กลางเดือนกุมภาพันธ์ ผมต้องไปพูดถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในงานมหกรรมสุขภาพชุมชน ๒๕๕๒ จัดโดยหลายองค์กรสุขภาพ ในหัวข้อ เสวนาประสาหนัง เรื่อง สร้างคุณค่าความเป็นคน สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง

ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ The Road Home ของผู้กำกับคนดังชาวจีน จางอี้โหมว



ผมได้แผ่นดีวีดีมาดูก่อนถึงวันงาน เพราะไม่เคยดูมาก่อน พอเห็นชื่อเรื่อง ก็คิดถึงประโยคที่อยู่ในใจเสมอ เวลาต้องเดินทางกลับบ้านเกิดที่ปัตตานี ..ถนนนี้..กลับบ้าน  ผมหมายถึง ทางหลวงหมายเลข ๔๓ ช่วงจากหาดใหญ่ถึงปัตตานี ที่ผมเดินทางไปๆกลับๆมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ถนนสายนี้มีความหมายกับผมมาก เพราะผมรู้ว่า ที่ปลายทางจะมีความรักและความอบอุ่นรอผมอยู่เสมอ และหลายสิบปีที่ผ่่านมา ผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของถนนสายนี้และแน่นอน..ของตนเอง ที่ดูเหมือนเงาสะท้อนอยู่ลิบๆ  เออนะ.. แค่เห็นชื่อเรื่อง ก็คิดได้เป็นตุเป็นตะแล้ว

ผมเปิดดูดีวีดีทันที ไม่อยากเชื่อ ผมดูไปได้นิดเดียว ก็ต้องเลิก เพราะทนดูต่อไม่ไหว และมีงานอื่นที่ดูเหมือนจะสำคัญกว่า

ช่วงแรก เป็นหนังขาวดำ ดูเศร้าซึม หนักอึ้ง คงเป็นความจงใจของผู้กำกับที่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น แถมเนื้อหาก็สุดจะบีบคั้น เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มที่ต้องเดินทางกลับบ้านเกิดในชนบท เพราะพ่อที่เป็นครูในหมู่บ้านเสียชีวิตอย่างกระทันหัน เหลือแต่แม่ที่กำลังเศร้าโศก และต้องการให้คนในหมู่บ้านหามโลงศพของสามีตนเองเดินเท้าจากในเมืองกลับบ้านตามประเพณี แต่มันติดตรงที่ว่า คนหนุ่มๆที่พอจะช่วยกันทำเรื่องนี้ต่างก็แยกย้ายกันไปหางานทำในเมืองกันหมด แล้วใครจะมาหามล่ะ  ผมดูมาถึงตอนนี้แล้วก็เลิกดู รู้สึกหงุดหงิดกับ แม่เฒ่าเรื่องมาก คนนี้เหลือเกิน ไปหาอะไรอย่างอื่นทำให้สบายใจดีกว่า ผมคิดอย่างนั้น

ถัดจากนั้นหลายวัน พอมีเวลาว่างจริงๆ ผมก็เอาหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูใหม่ ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็ถึง..บางอ้อ

ช่วงหลังของหนังสีสันสดใสเมื่อเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต เนื้อเรื่องได้ค่อยๆคลี่คลายให้เห็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความ เรื่องมาก ของแม่เฒ่าหัวดื้อ ซึ่งก็คือนางเอกของเรื่องนั่นเอง มันได้แสดงถึง ความสำคัญของถนนสายนี้ ต่อความรัก ความผูกพันของหนุ่มกรุงกับสาวชนบทคู่หนึ่ง ถนนที่นำความรู้ความเจริญมาสู่หมู่บ้านชนบทที่ถ่ายทอดผ่านครูหนุ่มจากในเมือง  ภาพยนตร์ดำเนินไปด้วยภาพเคลื่อนไหวที่แสดงถึงความงดงามของทั้งธรรมชาติและขนบของชนบท ที่ผู้กำกับคนนี้กลั่นออกมาได้อย่างเยี่ยมยอดจริงๆในทุกฉาก แม้ช่วงเวลาที่โหดร้ายอย่างฤดูหนาว ภาพก็ยังดูสวยเลย  แล้วในที่สุด ถนนสายนี้ก็ได้นำพาครูคนนั้นในวัยชราที่พยายามหาเงินมาสร้างโรงเรียนใหม่ให้หมู่บ้านไปสู่วาระสุดท้ายของตนเองในเมือง

ภาพขบวนศพที่นำร่างของครูคนนี้..กลับบ้าน..โดยมีลูกศิษย์ลูกหาหนุ่มๆจากทั่วสารทิศ ผลัดเปลี่ยนกันแบกโลงเดินเท้าผ่านเส้นทางที่แสนทุรกันดาร โดยมีภรรยาหม้าย หรือแม่เฒ่าเรื่ิองมากของผม เดินกับลูกชายตามหลังอย่างเด็ดเดี่ยว คนที่มาช่วยงานนั้นต่างปฏิเสธค่าตอบแทนที่ทางเจ้าภาพเตรียมพร้อมไว้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกตรงลำคอ ตื้นตันไปหมด ศรัทธาในความดีของคนๆหนึ่ง ช่างมีพลังที่จะทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เป็นไปได้อย่างงดงาม

เรายังมีบุคคลแบบนี้อีกมากมายใน..ชนบท..ของเรา

ภาพยนตร์ปิดฉากลงตรงที่ แม่เฒ่าเดินไปที่โรงเรียนที่ตนเองเคยไปแอบดูครูหนุ่มสอนหนังสือ และเห็นภาพลูกชายของตน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนหนุ่มคนสาวที่ทิ้งบ้านเกิดไปอยู่ที่อื่น กำลังยืนสอนหนังสือเด็กๆ ในตำแหน่งที่สามีของตนหรือพ่อของชายหนุ่มคนนั้นเคยทำมานับสิบปี ด้วยหนังสือเล่มเดิม

..  ..  ..

ผมมองเห็นภาพของตนเอง และคนหนุ่มคนสาวอีกหลายๆคนที่ทิ้งบ้านเกิดไปทำงานที่อื่น เพราะเราได้รับการศึกษาสูงขึ้น จนดูเหมือนจะสูงกว่า..ความต้องการของบ้านเกิดของเรา ความรู้ความสามารถอย่างเราหางานทำที่บ้านไม่ได้หรอก มันสูงกว่านั้น มันทำให้ผมคิดถึงโฆษณาชิ้นหนึ่งที่ประทับใจผมมาก..สำนึกรักบ้านเกิด เรื่องราวของหนุ่มใต้ที่เรียนจบแล้วกลับไปพัฒนาบ้านเกิดตนเอง 

จริงหรือ ที่ความรู้ความสามารถของเรา มันคนละระดับกับปัญหาและความต้องการในถิ่นเกิด

หนุ่มสาวหลายคนเหมือนคนแปลกหน้า แปลกที่กับที่ๆตนเคยวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเอาความรู้ตนเองไปช่วยบ้านเกิดอย่างไร ในขณะเดียวกันที่สุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนก็อาจจะไม่ยอมรับ..ของใหม่ ง่ายๆ ไอ้หนุ่มนี้เรอะ ก็ไอ้ไข่นุ้ยที่วิ่งแก้ผ้าอยู่ตรงนั้นเมื่อวานซืนนี้เอง มันจะรู้อะไร

ช่องว่างตรงนี้เติมเต็มได้ ถ้าทั้งสองมุมได้มาคุยกันอย่างลูกอย่างหลาน และจุดบรรจบท่ีีทั้งสองจะมาเจอกันได้ นอกจากจะเป็นช่วงวันหยุดยาวเทศกาลต่างๆ ที่บรรดาหนุ่มสาวแห่กันกลับบ้านแล้ว ผมยังคิดว่า น่าจะยังมีอีกงานหนึ่ง นั่นก็คือ งานศพของคนในหมู่บ้าน งานที่ลูกหลานคนรุ่นใหม่ก็ต้องกลับบ้านไปร่วมงานเช่นกัน และงานศพในชนบทก็เรียกได้ว่า เป็นกิจกรรมที่คน..ทั้งบาง..มาประชุมรวมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จะมีงานไหนคนมารวมกันมากๆในช่วงเวลาสั้นๆได้เท่านี้ ไม่มีอีกแล้ว  นักการเมืองเสียอีกได้ฉกฉวยโอกาสเช่นนี้อย่างเต็มที่..เล่นหาเสียงในงานมันซะเลย แล้วเราล่ะทำไมไม่ฉวยโกาสเช่นนี้คุยกัน ทำอะไรร่วมกันเพื่อบ้านเกิด เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้จากไปบ้าง แม้แต่หน่วยงานสุขภาพก็น่าจะแย่งไมค์จากนักการเมืองพูดมาก มาประชาสัมพันธ์งานอันเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนได้

ผมอยากจะปิดท้ายบันทึกนี้ ด้วยสิ่งที่ผมได้เรียนรู้สำหรับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับตนเอง

ถ้าเรา..ตัดสิน.. คนๆหนึ่งไปแล้วว่า ..เรื่องมาก..หัวดื้อ เราก็จะไม่สนใจหรือไม่มีทางเข้าใจเลยว่า อะไรที่ทำให้เขาคนนั้นเป็นเช่นนั้น เราจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า มันมีเหตุผลอีกมากมายที่อธิบายว่า ทำไมคนๆหนึ่งจึงคิด จึงทำเช่นนั้น เช่นเดียวกับแม่เฒ่าที่ต้องการเดินเท้ากับคนที่เธอรักเป็นครั้งสุดท้าย บนถนนสายนั้น  ถนนนี้..กลับบ้าน

 


 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เหมาะที่จะใช้เป็นสื่ิอการสอนเรื่อง ความเศร้าโศกและการเยียวยา หรือ grief and bereavement  แบบเอเชียๆมาก