คู่มือการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิดในวิชาวิทยาศาสตร์ ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหมี่วิทยา

บทที่ 1

ความสำคัญและปัญหา

 

            การคิดและการสอนคิดเป็นสิ่งสำคัญของการจัดการศึกษาเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดี การคิดเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในทุกๆด้านทั้งทางด้านสติปัญญา คุณธรรมและการเป็นพลเมืองดีของประเทศ  ประเทศไทยได้มีการกำหนดแนวคิดเรื่องการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียน คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็นหรือการสอนให้คิดโดยวิธีต่างๆ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ต่อมาเมื่อรัฐบาลได้กำหนดนโยบายการปฏิรูปการศึกษาการมุ่งเน้นการปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านกระบวนการคิดจึงนับว่าเป็นกระบวนการคิดที่จำเป็นต้องปรับปรุงและพัฒนากันอย่างจริงจัง

            การสอนกระบวนการคิดหรือการสอนให้ผู้เรียนคิดเป็น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่เรียนในกลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นการสอนให้ผู้เรียนต้องใช้ความคิดและเหตุผล ซึ่งจากการจัดการเรียนการสอนของผู้จัดทำพบว่านักเรียนมักจะสามารถมีความเข้าใจที่ดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะขั้นพื้นฐานแต่เมื่อมาถึงส่วนที่ต้องใช้ความคิดและเหตุผลนักเรียนยังไม่สามารถทำได้ดีเช่นในการคำนวณนักเรียนไม่สามารถแก้ปัญหาโจทย์ทางวิชาวิทยาศาสตร์ได้

            ทิศนา แขมมณีและคณะ (2540) กล่าวว่า การสอนกระบวนการคิดหรือการสอนให้ผู้เรียนคิดเป็น เป็นเรื่องที่มีความคลุมเครืออยู่มาก เนื่องจากกระบวนการคิดนั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นเนื้อหาที่ครูจะสามารถเห็นได้ง่ายและสามารถนำไปสอนได้ง่าย การคิดมีลักษณะเป็นกระบวนการ ดังนั้นการสอนจึงต้องเป็นการสอนกระบวนการด้วย  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนกระบวนการคิดจะต้องมีความเข้าใจว่ากระบวนการคิดนั้นมีลักษณะอย่างไร เกิดขึ้นอย่างไรและประกอบด้วยอะไรบ้าง  ดังนั้นผู้จัดทำมีความตระหนักในเรื่องนี้จึงได้ดำเนินการจัดทำคู่มือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิดในวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหมี่วิทยา เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ครูผู้สอนในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนบ้านหมี่วิทยานำไปจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดให้แก่นักเรียน

 

วัตถุประสงค์ในการจัดทำคู่มือฯ

1.         เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ครูผู้สอนในกลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์โรงเรียนบ้านหมี่วิทยานำไปจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ของโรงเรียนบ้านหมี่วิทยา

 

บทที่ 2

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการคิด

 

          การคิด  หมายถึง กระบวนการทางสมองในการสร้างสัญลักษณ์หรือภาพให้ปรากฏในจิตใจ  ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติสำหรับพฤติกรรมทั้งภายในและภายนอก

 

กระบวนการคิด

            กระบวนการคิด  เป็นการคิดที่ประกอบด้วยลำดับขั้นตอนในการคิด  ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดขั้นพื้นฐานและขั้นสูงตามความเหมาะสม  กระบวนการคิดที่สำคัญ เช่น กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) กระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving) กระบวนการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ฯลฯ กระบวนการคิด เป็นการคิดที่ประกอบด้วยลำดับขั้นตอนในการคิด   ซึ่งต้องอาศัยทักษะการคิดขั้นพื้นฐานและขั้นสูงตามความเหมาะสม  กระบวนการคิดที่สำคัญ เช่น กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ(Critical Thinking) กระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving) กระบวนการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ฯลฯ

 

กระบวนการคิด IPO (Input - Process - Output)

       Input  นั้นเกิดได้จากการรับรู้  (Explore) และการสร้างความหมาย (Reality และ Direction) เด็กจะคิดได้ต้องมี Input จากการเรียนรู้ที่เป็นจริง  ตัวอย่างเช่น  เคยทำ Workshop กับเด็กเกี่ยวกับเด็กพิการ โดยการจำลองสถานการณ์  มัดขาเด็กเหมือนพิการ ให้ลองทำอะไรต่าง ๆ    ให้เด็ก ๆ รู้สึกสนุกสนาน  เมื่อไปเยี่ยมเด็กพิการจริง ๆ เด็กเห็นเด็กพิการกลับหัวเราะสนุกสนาน          ครูต้องให้เด็กกลุ่มนี้รับรู้สภาพที่เป็นจริง เด็กจึงเปลี่ยนทีท่าต่อมาก็ไปเขียนนิทาน  เชิดหุ่นให้เด็กพิการได้ดู  ได้ฟัง การรับรู้และการสร้างความหมายของสิ่งที่รู้มีทิศทางที่เหมาะสม

        Process  ของกระบวนการคิดเป็นไปตามวัยโดยเด็กที่มีอายุก่อน  7  ปี  จะคิดจินตนาการไปสู่เหตุผล  เด็กอายุหลัง 7 ปี   คิดจากเหตุผลไปสู่จินตนาการ  สมองควรถูกใช้เพื่อการคิดทั้ง     2 อย่าง  เด็กอายุน้อย ๆ ต้องใช้ผัสสะ มีประสบการณ์  เพื่อแสวงหาความสัมพันธ์ของประสบการณ์การคิดช่วยจัดระเบียบของประสบการณ์ มนุษย์มีความจำ  มีประวัติศาสตร์            มีความคิดนอกกรอบทำให้โลกมีผลผลิตทั้งในทางดีและทางเลว  การใช้จิตนาการต้องนำไปสู่เหตุผล  ถ้าไม่นำไปสู่เหตุผลเด็กจะรู้สึกไร้สาระ

        Output   นั้นใช้  action เช่น Expressive artscommunication และ Project รวมทั้งใช้ Reflection  การแสดงออกของกระบวนการคิดโดยการแสดง ออกทางละคร  การพูด  กระทำโครงการต่าง ๆ การคิดไตร่ตรองถึงการคิดและการกระทำของตน

 

แนวทางการพัฒนาความสามารถในการคิด

        การพัฒนาความสามรรถในการคิดมี 2 แนวทาง คือการฝึกทักษะการคิดย่อยๆและการฝึกแบบรวม ๆ

 

การส่งเสริมความสามารถในการคิด

        วิธีที่  1  ส่งเสริมตั้งแต่อยู่ในครรภ์  ให้ได้รับปัจจัยที่เอื้อต่ออวัยวะที่ใช้ในการคิด  เช่น อาหาร  น้ำ  อากาศ  ดนตรี ฯลฯ

        วิธีที่  2  จัดสภาพแวดล้อม (บุคคล) ที่ส่งเสริมการคิดของเด็กทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เช่น

บรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้คำถาม

        วิธีที่  3 การใช้ชุดฝึกโดยเฉพาะ เช่นต้องการฝึกทักษะบางตัว  ซึ่งเป็นการฝึกโดยตรงโดยไม่ผูกพันกับเนื้อหา (Content Free) หรือเกมฝึกคิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่ชุดฝึกเหล่านี้ต้องซื้อ เช่น ชุดฝึกของเดอโบโน ในเมืองไทยมีในวิทยานิพนธ์ที่ทำเกี่ยวกับแบบฝึกคิดหรือชุดฝึก สามารถนำไปปรับปรุงให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น   

        วิธีที่  4  จัดสอนเป็นรายวิชาหรือเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชานิยมทำระดับอุดมศึกษา  เช่น Philosophy for Children สอนเด็กให้เป็นนักปราชญ์น้อย ทดลงในเมืองไทยแล้วได้ผลพอสมควร

        วิธีที่  5 จัดเป็นหลักสูตรระยะสั้น เช่น หลักสูตร  3  วัน  หรือ 5 วัน

        วิธีที่  6  การบูรณาการทักษะการคิดเข้าไปในการสอนเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ

        วิธีที่  7  การใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่นักวิชาการคิดขึ้น  โดยมีทฤษฎีหรือหลักการเกี่ยวกับการคิดรองรับ  มีกระบวนการในการดำเนินการสอน  แล้วได้ผลตามวัตถุประสงค์  เช่นรูปแบบการเรียนการสอนที่ใช้การอุปมาอุปไมยเป็นหลัก  หลังใช้รูปแบบการสอน  เรียงความของผู้เรียนมีลักษณะการเขียนแตกต่างไปจากเรียงความเรื่องเดิมที่เขียนก่อนใช้รูปแบบการสอน

        วิธีที่  8  ใช้เทคนิคที่ส่งเสริมการคิด เช่น เทคนิคการใช้คำถาม

 การฝึกฝนสำหรับครู

        1.ครูสามารถคิดค้นเอาจากตัวเอง  โดยการทำวิจัยในชั้นเรียนตามขั้นตอน  P  D  C  A  หลังจากมีการปรับปรุงไปหลาย ๆ รอบก็อาจได้นวัตกรรมของตนขึ้นมา  เช่น ครูที่อยู่ในชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปทั้งโรงเรียน (วพร.) ซึ่ง รศ.ดร. ทิศนา แขมมณี  เป็นหัวหน้าชุดโครงการ  ครูบางคนได้ข้อค้นพบเกี่ยวกับคำถามที่ใช้ในการฝึกความสามารถในการคิดสำหรับนักเรียนของตน  โดยค้นพบคำถามที่ใช้ไม่ได้เลยชุดหนึ่งและคำถามที่ใช้แล้วได้ผล       ชุดหนึ่ง

        2.ศึกษาเอกสารที่หน่วยงานต่าง ๆ เคยทำไว้เช่น ชุดฝึกการคิดของหน่วยศึกษานิเทศก์  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน  ซึ่งเป็นชุดนิเทศทางไกล  แบบฝึกการคิดของหน่วยศึกษานิเทศก์จังหวัดสุพรรณบุรี  หรือการพัฒนารายวิชาคิดเป็นของหน่วยศึกษานิเทศก์          กรมสามัญศึกษา  เป็นต้น

รูปแบบการคิด  EAP  (Experiential Activities Planner)

        รูปแบบนี้ขั้นตอนดังนี้

        1.Warm up เตรียมบรรยากาศ   เตรียมฝึกฝนทักษะบางตัวถ้าเด็กมีแล้วก็ไม่ต้องฝึก

        2.Problem   Identification โจทย์ปัญหาที่ให้ต้องกระตุ้นความคิด  กระตุ้นอารมณ์  อาจให้เด็กดูของจริง  สภาพจริง  แนะนำให้เห็นปัญหาโจทย์ เช่น ในประเทศ ITALY เด็กได้ดูงานศิลปะที่เป็นของจริงมีประสบการณ์จริงมาก ๆ อีกตัวอย่างหนึ่งเช่นนักศึกษาที่เรียนวิชาการละครในประเทศญี่ปุ่นต้องจ่ายเงินก่อนเรียน

การสอนโดย EAP นั้นจะได้ผลดีควรมีการนำนักเรียนออกไปเรียนในสถานที่จริง   หรือทำกิจกรรมนอกห้องเรียน  ครูผู้สอนให้ความเห็นว่าในบางบริบทรูปแบบทั้ง 6 ขั้นนี้ก็ใช้ไม่ได้ผลต้องมีการปรับปรุง  ดังนั้นรูปแบบนี้จะต้องมีการปรับปรุงอีก ค่าฝึกฝนในโรงละคร       เก็บเงินจากรายได้พิเศษ เมื่อทำละครแล้วให้คำตอบแทนแก่ผู้มีประสบการณ์ด้านการละครวิพากษ์  การให้เด็กได้ประสบการณ์จริงเป็นสิ่งที่เด็กควรได้รับเป็นการสร้างฐานที่ใช้เวลาและลงทุนสูง  ในประเทศไทยมีบทประพันธ์ที่มีคุณค่าของ ม..ปิ่น  มาลากุล ซึ่งช่วยให้เด็กได้       ซึมซับ

        3.Individual Exploration เด็กควรมีโอกาสไตร่ตรองหาทางแก้เฉพาะตน ได้คิดว่าสิ่งนั้นหรือเรื่องนั้นเป็นอย่างไร อะไรเป็นจุดยืน (Standpoint) ของตนต่อเรื่องนั้น ๆ ซึ่งนำไปสู่ความคิดเห็นที่หลากหลาย การคิด  เช่นนี้แม้มีเด็กอนุบาลก็ทำได้ในระดับของเขา  ครูให้ Input แล้วให้เด็กแสดง Output ของการคิดเช่น บอก เล่าแล้วสรุปความคิดเห็น  บางครั้งเด็กสรุปไม่ได้ครูใช้คำถามช่วย

        4.Group Works  การที่เด็กร่วมกันคิดต่างกลุ่มอายุจะทำให้เด็กมีโอกาสร่วมใช้ (Share)  ความสามารถเฉพาะตน  องค์ความรู้  ประสบการณ์ที่เป็นสหวิทยาการ

        5.Communication เด็กได้สื่อสารความคิดด้วยคำพูด   การแสดงออกดังได้กล่าวมาแล้ว

        6.Debriefing  ถอดรหัสปรับใช้  ครูไม่ควรด่วนสรุปและมักสรุปผลออกมาเป็นทางเดียว    ครูควรสรุปให้มีทางเลือกหลากหลาย  ความแตกต่างนั้น ๆ นำไปสู่การเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ        การวิจัยเรื่องใหม่ ๆ และเป็นนวัตกรรม

 

ทักษะการคิด (Thinking Skills)

ทักษะการคิดหมายถึงความสามารถย่อย ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของกระบวนการคิดที่สลับซับซ้อน ทักษะการคิดอาจจัดเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ทักษะการคิดพื้นฐาน  (Basic Thinking  Skills)   และทักษะการคิดขั้นสูง (Higher - Ordered Thinking Skills)

 

Thinking Skills

 

Higher - Order 

Thinking   Skills

Basic

 

 

 

 


Communication

ThinkingSkills

Core

Thinking Skills

 

 

 

                     1.ทักษะการคิดพื้นฐาน (Basic Thinking Skills) หมายถึงทักษะการคิดย่อยที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นต่อการคิดในระดับที่สูงขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น  แบ่งได้ 2 กลุ่มย่อย คือ

                           1.1ทักษะการสื่อความหมาย (Communicate Thinking Skills) เช่น การฟัง    การอ่าน การรับรู้ การจำ   การพูด   การเขียน ฯลฯ

                           1.2ทักษะการคิดเป็นแกน (Core Thinking Skills) ซึ่งเป็นทักษะการคิดทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสังเกต   การสำรวจ   การตั้งคำถาม   การเก็บรวบรวมข้อมูล       การจำแนกแยกแยะ การจัดหมวดหมู่  การจัดลำดับ  การเปรียบเทียบ  การสรุปอ้างอิง  การแปล  การตีความ  การเชื่อมโยง  การขยายความ  การให้เหตุผล การสรุป ฯลฯ

                     2.ทักษะการคิดขั้นสูง (Higher - Order  Thinking Skills) เช่น การวิเคราะห์         การสังเคราะห์  การจัดระบบความคิด  การค้นหาแบบแผน  การสร้างความรู้  ฯลฯ

 

ทักษะการคิดขั้นสูง

          : การคิดที่มีประบวนการหรือขั้นตอนที่สลับซับซ้อนขึ้น สำหรับกระบวนการคิดที่มีความสำคัญและจำเป็นที่เลือกมาในที่นี้ ได้แก่

          * การคิดวิเคราะห์ ( Analytical  Thinking )           
          * การคิดสังเคราะห์
  (  Synthesis -  type  Thinking )

          * การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  (  Critical  Thinking  )

          * การคิดสร้างสรรค์  (  Creative  Thinking  )

การคิดวิเคราะห์  ( Analytical  Thinking )

 

 

 

 

 


การคิดวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการจำแนก แยกแยะ หาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของอ