เมื่อวันก่อนตอนที่ผมสะท้อนการเรียนรู้ในช่วงการทำ AAR (After Action Review) ผมเริ่มด้วยการพูดว่า . . . ผมจะใช้เวลาสั้นๆ . . . “สั้นๆ” ที่ผมว่านั้น หมายถึงว่า “สั้นกว่า” ผู้ที่พูดนานสุด . . . ซึ่งแปลว่าถ้าเมื่อตะกี้ผู้ที่พูดนานสุดใช้เวลา 15 นาที (ปกติการทำ AAR จะพูดเพื่อตอบคำถามสามสี่ข้อ ใช้เวลาไม่นานนัก มักจะไม่เกินคนละ 5 นาที) หากผมใช้เวลาพูด 14 นาที ก็ยังถือว่าสั้น (เพราะใช้เวลาน้อยกว่า 15 นาที)
ประเด็นสำคัญที่ผมต้องการจะชี้ให้ผู้ที่อยู่ในวงเรียนรู้ได้เห็นก็คือประเด็นที่ว่า คำพูดที่ว่า “สั้นหรือยาว” นี้ จริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่ “ไม่ตายตัว” อะไร การพูด 14 นาทีนี้ ถือว่า “สั้น” เมื่อเทียบกับการพูดที่ใช้เวลามากกว่า แต่ว่า 14 นาทีที่ว่านี้ กลับกลายเป็น “ยาว” หากเทียบกับผู้ที่ใช้เวลาพูดเพียงแค่ 2-3 นาที . . . และนี่ก็คือ “โลกที่เราคุ้นชิน” มันเป็นโลกแห่ง “การบัญญัติ” เป็นโลกที่ “สัมพัทธ์” หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Relative”
หากแต่ว่าในโลกแห่ง “ความเป็นจริง” มันเป็นโลกที่ “สัมบูรณ์ (Absolute)” เป็นการก้าวข้ามโลกแห่งสมมุติบัญญัติ เข้าสู่โลกแห่ง “ปรมัตถ์” เป็นการรับรู้ที่ “แจ่มชัด” และสวยสดงดงาม เห็น “ความสั้น” ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ความยาว” เห็นขาวว่าเป็นส่วนหนึ่งของดำ เห็นต่ำเป็นส่วนหนึ่งของสูง ถ้าไม่มีสูงก็ไม่มีต่ำ ไม่มีมืดก็ไม่มีสว่าง ไม่มีกลางวันก็ไม่มีกลางคืน ทุกสิ่งทุกอย่างต่างก็กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน !!
สวัสดีครับ
สมัยก่อนผมพูดยาว กินพื้นที่เยอะ ต้องพยายามระมัดระวัง
ภายหลังพบว่าการระมัดระมังพูดยาวหรือพยายามพูดสั้น ไม่ได้ตอบสนองวัตถุประสงค์การพูด คือ สื่อสิ่งที่ต้องการสื่อ ถ้าเราสื่อที่ส่ิงที่เราคิดว่าดีงาม และเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อตนเอง ในขณะเดียวกัน ก็เผื่อเวลาให้คนอื่นได้รับฟังเรื่องราวที่มีค่าของคนอื่นด้วย
จะสั้น หรือยาว ก็คงจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป ปรากฏว่ามันก็กระทัดรัดของมันเอง