สถานีอนามัย

ทบทวนวิชา บริหารงานสาธารณสุข กันซักครั้งนะครับ จะได้จำได้ว่า เราคือ พนักงานอนามัย แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณสุขในระดับ “ สถานีอนามัย “ เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2463 เรียกว่า Primary health center ต่อมา ในปี พ.ศ. 2473 มีการประชุมกันในยุโรปและกำหนดนิยามของ Rural health centre ว่าเป็นสถานบริการที่ทำหน้าที่ทั้งส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและรักษาพยาบาลในสถานที่เดียวกันแนวคิดของสถานีอนามัยได้กระจายไปทั่วโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปและบางประเทศให้บริการโดยแพทย์ ในประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ให้บริการโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ( Health auxiliary )การจัดบริการสาธารณสุขสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด เช่น แบ่งตามระดับการให้บริการ ( Level of care) แบ่งตามชนิดของการให้บริการ(Type of care) เป็นต้นการแบ่งตามระดับการให้บริการนั้น ของระดับตำบาลแบ่งเป็น 2 ระดับ จะได้จำง่ายๆ คือ

1.การบริการสาธารณสุขมูลฐาน ( Primary health case level )
หมายถึง การบริการสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยประชาชนด้วยกันเอง สามารถกระทำได้ในระดับชุมชนเป็นงานสาธารณสุขแบบผสมผสานทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพ วิทยาการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่ใช้ไม่สูงมากนัก ซึ่งจะเหมาะสมและสอดคล้องกับขนบธรรมเนียม รวมทั้ง ความต้องการของชุมชน การบริการสาธารณสุขในระดับผู้ให้บริการ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน( อสม. ) ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข ( ผสส. ) หรืออาสาสมัครประเภทอื่นที่เป็นประชาชนด้วยกันเองไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ (ต่อไปจะได้ค่าตอบแทน 600 บาท อันนี้ขอบอกว่ามึนจริงๆคนคิด)


2.การจัดบริการสาธารณสุขในระดับที่ 1 ( Primary care level ) เป็นการจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วยหน่วยบริการดังนี้ คือ

เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขระดับหมู่บ้าน ครอบคลุมประชากรประมาณ มีการให้บริการจะเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค รวมทั้งการรักษาพยาบาลโรคง่ายๆ เบื้องต้นสถานีอนามัย ( สอ.)เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขระดับตำบล หรือ ระดับหมู่บ้าน ครอบคลุมประชากรประมาณ 1,000 – 5,000 คน มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำ คือ พนักงานอนามัย , ผดุงครรภ์ , พยาบาลเทคนิค ( จบจากโรงเรียนในสังกัดกระทรวงสาธรณสุข เมื่อก่อนมีหลาย กรม แยกกันผลิต ไว้จะเล่าต่อวันหลัง) บรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่ง (เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ระดับ 2-4 ) และรับผู้มีผลสอบ ของ กพ./นักเรียนเรียนดีของกระทรวงเข้ารับราชการในตำแหน่ง (นักวิชาการสาธารณสุข ระดับ 3-5) บรรจุเข้าทำงานในระดับสถานีอนามัยโรงพยาบาลชุมชน ( รพช. )เป็นหน่วยบริการสาธารณสุข (เมื่อก่อนมีสถานีอนามัย ชั้น 1 และชั้น 2 จะอธิบายในวิวัฒนาการ) ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลอำเภอ ที่ให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับอำเภอหรือกิ่งอำเภอ ที่มีเตียงผู้ป่วย


โครสร้างสถานีอนามัย

......สถานีอนามัย เป็นสถานบริการสาธารณสุขระดับต้นของกระทรวงสาธารณสุขและเป็นหน่วยงานอยู่ใต้บังคับบัญชา
ของสาธารณสุขอำเภอ โดยมีคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ ( คปสอ. ) เป็นองค์กรประสานงาน
และสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป็าหมายตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข

.........วิวัฒนาการใน พ.ศ. 2456 มีการจัดตั้ง “โอสถสภา“ ( โอสถศาลา หรือโอสถสถาน ) ขึ้นในบางจังหวัดให้เป็นทั้ง
สถานที่บำบัดโรคและสำนักงานของแพทย์สาธารณสุข ต่อมาใน พ.ศ. 2475 ได้เปลี่ยนแปลงชื่อเป็น “สุขศาลา“
ระหว่างที่ยังเป็น “สุขศาลา“ อยู่นั้น ในท้องที่ที่เป็นชุมชนหนาแน่น ราชการส่งแพทย์ไป
ประจำเพื่อให้บริการแก่ประชาชน “สุขศาลา“ ประเภทนี้เรียกว่าเป็น “สุขศาลาชั้นหนึ่ง“ ส่วน “สุขศาลาชั้นสอง“
คือ สุขศาลาที่ไม่มีแพทย์ประจำ

.......เมื่อมีการสถาปนากระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2485 กรมการแพทย์รับโอน “สุขศาลาชั้นหนึ่ง “ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัด
และอำเภอใหญ่ ๆ บางแห่งไปปรับปรุงเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด และโรงพยาบาลอำเภอ บางส่วนเทศบาลรับ
ไปดำเนินการ “ สุขศาลาชั้นหนึ่ง “ ที่มิได้โอนไปอยู่กับเทศบาลและมิได้รับการยกฐานะเป็นโรงพยาบาลอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอนามัยซึ่งต่อมา “ สุขศาลาชั้นหนึ่ง “ เหล่านี้พัฒนามาเป็น “ สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง “( พ.ศ. 2497 ) เป็น “ ศูนย์การแพทย์อนามัยชนบท “ ( พ.ศ. 2515 ) เป็น “ ศูนย์การแพทย์และอนามัย “( พ.ศ. 2517 ) เป็น “ โรงพยาบาลอำเภอ “ ( พ.ศ. 2518 ) จนถึงปัจจุบัน

สำหรับ “ สุขศาลาชั้นสอง “ ส่วนใหญ่อยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ สถานีอนามัยชั้นสอง“
( พ.ศ. 2495 ) และเป็น “ สถานีอนามัย “ ( พ.ศ. 2515 ) มาถึงปัจจุบัน

ในส่วนของสำนักงานผดุงครรภ์คาดว่า เริ่มในปี พ.ศ. 2497 โดยที่รัฐบาลเห็นสำควรให้การสงเคราะห์แก่มารดาและทารกเพื่อลดอัตราการตายของทารก จึงได้มีการอบรมนักเรียนผดุงครรภ์ ชั้น 2 ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 ซึ่งส่วนใหญ่ส่งไปอยู่ตามท้องที่ตำบลที่ยังไม่มีการสร้างสถานีอนามัย โดยให้ไปตั้งเป็น“สำนักงานนางผดุงครรภ์ชั้นสอง“ ที่บ้านกำนัน ต่อมามีการสร้างสำนักงานผดุงครรภ์ขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 แบบ แบบที่ 1 มีทุนผูกพันให้ผู้บริจาคทรัพย์สร้างสำนักงานผดุงครรภ์ส่งลูกหลานเข้าเรียนผดุงครรภ์ได้ แล้วกลับไปประจำที่สำนักงานผดุงครรภ์นั้น ส่วนแบบที่ 2 เป็นแบบไม่มีทุนผูกพัน ใน พ.ศ. 2525 มีการยกฐานะสำนักงานผดุงครรภ์ทั้งหมดกว่า 1,400 แห่ง ขึ้นเป็นสถานีอนามัยทำให้มีจำนวนสถานีอนามัยเพิ่มมากในปีดังกล่าวต่อมาในปี พ.ศ. 2535 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีนโยบายการพัฒนาสถานีอนามัย จึงได้จัดทำโครงการ “ทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย“ กำหนดระยะเวลาตั้งแต่ ปี 2535-2544 รวม 10 ปี โดยได้กำหนดสถานีอนามัยเป็น 2 ประเภทคือ สถานีอนามัยทั่วไป และสถานีอนามัยขนาดใหญ่

ผังวิวัฒนาการสถานีอนามัยจากอดีตถึงปัจจุบัน
.........สุขศาลาชั้น 1 สุขศาลาชั้น 2 ก่อน พ.ศ.2485
.........สถานีอนามัยชั้น 1 พ.ศ.2497 สถานีอนามัยชั้น 2 พ.ศ.2495
.........ศูนย์การแพทย์อนามัยชนบท พ.ศ.2515 สถานีอนามัย พ.ศ.2515
.........ศูนย์การแพทย์และอนามัย พ.ศ.2517
.........โรงพยาบาลอำเภอ พ.ศ.2518
.........โครงการ ทสอ. พ.ศ.2535

หมายเหตุ พ.ศ. 2523 มีการจัดตั้งสถานบริการสาธารณสุขชุมชนในหมู่บ้านพื้นที่เป้าหมายเฉพาะแห่ง
ขึ้นกับสถานีอนามัยในตำบลนั้น ๆ

.........สถานีอนามัยทั่วไป หมายถึง สถานีอนามัยส่วนใหญ่ของประเทศ มีบทบาทและความรับผิดชอบตามที่กำหนดไว้
ทั้งสิ้น 4 งาน ได้แก่การบริการสาธารณสุขผสมผสาน การสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐานและพัฒนาชุมชน
บริหารงานวิชาการ งานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ มีกรอบอัตรากำลังและอาคารบ้านพักตลอดจนครุภัณฑ์ตามที่กำหนด

.........สถานีอนามัยขนาดใหญ่หมายถึง สถานีอนามัยทั่วไปจำนวนหนึ่งซึ่งถูกคัดเลือกให้พัฒนาขึ้นเป็นสถานีอนามัย
ขนาดใหญ่ในโครงการทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย ซึ่งมีเป้าหมายจะพิจารณาสถานีอนามัยจำนวน
ประมาณ 1 ใน 5 ของสถานีอนามัยทั่วประเทศโดยคัดเลือกเลือกจากสถานีอนามัยซึ่งมีที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของชุมชน
ทั้งด้านการคมนาคมสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม อันจะทำให้สามารถให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้
กว้างขวางกว่าสถานีอนามัยทั่วไป

สถานีอนามัยขนาดใหญ่ จะมีบทบาทหน้าที่เช่นเดียวกับสถานีอนามัยทั่วไป แต่จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน
บางอย่างสูงกว่า เช่น งานทันตกรรมพื้นฐาน ซึ่งยังไม่มีในสถานีอนามัยทั่วไป นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงสนับสนุน
สถานีอนามัยทั่วไปที่กำหนดเป็นสถานีอนามัยลูกข่ายทั้งในด้านการบริการรับส่งต่อผู้ป่วย การบริหารและวิชาการ


การเฝ้ามองของครู-อาจารย์
ไม่อยากเห็น ศิษย์เก่าทั้งหลายที่เดิมมาจาก กองฝึกอบรม กำลังคนด้านสาธารณสุข(วสส เดิม) และกองงานวิทยาลัยพยาบาล (วพด/วพด) มามองเรื่องค่าตอบแทนความก้าวหน้าอย่งเดียว แม้ว่าความจริงจำนวน จพง.สธจะมี สะสมมาก ที่ไม่ได้ปรับเป็นตำแหน่งนักวิชาการฯจะมีอยู่หลายหมื่นคน แต่จำนวน พยาบาลเทคนิค กับไม่มีจำนวนสะสม (เพราะมีการเรียนต่อเนื่องและปรับตำแหน่งโดยวิธีคัดเลือก)ได้ ก็ตาม สาเหตุหลักมาจาก จำนวนสะสมที่แตกต่างกันกันขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกวันนี้จำนวน จพง.สธ มีมากกว่าความขาดแคลน (เริ่มลดการผลิตเหลือปีละ 620 คนและคงเลิกผลิตปรับมาเป็น 4ปีในที่สุด) จากข้อมูลในอดีต จพง.สธความก้าวหน้าแต่เดิม ได้ 2-4 (ทุกตำแหน่ง) ต่อมาให้ผู้ครองตำแหน่ง จพง.สธ4 สอบไปสู่ จบห 4 ได้ และกำหนดเลขตำแหน่ง เป็น จบห.ในที่สุด(ในยุคปัจจุบัน จึงได้ ปรับเข้าสู่ระบบแท่ง เป็น นวก.สธ) อันนี้น่าจะถือว่ายกผลประโยชน์ให้กับผู้ที่ครองเลขตำแหน่ง เพราะมีทั้งหมด 8,387 ตำบล ถ้าแจกแจง รายบุคลคงลำบากเพราะบางท่านก็เคยเป็นทั้ง 3 ตำแหน่ง สลับกันไปมา เรื่องนี้คงให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง สอบถามหน่วยเหนือโดยตรงหรือเข้าสู่ อกพ.จังหวัด ก็สุดแท้แต่น่าจะเหมาะสมกว่า ในเรื่องของตำแหน่งผมพอมองเห็น แนวทางที่กระทรวงว่างกรอบไว้ โดยต่อไป ตำแหน่ง นวก.สธ ที่มีอยู่ 21,000 ตำแหน่งโดยประมาณ ไม่สามารถบรรจุผู้ที่เป็นพยาบาลวิชาชีพได้อีกต่อไป เพื่อแบ่งเนื้อสัดส่วนให้กับผู้ที่จบ ปริญญาตรี สายสาธารณสุข แม้ว่าคุณสมบัติประจำตำแหน่ง จะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่ การผลิตยังเป็น วสส. / ผู้ใช้คือ กสธ อยู่ จึงไม่น่าจะมีประเด็นผู้จบสาขาอื่นเข้ามาได้ในระบบบรรจุอย่างที่เป็นห่วง ท้ายสุดนี้ น้องใหม่ท่านที่จบจาก วสส. นับแต่นี้ จะเปลี่ยนไป เพราะหลักสูตรจะเปลี่ยนไปเป็น หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาธารณสุข (สาธารณสุขชุมชน) เป็น ปวส. ตามกรอบมาตรฐาน กระทรวงศึกษา หลักสูตร พนักงานอนามัย ก็คงไม่มีอีกแล้วแต่ แต่ไม่ต้องหว่ง คนสอนวิชาบริหารงานสาธารณสุข ยังเป็นอาจารย์ตูมตามคนเดิมครับ /รักลูกศิษย์ทุก