ธปท.มึนไม่รู้ฟื้นเมื่อไร มาร์คปัดบ้าตามทักษิณ เมินทบทวนแผนฟื้นฟู

สภาพัฒน์ ปรับลดเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยใน 52 หดตัวร้อยละ1 หลังเจอพิษเศรษฐกิจโลกถดถอยรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายอ าพน กิตติอ าพน เลขาธิการส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2551 หดตัวร้อยละ 4.3 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2541 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกถดถอยรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ และได้ส่งผลกระทบให้ การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยหดตัวมากและเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะครึ่งแรกของปี 52 ประกอบกับสถาบันการเงินมีความเข้มงวดมากขึ้นในการขยายสินเชื่อ รวมทั้งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจก็ยังอยู่ในระดับต่ า ท าให้คาดได้ว่าภาคธุรกิจจะลดการผลิต และการจ้างงานลงโดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรม สาขาก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีกค้าส่ง ขนส่ง และการเงิน ท าให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2551 ขยายตัวร้อยละ 2.6 ชะลอตัวลงมากจาก ที่ขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปี 2550นายอ าพน กล่าวว่า ผลกระทบจากเศรษฐกิจหดตัวลงไตรมาส 4 ปี 2551 ยังคงต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 1-3 ปี 2552 โดยจุดต่ าสุดของเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงไตรมาส 3 และคาดว่าไตรมาส 4 จะเป็นสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ท าให้ประมาณการว่าผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 52 จะติดลบร้อยละ 1-0 จากเดิมที่เคยคาดการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ว่าจะเติบโตร้อยละ 3-4 โดยเป็นห่วงภาคการส่งออกของไทยว่าจะถดถอยหนักหลังจากตัวเลขส่งออกเดือนมกราคมติดลบร้อยละ 26.5 และการน าเข้าเหล็กและสินค้าทุนติดลบร้อยละ 43 สะท้อนว่าการผลิตเพื่อการส่งออกยังถดถอย โดยประเมินการส่งออกปี 2552 ติดลบร้อยละ 13.1 เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเชื่อว่า มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทย ปี 52 จะมีโอกาสอยู่ในระดับ 0% ไม่ถึงขั้นติดลบ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐได้ผลตามวัตถุประสงค์ และด าเนินการต่อเนื่อง การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจ าปี และงบกลางปีจ านวน 1.16 แสนล้านบาท เร่งจัดสรรงบประมาณปี 2553 และเบิกจ่ายได้ทันไตรมาส 4 ปีนี้ และเร่งด าเนินโครงการส าคัญของภาครัฐต่างๆภายในปีนี้ ขณะที่ต้องมีนโยบายการเงินผ่อนคลาย และการดูแลสภาพคล่องในภาคการเงิน และการขยายสินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม "โอกาสที่จีดีพีประเทศในปี 52 อยู่ที่ระดับ 0% ไม่ถึงขั้นติดลบยังมี หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ และเหตุการณ์ลบต่าง ๆ ไม่รบกวนเสถียรภาพเศรษฐกิจอีก ก็จะท าให้ภาคเอกชนมั่นใจในการลงทุน และธนาคารกล้าปล่อยกู้เข้าสู่ระบบมากขึ้น เศรษฐกิจก็เริ่มเดินได้" นายอ าพลกล่าวและว่า ไตรมาส 4 ปีนี้จะเป็นจุดส าคัญมากว่าเศรษฐกิจไทยจะหลุดพ้นจากหลุมด าได้หรือไม่ เพราะจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะติดลบร้อยละ 0.5 ถึงเติบโตร้อยละ 0.5 ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งด าเนินการเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจติดลบไปด้วย คือ ต้องกระตุ้นภายในประเทศทดแทนการส่งออกที่หดตัว โดยรายได้จากการส่งออกปีนี้จะหายไปประมาณ 2-3 แสนล้านบาท ส าหรับอัตราการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.5-3.5 หรือมีอัตราการว่างงานประมาณ 9 แสน -1.3 ล้านคน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ มีแนวโน้มติดลบร้อยละ 0.5 ถึงขยายตัวร้อยละ 0.5 ผลจากราคาน้ ามันและสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง โดยประเมินราคาน้ ามันดิบดูไบอยู่ที่ 45-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ด้านนางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า จีดีพีในไตรมาส 4 ปี 51 ที่ขยายตัวติดลบ 4.3% นั้นเป็นระดับต่ ากว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ คือขยายตัว 0-2% ซึ่ง ธปท.จะน าข้อมูลดังกล่าวไปหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ด้วย อย่างไรก็ตามไม่สามารถประเมินได้ว่า เศรษฐกิจจะสามารถฟื้นได้เมื่อใด เพราะไม่รู้ว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกจะถึงจุดสิ้นสุดได้เมื่อใด เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังไม่นิ่งพอ ดังนั้น ธปท.ต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และต้องคิดแก้ปัญหาเผื่อไว้หลายด้าน นายกรณ์ จาติวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ สศช. ประกาศว่าจีดีพีไตรมาส 4 ปี 52 ติดลบ 4.3% ว่า เป็นไปตามที่ประเมินก่อนหน้านี้ ส่วนเศรษฐกิจในปี 52 จะติดลบ 1% หรือไม่ขยายตัว ตามที่ สศช.คาดหรือไม่นั้น ต้องดูหลายปัจจัย อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า ไตรมาส 1-2 ปี 52 จีดีพี จะหดตัว และได้ด าเนินมาตรการเพื่อรองรับปัญหาดังกล่าว ทั้งการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ งบกลางปี การให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อยคนละ 2,000 บาท สินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น สร้างก าลังซื้อภายในประเทศ เพื่อทดแทนรายได้จากการส่งออกที่ลดลง รมว.คลัง กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบหลายประเทศ เนื่องจากไทยมีเสถียรภาพฐานะการคลัง สถาบันการเงินมั่นคง ท าให้เกิดความเชื่อมั่น ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ว่าการ ธปท. ก็มั่นใจว่า การไหลเข้าออกของเงินทุนต่าง ๆ ไม่น่าเป็นห่วง ไม่มีผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทุนส ารองระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับสูง สามารถรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้ และประเทศไทยก็มีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 70 ของรายได้ประเทศ ซึ่งน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย ที่บางประเทศมีสัดส่วนการส่งออกถึงร้อยละ 100 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ถึง 3 เดือนเนื่องจากเศรษฐกิจทรุดหนักว่า รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยพยายามจ ากัดความเสียหายและใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่า และสามารถโยงไปถึงมาตรการระยะกลางและระยะยาว ซึ่งมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนจีดีพีไตรมาสสุดท้ายของปี 51 ติดลบนั้น ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย แต่ขณะนี้สิ่งที่เราคาดหวังนอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้ว ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของต่างประเทศที่ก าลังทยอยออกมา จึงหวังว่าจะได้ผล และท าให้ครึ่งปีหลังก็น่าจะตั้งหลักท างานกันได้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ต้องทบทวนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะต้องเสริมอยู่ตลอดเวลา เช่น แผนสองที่เตรียมเอาไว้ ก็จะต้องเดินหน้า โดยกระทรวงการคลังจะเร่งท าเรื่องกรอบเจรจากู้เงินเสนอต่อสภาเพื่อเตรียมเอาไว้ ซึ่งไม่ได้มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว ส่วนการเจรจาเงื่อนไขจะเป็นที่พอใจเหมาะสมหรือไม่ สามารถพิจารณาได้อีกทีหนึ่ง วันเดียวกันที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจ าปี 2552 จ านวน 1.16 แสนล้านบาท ที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงการจัดท างบกลางปีเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยจ าเป็นต้องรักษาก าลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะครึ่งปีแรกถึงไตรมาสที่ 3 ต้องให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลวางแผน มาตรการเชื่อมโยงนโยบายระยะกลางและระยะยาว จึงขอความสนับสนุนวุฒิสภาผ่านงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยเร็วที่สุด ในการกระตุ้นการใช้จ่ายและแก้ปัญหาด้านการว่างงาน นอกจากนี้นายกฯ ชี้แจงด้วยว่าการใช้จ่ายงบดังกล่าวจะยึดความโปร่งใสและมีส่วนร่วม โดยจะตั้งคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อติดตามงบประมาณ และเปิดเว็บไซด์พิเศษเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความเห็นจากประชาชน เชื่อว่าจะเป็นช่องทางในการสื่อสาร เพื่อติดตามการท างานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณให้เรียบร้อยและราบรื่นที่สุด ขณะที่ ส.ว.ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนการจัดงบกลางปีเพิ่มเติม แต่ก็ได้ตั้งสังเกตเรื่องการจัดงบประชานิยมของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องการแจกเงิน 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการทางด้านการศึกษาที่ให้เรียนฟรี 15 ปี ว่าน่าจะเพิ่มเงินเดือนให้กับครูที่ต้องมีภาระเพิ่มขึ้น

แนวหน้า กรุงเทพธุรกิจ โพสต์ทูเดย์ สยามรัฐ มติชน ไทยรัฐ ข่าวสด บ้านเมือง ข่าวหุ้น 24 กุมภาพันธ์ 2552