เรตติ้ง "มาร์ค" ไม่กระเตื้อง เอแบคโพลล์แนะให้สลัดคราบนักเรียนนอก ถลกแขนเสื้อทัวร์นกขมิ้น นายกฯเอาใจกำนันผู้ใหญ่บ้าน รับขึ้นเงินเดือนปีหน้า หลังจากรัฐบาลหมักเคยจะซื้อใจขึ้นเงินเดือน 2 เท่าแต่ไม่สำเร็จบ่นงบกลางเหลือให้ใช้แค่ 15,000 ล้านจาก 45,000 ล้าน ปชป.แฉกลับบ้าง รัฐบาลที่แล้วแจกนมบูด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. ย้ำถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะสามารถใช้งบประมาณกลางปีได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป โดยจะช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ทบทวนการช่วยเหลือรายกลุ่มว่า กลุ่มเกษตรกร มาตรการแทรกแซงราคาพืชผลหลัก ๆ ยังดำเนินต่อไป รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยหนี้สินของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีหนี้สินกับ ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุด น่าจะได้ข้อยุติเสนอคณะรัฐมนตรีวันอังคารนี้ ส่วนเรื่องที่ทำกิน กำลังเดินหน้าจัดสรรที่ดินซึ่งอยู่ในการดูแลของราชการ โครงการชุมชนพอเพียง เงินก้อนแรกจะสามารถลงไปได้ในเดือนมีนาคมนี้
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงผู้ใช้แรงงานว่า โครงการฝึกอบรมแรงงาน 5 แสนคนมีความคืบหน้ามาก มีบริษัทเอกชนติดต่อเข้ามาทำข้อตกลงว่า ถ้ามีการฝึกอบรม รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือแล้ว เขาจะรับประกันหรือมีข้อผูกมัดชัดเจนว่าจะไม่เลิกจ้างบุคลากรเป็นเวลา 1 ปี รัฐบาลก็สมทบเงินส่วนหนึ่งดูแลตรงนี้
สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 2,000 บาท นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะได้ตามเกณฑ์ทุกคน แต่รูปแบบการจ่ายเงินจะใช้เวลาอีกสักนิดในการได้ข้อสรุป ถ้าจ่ายเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ขณะนี้มีเอกชนที่สนใจที่จะช่วยเหลือเพิ่มเติมคือ ถ้าสามารถจ่ายเช็ค และเอาเช็คนั้นไปใช้จ่ายในส่วนของเขา เขาอาจจะมีส่วนลดให้ เพราะฉะนั้น แทนที่จะเป็น 2,000 บาท อาจจะได้มากกว่านั้น จึงทำให้รัฐบาลกำลังทบทวนว่าจะจ่ายเป็นเช็คดีหรือไม่
ส่วนนโยบายเรียนฟรี15ปี นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะได้ข้อยุติว่าการช่วยเหลือเรื่องตำราเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และการลดค่าใช้จ่าย จะใช้รูปแบบไหนอย่างไร เพราะไม่มีรูปแบบไหนที่สมบูรณ์มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย กระทรวงศึกษาธิการกำลังศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนพื้นที่ต่างๆยืนยันว่าทันเปิดเทอมเดือนพฤษภาคมนี้แน่นอน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาทต่อเดือนว่าจะทำเสร็จในเดือนนี้และพร้อมจ่ายในเดือนเมษายน โดยอาจจะมีการเพิ่มวงเงินในอนาคต ส่วน อสม.ก็มั่นใจว่าจะเริ่มให้ค่าตอบแทนได้ในปลายเดือนมีนาคม ด้านผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งมีปัญหาเรื่องสินเชื่อ ครม.เศรษฐกิจได้อนุมัติโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มจากปีที่แล้ว 3 เท่า โดยมีวงเงินในส่วนการส่งออกราว 150,000 ล้านบาท เอสเอ็มอี 60,000 ล้านบาทนายอภิสิทธิ์กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจโลกว่า จะมีการประชุมกลุ่มประเทศ G-20 ที่ประเทศอังกฤษต้นเดือนเมษายน ตนได้รับการติดต่อจากรัฐบาลอังกฤษว่าต้องการที่จะขยายกลุ่ม G-20 ให้มีตัวแทนของภูมิภาคต่าง ๆ และได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะตัวแทนกลุ่มอาเซียน ที่จะไปร่วมการประชุม G-20 ก็จะเป็น G-20 บวก ที่ลอนดอนในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งจะได้ใช้โอกาสนี้ไปเสนอมุมมองว่ามาตรการต่าง ๆ ที่ประเทศพัฒนาแล้วกำลังดำเนินการอยู่
ต้องเร่งทำ และต้องไม่มีลักษณะกีดกันการค้า การลงทุน หรือการไหลเวียนของเงินทุนต่าง ๆ ให้มากระทบกับประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เริ่มต้นให้นโยบายและหลักคิดที่จะจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 โดยวางแนวทางคร่าว ๆ ว่า สิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำในอนาคตต่อไปคือ หนึ่ง จะต้องเป็นศูนย์กลางในเรื่องอาหาร อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งจะช่วยเหลือเกษตรกร สอง ภาคบริการโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวมีศักยภาพสูงมากจะต้องแก้ไขกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกให้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งเงินสำคัญที่จะเข้ามาสู่ระเทศ สาม กระบวนการพัฒนาทั้งหมดจะต้องอิงอยู่กับการที่จะดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสุดท้ายสำคัญที่สุด คือตนเชื่อมั่นในเรื่องของการที่จะต้องใช้ฐานความรู้เป็นตัวรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในอีกตอนหนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการขึ้นเงินเดือนให้กำนันผู้ใหญ่บ้านว่า ได้มีการมาดูกันอยู่ เนื่องจากรัฐบาลก่อนนี้มีการพูดถึง แต่ยังไม่ได้มีมติ ครม. และไม่ได้เตรียมงบประมาณไว้ หากจะบอกว่านายกรัฐมนตรีมีงบกลาง ทุกคนมาขอใหญ่เลยว่านายกฯ มีงบกลาง แต่งบกลางตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เขาจัดเตรียมไว้ 45,000 ล้าน ตนเข้ามาเดือนธันวาคม 2552 ปรากฏว่าใช้ไปแล้วหรือผูกมัดเอาไว้แล้วว่าต้องใช้ประมาณ 30,000 ล้าน ตนเหลืออยู่ราว 15,000 ล้าน ณ ตอนนี้ก็ประมาณ 13,000-14,000 ล้าน โดยคาดว่าภัยแล้งปีนี้จะรุนแรงกว่าทุกปี เพราะฉะนั้นเงินตรงนี้ต้องใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเหลืออีก 8 เดือนที่จะต้องใช้เงินตัวนี้ อย่างไรก็ดีนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในหลักการนี้ส่วนหนึ่งจะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อยในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นคนละ 2,000 บาท แต่อีกส่วนหนึ่งได้หารือกันแล้วว่าการปรับค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ในงบประมาณรายจ่ายปี 2553 และกำลังไปดูตัวเลขว่าจะให้ได้เท่าไรอย่างไร ตามกำลังของงบประมาณที่จำกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น รมว.มหาดไทยได้มีนโยบายปรับขึ้นเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และในสมัย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็น รมว.มหาดไทย ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นำเรื่องเข้า ครม.ขอเพิ่มอัตราเงินค่าตอบแทน 100 เปอร์เซ็นต์ในทุกตำแหน่ง อาทิ กำนัน 5,000 บาท เพิ่มเป็น 10,000 บาท ผู้ใหญ่บ้าน 4,000 บาท เพิ่มเป็น 8,000 บาท แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ 2,500 บาท เพิ่มเป็น 5,000 บาทโดยงบประมาณที่ใช้ขึ้นเงินเดือนกำนันผู้ใหญ่บ้านครั้งนี้ ต้องใช้เงินสูงถึง 10,234,380,000 บาทต่อปี แต่ต่อมาได้ถอนเรื่องออกเนื่องจากมีผู้คัดค้านจำนวนมากว่าการเพิ่มเงินให้กำนัน 1 หมื่นบาท ถือว่ามากกว่าคนจบปริญญาโท ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ได้แก้ไข พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ในตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการ 60 ปีโดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ทุก 4 ปีด้านพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ร่วมกันแถลงข่าวผลการเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของพรรคว่า ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีประชาชนร้องเรียนมาหลายเรื่องคือ 1.คนตกงาน ว่างงาน 2.ปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น 3.ปัญหายาเสพติดที่เพิ่มขึ้น 4.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 5.เรื่องทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการของรัฐ 6.ปัญหาภัยแล้งใน 18 จังหวัด 7.ความแตกแยกในสังคมจากคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง 8.ปัญหาหนี้สินชาวนา และ 9.ปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือ
ถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ พรรคจะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เสนอต่อที่ประชุม ส.ส. และอาจจะให้ ส.ส.ยื่นกระทู้ถามรัฐบาลในสภาด้วย
นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้ไปพบม็อบชาวนา รมว.คลังได้รับปากม็อบชาวนาว่าจะใช้งบประมาณ 17,500 ล้านบาทซื้อหนี้สินของเกษตรกร จึงต้องรักษาคำพูด อย่าหลอกให้ประชาชนดีใจไปวัน ๆ เมื่องบประมาณกลางปีผ่านเรียบร้อยแล้ว คนชุดแรกเกือบ 9 ล้านคนจะได้รับเงินคนละ 2 พันบาท ดังนั้นหนี้สินของชาวนาและเกษตรจะต้องทำฝนตกให้ทั่วฟ้าด้วย
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจประชาชนต่อแนวโน้มความเชื่อมั่น/ไม่เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 1,129 คน พบว่ามีผู้ติดตามรับฟังหรือชมเพียง 12.3% ขณะที่ส่วนใหญ่ 87.7% ไม่ได้ติดตาม โดยในส่วนของผู้ติดตาม 82.8% ระบุมีความเชื่อมั่น ขณะที่ 11.7% ระบุไม่เชื่อมั่น ประเด็นที่ชื่นชอบ ส่วนใหญ่ชอบการพูดคุยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นที่อยากให้นายกรัฐมนตรีพูดคุยในรายการครั้งต่อไป ส่วนใหญ่ต้องการให้พูดถึงปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
นายนภดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เปิดเผยว่าได้ทำการสำรวจภายใน 3 ชั่วโมงหลังนายกรัฐมนตรีจัดรายการ พบว่าจำนวนผู้ที่สนใจรับชมและรับฟังรายการดังกล่าวยังมีอยู่น้อย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้รายการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก "นายกรัฐมนตรีจึงอาจต้องหาตัวช่วยในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สลัดคราบความเป็นหนุ่มเมืองนอกลงพื้นที่พบปะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อช่วยเสริมให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลให้มากขึ้น นอกเหนือไปจากการสื่อสารผ่านรายการดังกล่าวเพียงอย่างเดียว" นายนภดลกล่าว
ไทยโพสต์ มติชน 16 กุมภาพันธ์ 2552