ประวัติและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ไทลื้อ (Thai Lue)

ถิ่นกำเนิดของไทลื้อแต่เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นที่อยู่บริเวณหัวน้ำของ (น้ำโขง) เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า "ลือแจง" ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำของ (น้ำโขง) สิบสองปันนาปัจจุบัน

ในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1782-1813 (พ.ศ. 2325-2356) สมัยรัชกาลที่ 1    ชาวไทลื้อได้ถูกกองทัพ เจ้ากาวิละ (เจ้าเมืองเชียงใหม่) พร้อมกับ เจ้าอัตถวรปัญโญ (เจ้าเมืองน่าน) ทำการกวาดต้อนลงมา ยังล้านนา ในลักษณะเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อทดแทนชาวยวนหรือไทยวนที่ถูกพม่ากวาดต้อนไป และมีอีกหลายครั้งต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5

ในล้านนามีชาวไทลื้ออยู่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงราย  จังหวัดเชียงใหม่  จังหวัดลำพูน

 จังหวัดลำปาง  จังหวัดพะเยา  และจังหวัดแพร่ ส่วนจังหวัดน่านซึ่งเป็นอาณาจักรล้านช้างก็มีชาวไทลื้ออาศัยอยู่เช่นกัน โดยจะมีในอำเภอท่าวังผา, ปัว, เชียงกลาง, สองแคว, ทุ่งช้าง และบางส่วนในประเทศลาวที่เคยเป็นอาณาเขตของเมืองน่าน เช่น เมืองเงิน เมืองหงสา เชียงฮ่อน เชียงลม เมืองกุสาวดี เชียงทอง ฯลฯ

ชาวไทลื้อในจังหวัดน่าน อาศัยอยู่ในเขต 6 อำเภอด้วยกัน ได้แก่ อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้าง อำเภอสันติสุข และอำเภอสองแคว มีหมู่บ้านชาวไทลื้ออยู่ 63 หมู่บ้าน เป็นกลุ่มชนที่มีถิ่นฐานอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

                เครื่องแต่งกายของชาวไทลื้อโดดเด่นไม่เหมือนใครเช่นกัน โดยผู้ชายจะสวมเสื้อแขนยาว แล้วสวมทับด้วยเสื้อกั๊กที่ปักลวดลายสวยงาม ส่วนผู้หญิงจะสวมเสื้อแขนยาวที่เรียกว่า “เสื้อปั๊ด” และนุ่งซิ่น ทั้งชายและหญิงจะมีผ้าโพกศีรษะ โดยผู้เฒ่าผู้แก่ชาวไทลื้อบางคนก็ยังคงแต่งกายเช่นนี้อยู่

                อนึ่งในปัจจุบันการแต่งกายของชาวไทลื้อ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยนิยม ดังนั้นการแต่งกายแบบไทลื้อในอดีต จึงมีในหมู่ผู้สูงอายุ หรือในงานประเพณีที่จัดขึ้นในหมู่บ้านเท่านั้น 

 

                ประเพณีที่สำคัญของชาวไทลื้อ ที่บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา  คือ ประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณ เจ้าหลวงเมืองล้า  เจ้าหลวงเมืองล้า คือ เจ้าเมืองที่ปกครองเมืองล้า ในดินแดนสิบสองปันนา มณฑลยูนาน ประเทศจีน อันเป็นถิ่นฐานเดิมของชาวไทลื้อในอำเภอท่าวังผา คือ บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง ตำบลป่าคาและบ้านดอนมูล ตำบลศรีภูมิ โดยเจ้าหลวงเมืองล้า จะมีบริวารหรือผู้ช่วยหลายคน เช่น หิ่งช้าง หิ่งม้า ล่ามเมือง หาบมาต แจ่งฝาย เชียงล้าน โอ๊ก่า  ช้างเผือก น้ำปัด ปูก่ำ   ผมเขียว ดำแดง ปางแสน ปางสา ปางเม็ด ม่อนเชียงเคือ  ปากบ่อทั้งห้า บ่อต่วน สวนตาล เมืองหลุก  อ่างเรียง  บ้านตอง เป็นต้น

                ประเพณีบวงสรวงดวงวิญญาณ เจ้าหลวงเมืองล้า  และบริวารจะปฏิบัติประจำทุกสามปี (สามปีสี่รวงข้าว) หมายความว่า ถ้าหากนับปีปฏิทินจะเป็นเวลาสามปี หากนับฤดูการทำนาจะเป็นเวลาการทำนาถึงสี่ครั้ง ก่อนการบวงสรวงจะมีการคัดเลือกบุคคลที่มีเชื้อสายมาจาก เจ้าหลวงเมืองล้าโดยสายโลหิต มาเป็นตัวแทนของเจ้าหลวง และคัดเลือกบุคคลที่เป็นลูกหลานมาเป็นหมอเมือง เพื่อทำหน้าที่ป้อนอาหารให้แก่ดวงวิญญาณเจ้าหลวงเมืองล้า ต่อมาชาวไทลื้อทั้งหมด จะประชุมเลือกวันที่ดีที่สุด เรียกว่า วันเต่า (ราวเดือนยี่ หรือเดือน ธันวาคม) 

                ตลอดระยะเวลาการประกอบพิธี  3 วันชาวไทลื้อเรียกว่า “ ก๋ำเมือง” และห้ามชาวไทลื้อออกไปนอกเขตหมู่บ้าน  จะต้องอยู่เฉพาะภายในหมู่บ้าน  ในวันสุดท้ายจะเปิดสิ่งที่ใช้ปิดกั้นหมู่บ้านออก และจะทำพิธีบายศรีเจ้าเมืองและหมอเมือง และทำการแห่กลับบ้านตนเอง เป็นอันเสร็จพิธี

                ภาษาไทลื้อ ชาวไทลื้อ มีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยมีสำเนียงคล้ายกับ ภาษาภูไท หรือภาษาคนเมือง (คำเมือง) และภาษาลาว สำหรับตัวอักษรไทลื้อคงรับรูปแบบมาจากอักษรธรรมล้านนา เช่นเดียวกับภาษาไทเขิน  ซึ่งพัฒนาทั้งรูปสระ วรรณยุกต์ และอักขระวิธีต่างกับอักษรไทยในกลุ่มอื่นๆเช่น ไทยใหญ่และคนเมืองที่มีตัวอักษรชุดเดียวกัน  โดยชาวไทลื้อการออกเสียงสระนั้น จะไม่มีเสียงสระเอียะ, เอีย, เอือะ, เอือ, อัวะ,อัว และสระโอ(ลดรูป)

          ซึ่งในปัจจุบัน การพูดสำเนียงไทลื้อในหมู่บ้านไทลื้อยังคงเป็นเอกลักษณ์ ที่ชาวไทลื้อสามารถอนุรักษ์ รักษาไว้ตกสืบทอดมายังลูกหลานไม่เปลี่ยนแปลงบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ชาวไทลื้อได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในท้องที่จังหวัดน่านหลายรุ่นโดยรุ่นแรกๆ มักมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ราบลุ่มน้ำ ซึ่งมีพื้นที่เหมาะสมกับการทำนา คนที่อพยพมาภายหลัง จึงจำเป็นต้องตั้งบ้านเรือนอยู่ตามป่าเขา บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของชาวไทลื้อคล้ายกับบ้านเรือนของคนเมืองที่นิยมสร้างเรือนไม้ยกใต้ถุนสูง  มีทั้งทรงปั้นหยา ทรงหน้าจั่ว และทรงมะนิลา  หลังคามุงด้วย แป้นเกล็ด  หรือ ดินขอ (กระเบื้องดินเผา)  ถ้าเป็นเรือนแบบเดิมก็จะตั้งเตาไฟไว้หน้าห้องนอน ถัดจากระเบียงบ้านออกไปจะเป็นที่ตั้งของร้านน้ำ   ลักษณะที่เห็นเด่นชัดและแตกต่างไปจากบ้านเรือนท้องถิ่นอื่นๆคือ การสร้างหลังคาคลุมบันได สำหรับยุ้งข้าว จะสร้างไว้ติดกับบ้านเรือนที่พักอาศัย  บริเวณลานดินหน้าบ้านหรือที่เรียกว่า ข่วงบ้าน มักได้รับการปัดกวาดให้สะอาดอยู่เสมอ 

                แต่ในปัจจุบันเนื่องจากวัสดุ อุปกรณ์ประเภทไม้หาได้ยากลำบาก ขาดแคลนลง การปลูกบ้านเรือนที่พักอาศัยของชาวไทลื้อจึงเปลี่ยนแปลงไป บ้านแบบไทลื้อจึงถูกรื้อสร้างทดแทนด้วยแบบบ้านสมัยใหม่  ที่ก่ออิฐถือปูนตามแบบสมัยนิยมเป็นส่วนมาก   คงเหลือบ้านไทลื้อ ที่สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ไทลื้อ เท่านั้น

ชีวิตความเป็นอยู่ชาวไทลื้อมีการสืบทอดวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม และประเพณีดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน เช่นประเพณีการนับถือเทวดาหมู่บ้านเทวดาเมือง มีการสืบเชื้อสายผีบรรพบุรุษ ชาวไทลื้อนับถือพุทธศาสนาซึ่งมีประเพณีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประเพณีตานก๋วยสลาก ประเพณีตั้งธรรมหลวงประเพณีการขึ้นธาตุ

 

ชุมชนไทลื้อ…ที่บ้านปางส้าน

                “ดินแดนเป๊กศักดิ์สิทธิ์  ไร้สิ่งเสพติดชีวิตสีขาว  มะต๋าวรสดีมีป่าสมบูรณ์  ค้ำคูณเจ้าหลวงผาช้าง  ปางส้านสามัคคี” เป็นคำขวัญของบ้านปางส้าน  หมู่ที่ 4 เทศบาลตำบลยอด  อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดน่าน มีระยะห่างจากจังหวัดน่าน ประมาณ 100 กิโลเมตร มีประชากร 589 คน มีจำนวน 160 หลังคาเรือน บริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านมีลักษณะภูมิศาสตร์เป็นที่ราบเชิงเขา มีแหล่งน้ำธรรมชาติ คือลำน้ำพาง ห้วยนา และห้วยบ้าน ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน  ประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำนา และรับจ้าง มีอาณาเขตติดต่อ ทิศใต้ติดกับหมู่บ้านผาสิงห์ ทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศตะวันออกติดกับตำบลชนแดน ทิศตะวันตก ติดกับบ้านยอด และอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

                ประชากรบ้านปางส้านเป็นชาวไทลื้อ เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย อพยพมาจากบ้านแฮะ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ตั้งบ้านเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2362 ที่มาของชื่อบ้านปางส้าน คือ มีต้นมะส้านใหญ่อยู่ใกล้ริมน้ำ คนที่สัญจรไปมามักจะสร้างปาง คือที่อยู่อาศัยชั่วคราวอยู่ใต้ต้นมะส้าน เมื่อตั้งหมู่บ้านจึงเรียกว่า บ้านปางส้าน ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้านชาวบ้านเคารพนับถือ คือ เจ้าหลวงผาช้าง

               

                หมู่บ้านปางส้านก่อตั้งมาเป็นระยะเวลาร้อยกว่าปี มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และมีการวัฒนธรรมไทลื้อที่สืบต่อกันมายาวนาน ลักษณะเครือญาติมีการสืบตระกูลมาเป็นตระกูลเดียวกัน ดังนั้นชาวบ้านปางส้านจึงมีอุดมการณ์ความเชื่อที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยดี และอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกฉันท์พี่น้อง

                ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านปางส้าน มีหลากหลายด้าน เช่น หัตถกรรมพื้นบ้าน สมุนไพรและตำรายาพื้นบ้าน อาหารและผักพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน และรวมไปถึงการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ด้วย

ขอขอบคุณ

แกนนำ และพี่น้องชุมชนไทลื้อบ้านปางส้านทุกคน

แป้ง เก่ง และคนึงจิต จากศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ ที่ร่วมจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน

พี่จิน พี่เย็น พี่ดม พี่แอ๋ว และพี่ต่อ จากสสจ.น่าน ที่ให้คำปรึกษาตลอดการดำเนินงาน

พี่สุรัตน์ จากสถานีอนามัยเทศบาลตำบลยอด ที่คอยประสาน และอำนวยความสะดวกให้ในชุมชน

โครงการสมัชชาสุขภาพจังหวัดน่าน ที่ให้เอื้อให้เกิดการจัดกระบวนการเรื่องสุขภาพของชาติพันธุ์