สหวิชาชีพ กับ one stop service
สวี ดัด สวัสดีค่ะ long time เหลือเกิน กว่าจะได้มาทักทาย หลังจากที่ได้ไปทำค่ายเบาหวานให้กับหล่มเก่า เพชรบูรณ์ เรากลับมาก็ได้ต้อนรับทีมเบาหวานจากโรงพยาบาลกะสัง จ.บุรีรัมย์เลย ( เพื่อนบ้านไม่ใกล้ และก็ไม่ไกล) เค้ามาเพื่อเยี่ยมชมระบบคลินิกที่แยกออกมาเป็นone stop service พร้อมกับโจทย์ที่อยากทราบว่า ระบบนี้ทำให้คนไข้ดีขึ้นได้อย่างไร ตอนแรกก็งง งงกับวัตถุประสงค์ แต่พอคิดไปคิดมาก็นึกออก เพราะเมื่ออดีต ตอนที่เรายังไม่ได้รวมกัน เราก็ทำไปแบบให้ผ่านไป อยากทำอะไรก็ทำยากเหลือเกิน เหมือนกับว่าน้ำไหลไม่คล่อง อย่างไงอย่างนั้น ก่อนอื่นลืมบอกไปว่าตนเองเป็นเภสัชกร ซึ่งนับได้ว่าเป็นฝ่ายที่ตอนแรกไม่ได้รวมคลินิกกับเค้าหรอกค่ะ เนื่องจากว่า มีปัญหา นานานัปการ (ข้ออ้างเปล่าหว่า) เช่น ไม่มีคนจ่ายยา ต้องไปออก PCU ไม่มีคนช่วยจัด ไม่มีเครื่องคอม ไม่มีสาย lan ไม่มีที่เก็บยา เอาเข้าไป สรุปว่าไม่มีปัญญานั่นเอง แต่เชื่อไหมค่ะ ถ้าเราตัดปัญหาเรื่องเหล่านี้ออกไปได้ และตั้งใจเข้าไปร่วมทีมด้วย สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น มันคือค้อนทลายกำแพงที่เราทั้งหลายก่อขึ้นนั้นเอง
ตอนเริ่มต้น ก็เหมือนคนอื่นทั่วไปคือ นัดคนไข้มาแต่ไก่โห่ มานั่งรอ ห้องlabก็ต้องกระวีกระวาดมานั่ง(หาว)เจาะเลือดให้กับคนไข้ แล้วก็แจกข้าว แล้วก็แกร่ว รอหมออีกนานนนนน... เปลี่ยนระบบครั้งแรก ก็ให้ห้องยาไปแจกยาที่ห้อง (ขนยาไปกลับ) เนื่องจากห้องไม่ไกลกันนัก เดินหาได้ จากนั้นเราก็ขยับขยายมาที่ห้องคลอดเก่า หมอกับเภสัชนั่งห้องเดียวกัน เพราะว่าไม่มีที่อยู่ คนนึงก็ตรวจไป อีกคนก็จ่ายยา คนไข้ก็หูตึง ไหนจะเสียง printerอีก เซ็งแส่ดีค่ะ แต่รู้ไหมประสบการณ์ล้ำค่าที่ได้จากการอยู่ห้องเดียวกับหมอก็คือ เราได้เข้าใจคนไข้ ได้ทราบว่าเค้าเล่าอะไรให้หมอฟังแล้ว ไม่ต้องถามซ้ำอีก หรือเมื่อคนไข้ลืมบอกอาการหมอ เราก็บอกหมอได้ตรงนั้นเลย ที่สำคัญ เวลาคนไข้ถูกหมอดุมา เราก็ไม่ต้องเล่นบทโหดดุคนไข้ซ้ำหรอกค่ะ เราก็ได้เป็นนางเอกตอนนี้แหละ อิ อิ มีประโยชน์มากนะค่ะ ถ้าเราไม่มีใจที่จะทำให้เกิด One stop จริงๆ เราคงไม่รู้เรื่องแบบนี้หรอก จริงไหม ....
สิ่งที่ได้จากการทำให้เป็น one stop service มีมากกว่าที่คุณคิด.......มีต่อภาค 2
สวัสดี น้องกวางใช่หรือเปล่า เล่าเรื่องได้เห็นภาพเลย ได้ความรู้เล็กๆ ที่เอาไปใช้ได้ด้วย เขียนบ่อยๆ นะคะ