ในการทำงาน ย่อมก่อเกิดความสุข ความทุกข์ ในใจ เป็นธรรมดา แต่การแสดงออกซึ่งความสุข ความทุกข์ ที่จะออกไปสู่คนรอบข้างควรได้รับการไตร่ตรองเพราะไม่อาจรู้ได้ว่าความจริงข้างในใจนั้นเป็นเช่นไร โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมงาน

ในช่วงที่เป็นเด็กนั้น เราก็มักอยากจะทำโน่นทำนี่..อยากรู้อยากเห็น..และสงสัยไปแทบทั้งหมด

คุณพ่อคุณแม่ก็จะคอยเตือนว่า...อย่าเพิ่งลูก ไว้โตก่อนค่อยเล่น ...ไว้โตก่อนค่อยทำ ....ยังเด็กไป

เราก็นึกหงุดหงิดในหัวใจเล็กๆในวันนั้นว่า ...ไว้โตก่อนเถอะจะลองทำให้หมดเลย

โดยเฉพาะการลองในสิ่งที่เรียกว่า เหมาะสมกับผู้ใหญ่...

แต่ว่า.. อะไรกันคือความเหมาะสม..

ข้าพเจ้าเพียรถามตัวเองถึงนิยามความเหมาะสมในชีวิต

จริง ๆ แล้ว เรื่องความเหมาะสมเป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมตัวตั้งแต่เด็ก

เพราะมันคือ อนาคต หน้าที่การงานของเรา

เราต้องทบทวนตัวเองว่าชอบอะไร และเหมาะกับอะไร

ก็ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอยากจะเป็น อยากจะทำ และจะสามารถทำได้

ความเหมาะสม จึงเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัว...

พ้นระยะเวลาในช่วงเด็กอันแสนยาวนานในวันนั้น

ความรักในอิสรภาพทำให้รู้สึกอยากจะเป็นนกที่โตเต็มวัย

เพื่อออกไปเผชิญกับโลกกว้างที่ตาดว่า..มันคงจะงดงาม น่าตื่นเต้น ...

สิ่งที่ยังไม่รู้จักย่อมหอมหวล น่าลิ้มลอง เสมอ

รสชาติของเสรีภาพที่รอคอย...ซึ่งใช่ว่า...จะใช่สิ่งที่ตามหามานาน

เพราะแท้จริงนั้นมันคือ

...เสรีภาพบนภาระของการรับผิดชอบตัวเอง...ในหน้าที่การงานและภาระทางสังคม

ทำให้ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่า ... นี่คือเสรีภาพ...หรือ...พันธนาการใหม่

เมื่อเราปกครองตัวเอง ความคิดตนเอง การตัดสินใจด้วยตนเอง

ซึ่งผลของการตัดสินใจนั้น...เราก็ต้องรับผิดชอบเองด้วย

แต่แท้จริงนั้น... คิดผิดถนัด

การตัดสินใจของเรา ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเราคนเดียว

แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรา

ซึ่งที่มีผลกระทบมากที่สุด

ก็คงไม่พ้นความรู้สึกของผู้เป็นพ่อแม่..ที่พร้อมจะยืนเคียงข้างและรับผิดชอบในสิ่งที่ลูกทำเสมอ

ไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กหรือโตเป็นผู้ใหญ่เพียงใดก็ตาม

นอกจากนั้นแล้ว...

ในการทำงาน...ซึ่งความสร้างความพอใจของคนทุกคนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้

เราไม่สามารถเอาใจคนทุกคนได้ทั้งหมด... รวมทั้ง...หัวใจเราเองด้วย

ในบางครั้งเราจึงต้องทำอะไรที่ผิดใจตนเอง ไม่ได้ดั่งใจตนเอง ขัดใจตนเอง

เพียงเพื่อสิ่งที่เรียกว่า เพื่อความประนีประนอมและเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างสงบสุข

ในที่สุด ข้าพเจ้าจึงพบว่า...

ความมีเสรีภาพที่เคยเรียกร้องในวัยเยาว์จากผู้ซึ่งมีความรักอย่างไม่มีที่สิ้นสุดคือ พ่อแม่ ...

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน..

นอกจากข้าพเจ้าจะไม่ได้เสรีภาพอย่างที่คิดฝันแล้ว...ยังรู้สึกว้าเหว่และเงียบเหงาเหลือเกิน

เพราะเป็นการได้อิสรภาพจากวัยเยาว์

มาสู่พันธนาการที่ต้องก้าวล่วงต่อไปที่นานและยากเย็นยิ่งกว่า...

คือ การต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่คิดว่าเหมาะสม หรือจำเป็นต้องทำใจว่าเหมาะสม

คือ การทำงาน

ซึ่งในบางครั้ง ... การที่เราทำงานดีและตั้งใจเกินไป ...

แม้ว่าเราจะรู้สึกมีคุณค่าและคิดว่าเต็มที่แล้ว

แต่มันอาจจะไม่มีความหมาย...เพราะไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปเขานิยมปฏิบัติกัน

การทำตัวแตกต่าง บางครั้ง..จึงเป็นดาบสองคน

การโดดเด่นกว่าคนอื่นในเรื่องการมีมานะพยายาม

ถ้าอยู่ท่ามกลางคนที่มีใจเป็นธรรม แล้ว ย่อมได้รับความเมตตากรุณา

แต่ถ้าอยู่ท่ามกลางคนใจแคบแล้ว อาจกลายเป็นถูก..อคติ

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ต้องใช้เสรีภาพในการเลือกอาชีพหรือหน้าที่การงานแล้ว

จงหาสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด

แต่อาจเป็นสิ่งที่สามารถอยู่ร่วมกับมันได้

และทำหน้าที่การงานอย่างเป็นกลางมากที่สุด

ถ้าคิดจะตั้งใจทำอะไรให้โดดเด่น ก็ลองสังเกตดู...สิ่งแวดล้อมในที่ทำงานของตนก่อนว่า

ผู้คนรอบข้างโดยเฉพาะผู้บังคับบัญชา

มีใจเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด

เพื่อที่ความมานะพยายามตั้งใจทำงานของเรานั้น...จะได้ไม่เสียเปล่า

และทำให้เราต้องมาเสียกำลังใจ...ในภายหลัง