นี่คือจินตนาการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นของผม แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย จึงเอามา “คิดดังๆ” สู่กัน โดยไม่รับรองว่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องในบริบทไทย และเป้าหมายที่เอามาลงบันทึกไว้ ก็เพื่อกระตุ้น “การเรียนรู้ของสังคม” (social learning) ในเรื่องระบบอุดมศึกษา
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔
ตอนที่ ๕
ตอนที่ ๖
ตอนที่ ๗
ตอนที่ ๘
ในตอนที่ ๙ นี้ เป็นเรื่องระบบการคาดการณ์อนาคต ซึ่งเป็นเครื่องมือชวนคิดไกล และคิดแบบไม่เป็นเส้นตรง ไม่คิดแบบลากเส้นขยายไปจากภาพปัจจุบัน ภาษาอังกฤษเรียกเครื่องมือนี้ว่า foresight โชคดีที่ประเทศไทยเรามี APEC Foresight Center อยู่ที่ สวทช. ถนนพระราม ๖ นี่เอง มี ดร. นเรศ ดำรงชัย เป็นผู้อำนวยการ
จุดอ่อนอย่างหนึ่งของการกำกับดูแลและการจัดการระบบ ก็คือคนเรามักจะติดวิธีคิดแบบเอาสภาพของระบบในอดีตและปัจจุบันเป็นตัวตั้งในการคิดกำหนดระบบในอนาคต ประสบการณ์สอนเราว่าวิธีคิดเช่นนั้นผิดและอันตรายมาก ทำให้สังคมไม่เตรียมความพร้อมที่จะเผชิญสภาพที่ไม่คาดฝัน ดังกรณีที่เศรษฐกิจไทยดีอย่างเหลือเชื่อในช่วงปี ๒๕๓๐ – ๒๕๓๘ แล้วล่มในปี ๒๕๔๐ และกรณีวิกฤต subprime ในสหรัฐอเมริกา ก่อวิกฤตการเงิน และเศรษฐกิจโลกอยู่ในปัจจุบัน
จึงมีการคิดเครื่องมือชวนให้คนร่วมกันคิดแบบคาดการณ์อนาคต มีการศึกษาปัจัยสำคัญๆ ที่จะกำหนดอนาคต แล้วลองวาดภาพการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสำคัญๆ เหล่านั้น ดูว่าระบบที่เราสนใจ (กรณีนี้คือระบบอุดมศึกษา) จะเป็นอย่างไร เมื่อเข้าใจ จะได้วางแผนกำจัดจุดอ่อนของระบบ หรือวางแผนพัฒนาระบบได้ถูกต้อง สอดคล้องกับสภาพของอนาคต เท่ากับเป็นการวางระบบโดยใช้ภาพอนาคตเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ใช้อดีตและปัจจุบันเป็นตัวตั้ง
สังคมมหาวิทยาลัยเป็นสังคมที่ทุกคนมีความคิดเป็นของตนเอง การรวมใจทำยาก เพราะแต่ละคนก็คิดแต่ละอย่าง หากใช้วิธีคาดการณ์อนาคตร่วมกันในหลายๆ วง ก็น่าจะสร้างวิสัยทัศน์ร่วม พันธกิจร่วม และรวมพลังกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยได้
ในระดับระบบอุดมศึกษาก็น่าจะทำนองเดียวกัน โดยต้องไม่ลืมว่า อุดมศึกษามีหลายกลุ่มอยู่ภายในระบบ หรือมีอนุระบบอยู่ในระบบใหญ่ และจะต้องมีวิธีคิด มีวัฒนธรรมที่หลากหลายอยู่ภายในระบบ
จึงมีคำถามว่า กกอ. จะนำเอาวิธีการ foresight มาใช้ในการคาดการณ์อนาคตของระบบอุดมศึกษาอย่างไร
ใครมีคำแนะนำ กรุณาด้วยนะครับ
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๕๒