นี่คือจินตนาการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ทั้งสิ้นของผม    แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับสังคมไทย   จึงเอามา “คิดดังๆ” สู่กัน   โดยไม่รับรองว่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องในบริบทไทย   และเป้าหมายที่เอามาลงบันทึกไว้ ก็เพื่อกระตุ้น “การเรียนรู้ของสังคม” (social learning) ในเรื่องระบบอุดมศึกษา

ตอนที่ ๑ 
ตอนที่ ๒ 
ตอนที่ ๓


          ในตอนที่ ๔ นี้ เป็นเรื่อง กลไก/หน่วยงาน สร้างความรู้เชิงระบบ   ซึ่งผมมองว่ามี ๒ ส่วน   คือฝ่ายจัดการกับฝ่ายทำวิจัย

โครงสร้างที่ต้องการ คือ
๑. หน่วยงานจัดการงานวิจัย ๑ หน่วย
๒. หน่วยงาน หรือทีมวิจัยระบบอุดมศึกษา หลายหน่วยหรือหลายทีม 
 

          เมื่อวันที่ ๕ ก.พ. ๕๒ มีการประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันคลังสมองของชาติ ที่มี ศ. ดร. พจน์ สะเพียรชัย เป็นประธาน   มีการหารือกันเรื่องอนาคตของสถาบันคลังสมองฯ    และมีแนวโน้มว่าสถาบันฯ จะทำหน้าที่เป็นหน่วยจัดการงานวิจัยระบบอุดมศึกษา

          กกอ. ในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๔ ก.พ. ๕๒ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิจัยระบบอุดมศึกษา มี ศ. นพ. ภิรมย์ กมลรัตนกุล เป็นประธาน   ผศ. วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน เป็นรองประธาน   เป็นกลไกของฝ่ายกำกับดูแล ที่เข้ามาช่วยหนุนเสริมให้เกิดความเข้มแข็งของระบบวิจัยระบบอุดมศึกษา    เพื่อเป็นกลไกสร้างความหลากหลายของกลไกขับเคลื่อนระบบอุดมศึกษา

          ศ. นพ. ประเวศ วะสี ได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนมาก ในการประชุมหารือแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเช้าวันที่ ๔ ก.พ. ๕๒ ที่ สกอ. โดยมี รมช. ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ร่วมอยู่ด้วย   ว่าต้องดึงนักวิชาการทุกสาขาเข้ามาร่วมวิจัยทำความเข้าใจระบบอุดมศึกษา    อย่าหลงเอามาเฉพาะนักการศึกษาที่จบปริญญาด้านการศึกษา    ผมตีความว่าที่ท่านแนะนำเช่นนั้น เพราะการทำความเข้าใจระบบอุดมศึกษา ต้องทำความเข้าใจจากหลากหลายมุมมอง    เฉพาะมุมมองของนักการศึกษาจะแคบไป ไม่ครบมุม   แต่ไม่ได้หมายความว่ามุมมองของนักการศึกษาไม่สำคัญ  

          ดังนั้น นักวิจัยระบบอุดมศึกษาต้องมาจากทุกสาขาวิชาการ   และควรทำงานร่วมทีมกันเป็นทีมข้ามสาขา ข้ามสถาบัน   โดยมีหน่วยจัดการงานวิจัยระบบอุดมศึกษา ทำหน้าที่สร้างโอกาส ให้แรงจูงใจ สร้างคุณค่า (ใส่เสน่ห์)    หาทางทำให้เกิดทีมวิจัย/สถาบันวิจัย ระบบอุดมศึกษาขึ้น อย่างน้อยใน ๒ – ๓ มหาวิทยาลัย   ที่ทำงานร่วมมือกัน

 

วิจารณ์ พานิช
๖ ก.พ. ๕๒