลใจในเรื่องว่าตนเองป่วยเป็นอะไร จนร่างทายทรุดลงและเสียชีวิตในที่สุด...

พี่จิ๊...ถามต่อเราในวงว่า "คนไข้ที่ถอดเครื่องช่วยหายใจและเรารีบบอกให้ญาตรีบนำคนไข้กลับบ้านนั้น เราทำได้ดีที่สุดแล้วหรือยัง"...

การเยียวยาคนไข้ เราน่าจะทำให้ถึงที่สุด ...จนกว่าดวงจิตดวงสุดท้ายจะแตกดับ...

จากบทเรียนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้ ทำให้เราได้ใคร่ครวญในเรื่องของความตายและความลึกซึ้ง ทำให้เราได้ทบทวนเป็นประเด็นที่เราต้องน้อมถามตนเอง ไม่ว่าจะเป็น

  • ความตายที่ว่านั้น...เป็นเฉกเช่นไรในหัวใจแห่งการรับรู้ของเรา
  • การเยียวยาของเราพึงปฏิบัติต่อผู้ป่วยและญาติอย่างไร...
  • ผู้ป่วยมีสิทธิต่อการรับรู้...ความตายของตนเองมากน้อยเพียงใด
  • และเราพึงเตรียมผู้ป่วยและญาติอย่างไร
  • ที่สำคัญ...เราผู้เป็นทีมที่มาด้วยหัวใจนี้ เรามีพลังแห่งการเยียวยามากน้อยเพียงใดต่อการช่วยเหลือ และเราจะเตรียมความพร้อมของเราอย่างไร

ประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นการทิ้งไว้ผ่านเรื่องเล่าของละคน...ที่ในบันทึกนี้ข้าพเจ้าไม่สามารถนำมาบอกเล่าได้ทั้งหมด...

การเรียนรู้วันนี้ ... เป็นความอิ่มในใจที่เราได้ถอดหัวใจมาร่วมกันหาแนวทางการทำงานที่นำไปสู่การเยียวยา ... พลังที่เกิดขึ้นวันนี้พี่เม็ง...บอกว่าตลอดที่ผ่านการทำงานมาไม่เคยได้สัมผัส แต่วันนี้เป็นวันที่พี่เม็งมีความสุขมากจากการประชุมงานในรูปแบบที่เป็นเฉกเช่นวันนี้

 

----------------------------------